
อุทยานราชภักดิ์ ไร้โกง
คำว่า “ทุจริต-ไม่โปร่งใส” กลายเป็นเงาสะท้อนของ “โครงการอุทยานราชภักดิ์” ไปเสียแล้ว และยังคงเป็นเรื่องที่คอย
โดย...ธนพล บางยี่ขัน/ เลอลักษณ์ จันทร์เทพ
คำว่า “ทุจริต-ไม่โปร่งใส” กลายเป็นเงาสะท้อนของ “โครงการอุทยานราชภักดิ์” ไปเสียแล้ว และยังคงเป็นเรื่องที่คอยกัดกร่อนความศรัทธา “กองทัพบก-รัฐบาล-คสช.” อยู่ในขณะนี้ “เพราะโครงการอุทยานราชภักดิ์เป็นโครงการที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้ประชาชนคนไทยได้มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจและสร้างไว้ให้เป็นสมบัติของชาติ โดยไม่คิดหวังเอาผลประโยชน์กับสิ่งเหล่านี้ การดำเนินมาด้วยความตั้งใจและโปร่งใสทำให้เรียบร้อยที่สุดเท่าที่ทำได้” เป็นคำยืนยันจาก พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช. กลาโหม อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และในฐานะประธานมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์
ขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบแล้วหลายคณะ อาทิ คณะกรรมการสอบสวนของกองทัพบก ซึ่งผู้นำองค์กร คือ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. และได้ออกมาแถลงยืนยันด้วยตัวเองทันที ที่มีการตรวจสอบเสร็จสิ้นภายในกรอบ 7 วัน ว่า โครงการอุทยานราชภักดิ์ โปร่งใส ไม่มีทุจริต แต่กระนั้นเองการตรวจสอบดังกล่าวกลับไม่ถูกได้รับการยอมรับจากสังคม จึงทำให้เกิดการตั้งคณะกรรมการ อื่นๆ เข้ามาตรวจสอบเพิ่มอีก ทั้งกรรมการสอบสวนของกระทรวงกลาโหม โดยมี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รองปลัดกระทรวงกลาโหม และกรรมการนอกกองทัพ อาทิ ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เป็นต้น
ผลการตรวจสอบของหน่วยงานอื่นๆ ยังไม่มีผลสรุปที่ออกมาชัดเจน แต่ที่มีความชัดเจน คือ คำยืนยันจาก พ.อ.วินธัย สุวารี หรือ ผู้พันต๊อด โฆษกกองทัพบก และโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เปิดใจยืนยันหนักแน่นถึงความสุจริตของโครงการอุทยานราชภักดิ์กับทีมข่าวโพสต์ทูเดย์
“กองทัพบกได้ทำการตรวจสอบแล้วและยืนยันว่าโครงการนี้ไม่มีทุจริตในวันนี้ และกองทัพบกพยายามทำทุกอย่างให้อยู่ในขอบเขตของกรอบกติกาของราชการ ใครจะเข้ามาตรวจสอบสามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอน เราไม่ได้ปิดกั้น สามารถมาประสานข้อมูลได้” พ.อ.วินธัย กล่าว
