
เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ต้องมีภูมิคุ้มกัน
เห็นข่าวผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ให้สัมภาษณ์ว่า ปีหน้าราคาข้าวในตลาดโลกน่าจะดีขึ้น เพราะอิทธิฤทธิ์ของเอลนินโญทำให้เกิดภัยแล้งหลายประเทศ ผลิตข้าวไม่ได้ตามเป้า โดยต้องดูผลผลิตข้าวของอินโดนีเซียปลายปีนี้อีกทีว่าจะเป็นอย่างไร ทำให้ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าจะดีใจหรือเสียใจดี เสียใจก็คือประเทศไทยเองก็หนีปัญหาภัยจากความแห้งแล้งไม่พ้น รัฐบาลให้เกษตรกรลดการผลิตข้าว ไม่ผลิตข้าวนาปรัง ถ้าปีหน้าราคาข้าว ในตลาดโลกสูงขึ้น เกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปรังตามคำขอของรัฐบาลจะไม่มีข้าวขาย ขณะที่เกษตรกรที่ดื้อแพ่งปลูกข้าวนาปรังก็จะมีข้าวขายในปริมาณมากขึ้น ร่ำรวยกันไป แล้วก็จะวิพากษ์รัฐบาลกันมากขึ้น
เห็นข่าวผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ให้สัมภาษณ์ว่า ปีหน้าราคาข้าวในตลาดโลกน่าจะดีขึ้น เพราะอิทธิฤทธิ์ของเอลนินโญทำให้เกิดภัยแล้งหลายประเทศ ผลิตข้าวไม่ได้ตามเป้า โดยต้องดูผลผลิตข้าวของอินโดนีเซียปลายปีนี้อีกทีว่าจะเป็นอย่างไร ทำให้ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าจะดีใจหรือเสียใจดี เสียใจก็คือประเทศไทยเองก็หนีปัญหาภัยจากความแห้งแล้งไม่พ้น รัฐบาลให้เกษตรกรลดการผลิตข้าว ไม่ผลิตข้าวนาปรัง ถ้าปีหน้าราคาข้าว ในตลาดโลกสูงขึ้น เกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปรังตามคำขอของรัฐบาลจะไม่มีข้าวขาย ขณะที่เกษตรกรที่ดื้อแพ่งปลูกข้าวนาปรังก็จะมีข้าวขายในปริมาณมากขึ้น ร่ำรวยกันไป แล้วก็จะวิพากษ์รัฐบาลกันมากขึ้น
แต่ส่วนที่ดีใจนั้น มีสาเหตุหลายๆ ประการกว่า ประการแรกก็คือราคาข้าวที่ดีขึ้น จะทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่แท้จริงเพิ่มขึ้น ยิ่งประกอบกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่เริ่มจะขยับตัวในฟากของรัฐบาล คือตามข่าวว่ามี Action Plan เร่งลงทุนโครงการในส่วนของกระทรวงคมนาคมประมาณ 1.7-1.8 ล้านล้านบาท หรือถ้าดูในรายละเอียดที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้กล่าวปาฐกถาไว้ ก็คือ จะมีการลงทุนใหญ่ๆ สำหรับปี 2558 นี้ ประมาณ 2.5 แสนล้านบาท และในปีหน้าอีก 1.5 ล้านล้านบาท ถึงแม้ว่าในทางปฏิบัติสำหรับปี 2558 นี้ กว่าจะโหมโรงกันเสร็จ ได้ปฏิบัติจริง ก็คงเป็นต้นปีหน้า แต่ไม่น่าจะนานเกินรอ เพราะนี่ก็อีกแค่ไม่ถึง 2 เดือน จะสิ้นปี 2558 แล้ว
ที่สำคัญรัฐบาลจะคุยได้ แม้จะมีเพียงเล็กน้อยก็คือการขยายตัวทางเศรษฐกิจไตรมาส 3 นี้เป็น 2.9% ดีกว่าไตรมาส 2 ที่ขยายตัว 2.8% ซึ่งน่าจะมาจากเม็ดเงินจำนวนกว่า 2 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลใส่เข้าไปในระบบเศรษฐกิจ ทั้งชดเชยดอกเบี้ย ยกเว้นภาษีให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี และกองทุนหมู่บ้าน เป็นต้น จึงทำให้เกิดความหวังว่าปี 2559 เศรษฐกิจของไทยจะขยายตัวได้ 3-4%
