posttoday
รื้อใหญ่ที่มาสว. ตัดอำนาจถอดถอน

รื้อใหญ่ที่มาสว. ตัดอำนาจถอดถอน

27 พฤศจิกายน 2558

หนึ่งในโครงสร้างฝ่ายนิติบัญญัติที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้ความสำคัญ คือ วุฒิสภา

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หนึ่งในโครงสร้างฝ่ายนิติบัญญัติที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้ความสำคัญ คือ วุฒิสภา ซึ่งเป็นเรื่องที่คณะ กรธ.ให้เวลากับการพิจารณาพอสมควร

การพิจารณาของคณะ กรธ.ในเรื่องวุฒิสภาหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มจากการตั้งโจทย์ว่าจะให้วุฒิสภามีอำนาจหน้าที่อะไรบ้างก่อนจะไปออกแบบว่าวุฒิสภาควรมีที่มาอย่างไรต่อไป

เบื้องต้นคณะ กรธ.ได้มีความเห็นว่าวุฒิสภาจะมีอำนาจหน้าที่เหมือนกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ใน 4 ประการ ต่อไปนี้ 1.การให้ความเห็นชอบและการยับยั้งร่าง พ.ร.บ.ที่ส่งมาจากสภาผู้แทนราษฎร 2.การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ผ่านการยื่นญัตติเพื่อขอเปิดอภิปรายคณะรัฐมนตรี โดยไม่มีการลงมติและการตั้งกระทู้ถาม

3.การร่วมกับสภาในการให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญาที่ไทยต้องลงนามกับต่างประเทศ และ 4.การแต่งตั้งและให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าไปทำหน้าที่ในองค์กรตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนด

ส่วนอำนาจการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นอำนาจที่วุฒิสภาเคยมีมาตลอดนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 มาในครั้งนี้ที่ประชุม กรธ.เห็นตรงกันว่าไม่ควรให้เป็นหน้าที่ของวุฒิสภาอีก

เหตุผลสำคัญของการตัดอำนาจการถอดถอนบุคคลออกจากไปวุฒิสภา คือ ต้องการวุฒิสภาปลอดจากการเมือง เนื่องจากอำนาจการถอดถอนเป็นสิ่งที่ให้คุณให้โทษกับนักการเมือง ทำให้เป็นช่องทางที่ฝ่ายการเมืองต้องเข้ามาแทรกแซงวุฒิสภา เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองถูกถอดถอน ดังจะเห็นได้จากอดีตที่ที่ผ่านมาวุฒิสภาตามระบบการเมืองปกติไม่เคยสามารถถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้เลยแม้แต่คนเดียว

ดังนั้น คณะ กรธ.จึงมองเห็นว่าเพื่อเป็นการป้องกันให้วุฒิสภาไม่ถูกการเมืองเข้ามาล้วงลูก สมควรที่จะตัดอำนาจถอดถอนของ สว. และอาจจะให้ “ศาล” เข้ามาทำหน้าที่แทน โดยกำลังพิจารณาอยู่ให้ศาลไหนเป็นผู้พิจารณาระหว่าง “ศาลรัฐธรรมนูญ” หรือ “ศาลฎีกา”

การให้ศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลฎีกาเข้ามาทำหน้าที่ถอดถอนนั้นมีนัยทางกฎหมายแตกต่างกัน ซึ่งเป็นประเด็นที่คณะ กรธ.กำลังพิจารณาอยู่

กล่าวคือ หากส่วนใหญ่เห็นว่าคดีถอดถอนควรเป็นลักษณะเดียวกับคดีขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง ด้วยเหตุของการกระทำที่ส่อขัดกับรัฐธรรมนูญ แบบนี้สมควรเป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถ้ามองว่าการกระทำที่ส่อขัดกับรัฐธรรมนูญเป็นความผิดทางอาญาก็จะให้เป็นหน้าที่ของศาลฎีกา

อย่างไรก็ตาม ทิศทางของ กรธ.ในเรื่องนี้ให้น้ำหนักกับศาลรัฐธรรมนูญมากกว่า และให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้ามาทำหน้าที่พิจารณาคดีอาญาที่มาจากคดีถอดถอนบุคคล

เมื่อ กรธ.ได้ความชัดเจนถึงอำนาจของวุฒิสภา จึงนำมาสู่การพิจารณาเรื่องกระบวนการในการได้มาซึ่ง สว. โดยมีข้อสรุปในหลักการว่า สว.จะมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม จำนวน 200 คน จากเดิมที่ร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ผ่านการพิจารณาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ให้ สว.มีลักษณะเป็นลูกผสมระหว่างการสรรหาและการเลือกตั้งโดยตรงเหมือนกับการเลือกตั้ง สส.