โฆษกกองทัพบกยังสำทับข้อมูลอย่างรายละเอียด ว่า ทันทีที่เกิดข้อพะวงสงสัยขึ้นกับโครงการอุทยานราชภักดิ์ ผบ.ทบ.ได้ใช้วิธีในการให้เวลาการตั้งคณะกรรมการของกองทัพบกขึ้นมาตรวจสอบ 1 สัปดาห์ ซึ่งผลการตรวจสอบนั้น ผบ.ทบ.ได้ชี้แจงด้วยตนเองไปแล้วว่า “ไม่พบทุจริต” ซึ่งไม่มีหลักฐานใดปรากฏว่าเป็นเรื่องของการทุจริตเลย แต่จากนั้นสังคมกลับมีคำถามเกิดขึ้นอีกว่า ใครเป็นผู้ตรวจ และควรตรวจหรือไม่ควรตรวจสอบ
“ในความเป็นจริงแล้วเมื่อมีหน่วยงานสงสัยแล้วทำหนังสือเสนอมาเรากองทัพบก ก็ตอบคำถามไปตามปกติ เป็นลายลักษณ์อักษร แต่เมื่อผู้นำองค์กร (ผบ.ทบ.) รับผิดชอบ ชี้แจงแล้วเท่ากับว่าเป็นการให้ข้อมูลแล้ว แต่ในขณะที่สื่อมวลชนหรือคนบางกลุ่มมีลักษณะที่ให้ข้อมูลที่ไม่เป็นทางการเพียงพอ ซึ่งจริงๆ กลไกตามระบบราชการมีอยู่แล้ว เราต้องปล่อยให้กลไกนั้นเดินไป ไม่ใช่เกิดจากการเรียกร้อง หรือโดยใช้ปัจจัยพิเศษ” โฆษกกองทัพบก กล่าว
พ.อ.วินธัย ชี้แจงต่อไปว่า การที่ใช้ความรู้สึกจากคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.อุดมเดช แล้วเอาไปตีความโดยไปใช้คำว่าทุจริต คงไม่ได้ อยากให้ย้อนกลับไปฟังให้ดีว่าท่านไม่ได้พูดว่าทุจริต ซึ่ง พ.อ.วินธัย ได้นำเอกสารที่รวบรวมการลงคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.อุดมเดช มาเป็นหลักฐาน และชี้แจงว่า จะเห็นว่าในประโยคที่ท่านให้สัมภาษณ์คือ “มีความไม่เรียบร้อยอยู่บ้าง” แต่เมื่อคนฟังตรงนี้แล้วก็เอาไปสร้างจินตนาการกันเอง บวกกับคำถามที่นักข่าวถามว่า “เรื่องหักค่าหัวคิว” นั่นคือสิ่งที่นักข่าวถามและท่าน พล.อ.อุดมเดช ก็ตอบในแนวทางเดียวว่า “มีส่วนหนึ่ง” โดยไม่ได้พูดว่าใช่หรือไม่
โดยจากที่ได้ศึกษาข้อมูลพบว่าคำว่า “ส่วนหนึ่ง” คือในส่วนของกระบวนการรับจ้างไปแล้ว ไม่ใช่กระบวนการว่าจ้างมันไม่เกี่ยวกัน และเข้าใจว่าคำตอบนั้นไม่ใช่คำที่เป็นทางการ ที่สำคัญกระบวนการรับจ้างของผู้ประกอบนั้นไม่ได้อยู่ในอำนาจของท่าน พล.อ.อุดมเดช ในฐานะอดีต ผบ.ทบ. เพราะกระบวนการของผู้รับจ้างจะไปมีกระบวนการอะไรเกิดขึ้นต่อก็ไม่มีใครที่จะทราบได้ ไม่รู้ว่าเขาจะไปทำอะไรอย่างไร เราไม่สามารถที่จะไปรู้ได้ว่าหุ้นส่วนการทำธุรกิจเขาทำกันอย่างไร จะไปช่วยเหลืองานกันอย่างไร