ซึ่งเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ทำให้มีการพูดถึงเรื่องของ “เอสเคิร์ฟ” (S-Curve) กันหนาหู ที่จริงแล้ว สศช. ได้บรรยายปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยไว้ถึง 7 ประการ ตั้งแต่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เศรษฐกิจโลกและราคาส่งออกเริ่มฟื้นตัว การอ่อนค่าของเงินบาท ราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้น ไปจนถึงการท่องเที่ยวที่ขยายตัวและราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำ
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่เป็นความเสี่ยงทั้งภายในประเทศและของโลกบางประการที่ไม่ควรละเลย ในส่วนของภายในประเทศ ปัจจัยที่ยังไม่ควรเลิกกังวลก็คือเรื่องของหนี้ เริ่มตั้งแต่หนี้ในภาคครัวเรือนที่มีภาระสูง เมื่อเทียบกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ที่ 79.7% ของจีดีพีในปี 2557 และคาดว่าจะมีถึง 81- 87% ของจีดีพีในปี 2558 นี้ ยิ่งหากรวมหนี้นอกระบบเข้าไปด้วยแล้ว หนี้ครัวเรือนอาจโตมากกว่า 100% ของจีดีพีก็ได้ ดังนั้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใส่ลงไปจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร รวมไปถึงการที่ราคาสินค้าเกษตรจะสูงขึ้น ในปีหน้าก็อาจไม่มีผลต่อการบริโภคของเกษตรกร หรือกลุ่มชนที่ฐานของพีระมิดมากนัก นอกจากนี้หนี้เสียที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ถ้าดูตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทย จะเห็นว่า ไตรมาส 3 ของปี 2558 มีเอ็นพีแอล 3.6 แสนล้านบาท เพิ่มจากไตรมาสก่อน 4.89 หมื่นล้านบาท โดย Gross NPL ต่อสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน อยู่ที่ 2.38% มาเป็น 2.78%
นอกจากนี้ ก็ยังมีปัจจัยภายนอกที่คาดว่า เฟด (Federal Reserve System) จะประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย แล้วมีผลกระทบต่อประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ถึงแม้ว่าหลายๆ ท่านจะมองว่าผลนั้นได้เกิดขึ้นล่วงหน้าแล้ว และเมื่อถึงเดือน ธ.ค.ศกนี้ เมื่อมีการประกาศขึ้นดอกเบี้ยจริงๆ ก็ไม่น่าจะมีผลกระทบอะไรมากนัก และถึงมีญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปที่ยังใช้มาตรการคิวอีกระตุ้นเศรษฐกิจของตนอยู่ จะทำให้ไม่กระทบมากนัก แม้จะเป็นเช่นนั้นผู้เขียนเห็นว่ายังคงเป็นเรื่องที่ต้องระวังอยู่ดี นอกจากนี้ยังมีปัญหาการเมือง รวมถึงการสู้รบกันในโลก ที่อาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และแน่นอนว่ากระทบถึงไทยด้วย เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะดีขึ้น อาจไม่สามารถดีขึ้นได้ตามที่คาดการณ์ไว้ และหากมาเลเซียซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกเออีซีถูกกระทบกระเทือนมากเกินไป เนื่องจากเป็นประเทศในกลุ่มเออีซีที่มีความเสี่ยงมากในเรื่องค่าเงินริงกิต ซึ่งที่ผ่านมามาเลเซียนั้นค่าของเงินริงกิตต้องเผชิญปัญหาค่อนข้างหนัก เงินทุนไหลออกอย่างรุนแรงถึง 2.76 หมื่นล้านบาท และหากยังแก้ปัญหาได้ไม่ดี แน่นอนว่าจะมีผลกระทบต่อประเทศในกลุ่มอาเซียน รวมทั้งประเทศไทยด้วย
การที่เขียนมาทั้งหมดนี้ ก็เพื่อให้เห็นว่ายังมีปัจจัยเสี่ยงอีกหลายปัจจัยที่ต้องระมัดระวัง ที่สำคัญคือ ความร่วมมือจากภาคเอกชนในการร่วมลงทุนและให้เม็ดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้มีการขยายตัวที่มากและมั่นคงขึ้นเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันจากปัจจัยภายนอกประเทศ







