
แนวการสอนตามหลักสติปัฏฐานสี่ ของหลวงพ่อทอง
เรื่องวิธีเจริญสติปัฏฐานสี่ ที่หลวงพ่อทองสอนในฉบับที่แล้ว จบตอนที่ว่า ถ้าหากว่าคนใดไม่ได้ศึกษาให้รู้ถึง “ความเป็นจริง”
โดย...90 ปี พระธรรมมังคลาจารย์
เรื่องวิธีเจริญสติปัฏฐานสี่ ที่หลวงพ่อทองสอนในฉบับที่แล้ว จบตอนที่ว่า ถ้าหากว่าคนใดไม่ได้ศึกษาให้รู้ถึง “ความเป็นจริง” แล้ว เขาก็จะติดอยู่ในสมมตินี้ต่อไป ไม่สามารถพ้นไปจากทุกข์ได้ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติในข้อนี้ จึงทำให้รู้ว่าในตัวของเรามีแต่รูปกับนามเท่านั้น ที่เขาสมมติอย่างนั้นอย่างนี้ ก็จะต้องรู้เท่าทันเขาสมมติเพื่ออะไร เพื่อเป็นตัวอย่างอันดีแก่ผู้อื่น การให้ยศถาบรรดาศักดิ์ เพื่อจะได้สอนคนให้เป็นคนดี ยกย่องคนดี และให้เป็นตัวอย่างในการทำความดีของโลก เพื่อทุกคนจะได้เกิดความรู้สึกขึ้นในจิตใจและพากันทำความดีในโลกนี้”
ลำดับจากนี้ว่าด้วยเรื่องวิปัสสนาญาณ ที่หลวงพ่อทองอธิบายน่าสนใจมาก
2.วิปัสสนาญาณ
เมื่อกำหนดสติตามหลักสติปัฏฐานสี่โดยต่อเนื่องแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติ เรียกว่า วิปัสสนาญาณ มี 16 อย่างเรียกว่า โสฬสญาณ
พระธรรมมังคลาจารย์ วิ. (2554:25-30) ตอบปัญหาเกี่ยวกับวิปัสสนาญาณดังนี้
ถาม การปฏิบัติวิปัสสนาสำคัญที่ไหน
ตอบ สำคัญอยู่ที่อารมณ์และผลเท่านั้น คือ
1.อารมณ์นั้นต้องเป็นอารมณ์ปรมัตถ์ คือ ขันธ์ 5 ย่อลงมา ได้แก่ รูปนาม สติปัฏฐานสี่กับรูปนามเป็นอันเดียวกัน ต่างกันแต่ชื่อ เรียกว่าการเจริญสติปัฏฐานสี่ก็ได้ โดยใจความเป็นอันเดียวกัน ต่างกันแค่ตัวหนังสือเท่านั้น
2.ผลนั้นย่อมเกิดจากเหตุ เมื่อเหตุถูก ผลก็ถูก เพราะผลเกิดขึ้นมาลอยๆ โดยปราศจากเหตุไม่ได้ หากได้ผลตามที่พระพุทธองค์ทรงประสงค์และตามที่เราต้องการแล้วเป็นใช้ได้ คือดีทั้งนั้น
ถาม ผลในที่นี้ได้แก่อะไร
ตอบ การแทงตลอดปัจจุบันธรรม แทงตลอดรูปนาม แทงตลอดพระไตรลักษณ์ แทงตลอดมรรคผล นิพพาน
ถาม การแทงตลอดตามที่บรรยายมานี้ ยังย่อนัก ยังไม่แจ่มแจ้งดี ขอให้ตอบพิสดารกว่านี้จะได้ไหม
ตอบ ได้ ถ้าจะตอบโดยพิสดารคำว่า “แทงตลอด” ได้แก่ แทงตลอดวิปัสสนาญาณ 16 คือ
1.นามรูปปริจเฉทญาณ แทงตลอดรูปนาม คือ แยกรูปและนามได้
2.ปัจจัยปริคคหญาณ แทงตลอด เหตุผลของรูปนาม คือ รู้เหตุผลว่ารูปนามเกิดแต่เหตุปัจจัย และเป็นปัจจัยให้กันและกัน
3.สัมมสนญาณ แทงตลอด อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ รู้พระไตรลักษณ์
4.อุทยัพพยญาณ แทงตลอดไปด้วยความเกิดดับของรูปนาม
5.ภังคญาณ แทงตลอดไปด้วยความดับของรูปนามฝ่ายเดียวรู้เฉพาะความสลายของสังขาร
6.ภยญาณ แทงตลอดรู้ว่ารูปนามว่าเป็นของน่ากลัว
7.อาทีนวญาณ แทงตลอดทุกข์ โทษของรูปนาม คือ เห็นรูปนามว่าเป็นทุกข์ เป็นโทษ
8.นิพพิทาญาณ แทงตลอดรูปนามว่าเป็นของน่าเบื่อหน่าย แล้วเบื่อหน่ายจริงๆ