อย่างไรก็ตาม แม้เกิดกระแสกดดันตรวจสอบ พล.อ.อุดมเดช เพราะเห็นว่า พล.อ.อุดมเดช อาจจะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยนั้น โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า เพราะตัวท่านอยู่ในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ในสังคมมากกว่า อยากให้เข้าใจว่าท่านไม่ได้อยู่ในมุมที่ท่านต้องดำเนินการอะไร เพราะฉะนั้นด้วยบทบาททางราชการก็จะไม่สามารถที่จะไปพูดถึงเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในกรอบความรับผิดชอบตัวเองได้ เราต้องเข้าใจว่าท่าน รมช.กลาโหม ต้องตอบในฐานะที่ท่านเป็นข้าราชการการเมืองในขณะนี้ ต้องตอบในกรอบที่ตัวเองรับผิดชอบ อยากจะขอให้ทุกส่วนใจเย็นๆ รอให้ข้อมูลออกมาทั้งในส่วนของรายละเอียดข้อมูลราคากลางต่างๆ
“ผมต้องถามว่าประเด็นเรื่องการหักหัวคิวมีที่มาจากกระแสข่าวใช่หรือไม่ วันนี้จะมาใช้คำว่ากระแสไม่ได้ ต้องมีหลักฐานที่มายืนยัน จะไปตีความเอาเองไม่ได้ว่าไม่โปร่งใส เพราะต้องไปตีความกับทางฝ่ายของผู้รับจ้างว่าทั่วไปทางธุรกิจเขาทำกันอย่างไร เช่น การขายที่ดิน ที่มีกระบวนการเรียกค่านายหน้า แล้วจะเรียกว่าการทำธุรกิจนั้นไม่โปร่งใสหรือไม่ ตรงนี้ผมไม่รู้คงต้องไปถามนักกฎหมาย หรือผู้รู้อีกที แต่จะนำเอาเรื่องคำว่าไม่โปร่งใส มาพาดพิงกองทัพให้เกิดความเสื่อมเสีย มันก็ไม่เป็นธรรม
ทั้งนี้ หากระบุว่าเซียนพระคนนั้นไม่มีความโปร่งใส ก็ต้องไปเถียงกันเองว่า ไม่โปร่งใสอย่างไร มีข้อเท็จจริงอย่างไร ซึ่งคนที่รู้คือเจ้าตัวเซียนพระและโรงหล่อเท่านั้น แต่สื่อไม่เคยเอาคำพูดของโรงหล่อมาพูด มาเสนอ แต่นำมาจินตนาการ มาปนกับเรื่องของกองทัพ คำว่าทุจริต เงินไปอยู่ในกระเป๋าใคร มันคนละเรื่อง และเรื่องงบประมาณ
“ถ้าสังคมมีความเป็นธรรม และคนที่ตั้งข้อสังเกตมีความบริสุทธิ์ใจจริง ผมคิดว่าโครงการลักษณะแบบนี้เป็นไปได้ยาก ไม่มีแรงจูงใจ เพราะเป็นแรงตั้งใจของคนทำที่ต้องไปขอรับการสนับสนุนจากผู้อื่น แล้วเขายังต้องทุ่มเทการทำงานด้วยความเหน็ดเหนื่อยโดยที่เขาไม่ได้รับผลตอบแทนใดๆ เพิ่มเติม”
โฆษกกองทัพบก ได้อธิบายรายละเอียดในส่วนของสร้างอุทยานราชภักดิ์ ว่า การสร้างมีการดำเนินการอยู่ 2 ทาง คือ ใช้เงินในการจ้าง และการรับการบริจาค ซึ่งการจ้างให้เกิดการก่อสร้างมีเพียง 3 ส่วน คือ 1.การทำลาน 2.การหล่อองค์พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบูรพกษัตริย์แห่งสยามทั้ง 7 พระองค์ และ 3.ตัวแท่นฐานของแต่ละพระองค์ โดยสิ่งที่เราจ้างไปเมื่อตรวจสอบแล้วก็พบว่าไม่มีการทุจริตเลย แต่สิ่งอื่นนอกจากนี้ ได้มาจากการบริจาคและได้รับมาจากการจัดกิจกรรมพิเศษ ซึ่งเงินที่เราได้มาคือเท่ากับว่าเราไม่ได้ลงทุน แต่เราเป็นผู้รับเท่านั้นซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการหารายได้ เช่น การจัดกิจกรรมที่ได้มาซึ่งต้นปาล์ม โดยไม่ใช่ได้มาจากทางพาณิชย์