ทั้งนี้ กระบวนการเลือกตั้ง สว.ทางอ้อม คณะ กรธ.ยังไม่ได้กำหนดรูปแบบที่ชัดเจน แต่โดยหลักการจะให้มาจากการเสนอชื่อขององค์กรที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล และกลุ่มทางสังคมทั้งหมดที่ไม่ได้จดทะเบียน

แต่กระนั้นในรายละเอียดแล้ว กรธ.ส่วนหนึ่งมองว่าอาจจะมีจุดอ่อนอยู่บ้างตรงที่การตีความคำว่า “กลุ่มทางสังคม” จะครอบคลุมอย่างไรและมีขอบเขตขนาดไหน และแบบไหนที่จะเรียกว่าเป็นกลุ่มทางสังคม

ไม่เพียงเท่านี้ ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายรองรับเหมือนกับกลุ่มวิชาชีพ จึงมองว่าหากไม่กำหนดขอบเขตกลุ่มทางสังคมให้ชัดเจน อาจเป็นช่องให้นอมินีการเมืองรวมตัวและอ้างว่าเป็นกลุ่มทางสังคมเพื่อขอรับสิทธิในการเลือกตั้ง สว.ทางอ้อม

เช่นเดียวกับปัญหาการวางกลไกในการเลือกบุคคลเข้ามาเป็น สว.ในขั้นตอนสุดท้าย ซึ่ง กรธ.ยังหาความลงตัวไม่ได้ เนื่องจากมีการเสนอเป็นหลายทาง เช่น ให้ผู้ที่ได้รับเสนอชื่อจากองค์กรและกลุ่มทางสังคมมาทำการเลือกกันเองว่าจะให้ใครเป็น สว. หรือจะให้มีคณะกรรมการสรรหาที่มีความหลากหลายมาดำเนินการเลือก สว.

แต่ กรธ.หลายคนได้แสดงความคิดเห็นถึงของดีและข้อเสียของแต่ละแนวทาง อย่างการให้ผู้สมัคร สว.มาทำการเลือก สว.กันเอง อาจนำไปสู่การฮั้วในทางการเมืองได้ หรือการให้คณะกรรมการสรรหามาดำเนินการ จะเท่ากับว่าไม่ได้นำไปสู่การปฏิรูปวุฒิสภา เพราะเป็นแนวทางเดียวกับการสรรหา สว.ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550

ส่งผลให้คณะ กรธ.ยังไม่สามารถหาข้อสรุปเกี่ยวกับที่มาของ สว.ได้ โดยมีแนวโน้มว่าอาจต้องไปตัดสินใจในสัปดาห์หน้า และหากยังตกลงกันไม่ได้อีกคงจะต้องยกไปคุยกันระหว่างการประชุมนอกสถานที่ช่วงกลางเดือน ม.ค. 2559 แทน

ด้าน อมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษก กรธ. เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการกำหนดที่มาของ สว.ว่า กรธ.มีความเห็นชอบให้ไปศึกษาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เพิ่มเติมว่าควรมีที่มาของจำนวนกลุ่ม ซึ่งเท่าที่หารือกันคิดว่าน่าจะมีมากกว่า 10 กลุ่ม

ส่วน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความคิดเห็นว่าที่มาของ สว.ควรมีความหลากหลาย โดยอาจจะมีชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มเคลื่อนไหวเฉพาะเรื่อง เช่น สิ่งแวดล้อม แล้วให้คนกลุ่มนั้นเลือกกันเอง น่าจะเป็นแนวทางที่มีความเหมาะสมและช่วยให้วุฒิสภามีความชอบธรรม โดยไม่ถูกมองว่าเป็นสภาซ้อนสภา

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่