9.มุญจิตุกัมยตาญาณ แทงตลอด รูปนามว่าไม่ใช่ของดี เพราะเป็นทุกข์ เป็นโทษ แล้วอยากหนีออก อยากหลุดพ้นจากรูปนามเสีย
10.ปฏิสังขาญาณ แทงตลอดรูปนามว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และตั้งใจปฏิบัติอย่างเต็มที่เพื่อให้หลุดพ้นจากรูปนามและกองทุกข์
11.สังขารุเปกขาญาณ แทงตลอดรูปนามโดยอาการต่างๆ ดังกล่าวมาแล้ว มีใจวางเฉยมีสติมีสัมปชัญญะอยู่กับรูปนาม
12.สัจจานุโลมิกญาณ แทงตลอดอริยสัจ 4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เห็นไตรลักษณ์ ชัดเจนแจ่มแจ้งกว่าทุกด้าน
13.โคตรภูญาณ แทงตลอดโคตรของปุถุชนแล้วเข้าสู่โคตรของพระอริยเจ้า มีนิพพาน เป็นอารมณ์ อยู่ในระหว่างโลกิยะกับโลกุตตระต่อกัน
14.มรรคญาณ แทงตลอดพระนิพพาน คือ ถึงพระนิพพาน ละกิเลส ทำลายกิเลส ประหารกิเลส คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสได้เด็ดขาด มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นโลกุตตระล้วน
15.ปัจจเวกขณญาณ ย้อนกลับไปพิจารณากิเลสที่ละแล้วกิเลสที่เหลืออยู่ มรรคผลนิพพานเป็นโลกุตตระล้วน
16.ผลญาณ เกิดขึ้นติดกันกับมรรค จิตโดยไม่มีระหว่างขั้น และนิพพานเป็นอารมณ์เหมือนกัน
พระธรรมมังคลาจารย์ วิ. (2553:59) ยังแสดงถึงญาณในวิปัสสนาอีกว่า
“...ญาณทั้ง 5 คืออนุโลมญาณ โคตรภูญาณ มรรคญาณ ผลญาณ และปัจจเวกขณญาณ จะเกิดขึ้นแวบเดียวติดต่อกันอย่างไม่ขาดสาย ชั่วขณะที่ญาณทั้ง 5 นี้เกิดนั้นสั้นมาก แม้แต่สายฟ้าแลบก็ยังนานกว่า
เมื่อมรรคญาณเกิดขึ้นแล้วก็มีนิพพานเป็นผล เป็นอันรู้แจ้งในนิโรธสัจจ์ เมื่อรู้แจ้งนิโรธสัจจ์ ทุกขสัจจ์ สมุทัยสัจจ์ และมรรคสัจจ์ ก็จะรู้แจ้งพร้อมกัน อุปมาเหมือนจุดดวงประทีป น้ำมันก็แห้งไป ไส้ก็ไหม้ไป แสงสว่างเกิดขึ้น ความมืดก็หายไปพร้อมกันในคราวเดียว...”
ดังนั้นแล้ว ญาณที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติวิปัสสนาหรือญาณในวิปัสสนานี้ เป็นความรู้ที่ทำให้เกิดความเห็นแจ้ง เข้าใจสภาพของสิ่งทั้งหลายตามความจริง ทำให้จิตหลุดพ้นจากกิเลสและกองทุกข์ได้
ญาณในวิปัสสนานี้ ไม่มีปรากฏในสติปัฏฐานสูตร ในสติปัฏฐานสูตรนั้นระบุผลที่ได้จากการเจริญวิปัสสนาว่าเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ เพื่อล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง ท้ายที่สุดเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้งเป็นอรหันต์ในปัจจุบันเท่านั้น
ทว่าญาณในวิปัสสนากลับมีปรากฏมาก่อนแล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ภายหลังแยกและรวมเข้าเป็นชุดใหม่เรียก ญาณ 16 หรือโสฬสญาณ อันเป็นที่รู้จักดีในการใช้ตรวจสอบลำดับญาณ โดยมรรคญาณและผลญาณเท่านั้นเป็นญาณในขั้นโลกุตตระ ส่วนอีก 14 ญาณที่เหลือเป็นขั้นโลกิยะ