ส่วนกรณีมีการเผยแพร่เอกสารราชการของสำนักงาน กสทช.เลขที่เอกสาร สทช.2001/570 ที่เรียนถึง ประธาน กสทช.ระบุเรื่องขอบรรจุวาระเพื่อพิจารณาอนุมัติงบประมาณรายจ่ายในการสนับสนุนการดำเนินการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์จำนวนเงิน 88 ล้านบาทนั้น ประเด็นเรื่องการรับเงินจากหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะจากหน่วยงานราชการ กลายเป็นอีกประเด็นที่สังคมต้องการคำตอบเช่นกัน
ประเด็นนี้ พ.อ.วินธัย ชี้แจงว่า รายละเอียดไม่ทราบ แต่คำว่าเปิดรับบริจาค คงไม่ระบุว่าห้ามบริษัทไหน บุคคลไหน องค์กรไหน รวมถึงหน่วยงานของรัฐด้วย เพราะการบริจาคเป็นเรื่องที่ต้องทำหลักฐานต้องเป็นไปตามเงื่อนไขไม่ว่าใครบริจาคก็ตาม ส่วนตัวผมก็ยังไปบริจาคด้วยเลย แม้แต่คนในกองทัพก็บริจาค
“ประเด็นการตั้งข้อสงสัยต่างๆ ทั้งทุจริต ไม่โปร่งใส ต้องถามว่าการที่นำมาผูกโยงรวมกับราชภักดิ์นั้น มีเจตนาอะไรหรือไม่ เพราะเห็นอยู่ เจตนาการดำเนินการโครงการอุทยานราชภักดิ์นั้นโดยพฤตินัยมันไม่ใช่ ยังไงมันก็ไม่ใช่ ผมว่ามันอยู่ที่คนมอง ผมมีข้อสงสัยว่าคนที่จะเป็นผู้ประกอบการจะบริจาคไม่ได้หรืออย่างไร ทุกคนสามารถมีสิทธิที่จะบริจาคได้หมด โครงการอุทยานราชภักดิ์นี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่เกิดจากความตั้งใจของกองทัพบกและหน่วยงานต่างๆ ต้องการสร้างสิ่งยึดเหนี่ยวระหว่างสถาบันและประเทศไทยที่มีมากว่า 600 ปีแล้ว แต่หากเรื่องนี้เกิดการสื่อสารผิด เป็นความพยายามผลักดันสร้างความเข้าใจด้วยข้อมูลที่ไม่ครบ และไม่แยกแยะว่าอะไรเป็นอย่างไรเข้าใจผิดก็เป็นเรื่องที่น่าเสียใจเช่นกัน” พ.อ.วินธัย กล่าวตัดพ้อ
ต่อคำถามที่ว่า หากโครงการอุทยาน ราชภักดิ์สุจริตจริง ทำไมการตรวจสอบต้องมีกรรมการตรวจสอบชุดที่สอง และกรรมการตรวจสอบจากภาคส่วนอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีก พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ประเด็นนี้ผมตอบไม่ได้ แต่อาจจะเพราะความไม่เชื่อในสิ่งที่ผู้นำองค์กรพูด ผบ.ทบ.ทั้งที่ท่านเป็นบุคคลที่มีเกียรติ เป็นผู้นำทางกองทัพ ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย ท่าน ผบ.ทบ.ออกมาแสดงความรับผิดชอบที่จะให้ข้อมูล และเมื่อท่านยืนยันไปแล้ว ส่วนตัวผมเองยังสงสัยว่าทำไมกระแสยังต้องไปมีเงื่อนไขอื่นๆ อีกทำไม ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่น่าคิดเหมือนกัน ถ้าเป็นคนทำงานที่เขาพูดกันและได้รับฟังมา คนทำงานเขาก็เสียใจกับกรณีนี้







