
โอกาสทองล้างทุจริตมาแล้ว
“เราต้องสร้างทุกอย่างกลับคืนมา โดยเฉพาะการสร้างคนไทยให้มีจิตใจที่เข้มแข็ง สร้างเด็กรุ่นใหม่ให้รู้จักหน้าที่การรักษาบ้านเมือง มีจิตสาธารณะ ร่วมกันตั้งเป้าทำให้การทุจริตเป็นศูนย์"
โดย...เลอลักษณ์ จันทร์เทพ
การทำงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อกำลังจะมีกรรมการ ป.ป.ช.จำนวน 5 คน พ้นจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ภายหลังทำหน้าที่มาครบ 9 ปี ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ให้ความเห็นชอบกับกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหม่ 5 คนที่จะเข้ามาทำหน้าที่แทนแล้ว
กรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 5 คนที่กำลังจะโบกมือลา ถือว่ามีนัยสำคัญในทางการเมืองเป็นอย่างมาก เพราะเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เมื่อปี 2549
(มีกรรมการ ป.ป.ช.อีกจำนวน 4 คนที่ได้พ้นจากตำแหน่งไปก่อนหน้านี้) ประกอบกับในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้วินิจฉัยคดีการทุจริตสำคัญหลายกรณีจนเกิดเป็นจุดเปลี่ยนในทางการเมืองหลายครั้ง
1 ใน 5 กรรมการ ป.ป.ช.ที่ใกล้จะลาเก้าอี้และเป็นที่สนใจของสังคมมากที่สุด คือ วิชา มหาคุณ เพราะเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของ ป.ป.ช.ในการทำคดีสำคัญหลายคดี เช่น คดีโครงการรับจำนำข้าว และ คดีการสลายการชุมนุมทางการเมือง
มาในครั้งนี้ โพสต์ทูเดย์ ได้มีโอกาสสนทนากับมือปราบทุจริตรายนี้ ก่อนที่อีกไม่กี่วันข้างหน้าจะลงจากตำแหน่ง
วิชา บอกว่า แม้จะต้องหมดวาระการทำหน้าที่ในฐานะกรรมการ ป.ป.ช. แต่ยังคงทำงานด้านการปราบปรามการทุจริตต่อไปผ่านในฐานะประธานมูลนิธิต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ไปเป็นประธานเปิดตัวมูลนิธิเมื่อไม่นานมานี้
จากนั้น ประธานมูลนิธิเล่าถึงที่มาที่ไปในการตั้งมูลนิธิว่า มูลนิธินี้มีหน้าที่หลักคือ ส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับ ป.ป.ช. ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและส่งเสริมคนกล้า คนดีที่จะมาช่วยเรา เวลานับจากนี้ไปแม้ว่าชีวิตการทำหน้าที่ในองค์กร ป.ป.ช. จะหมดลง แต่การทำงานในด้านการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น การให้ความรู้ ไม่ได้หมายความว่าจะหยุดลงไปด้วย เพราะเส้นทางชีวิตหลังจากนี้ก็จะทุ่มเทให้กับการทำงานในด้านนี้ต่อเนื่อง
“มีความภาคภูมิใจกับมูลนิธินี้มาก เพราะเกิดจากกลุ่มคนที่มีแนวคิดเดียวกัน และที่สำคัญกลุ่มคนเหล่านี้คือลูกศิษย์ที่ได้สอนมาเอง นั่นแสดงว่าการสอน การอบรมได้ผลสัมฤทธิ์เป็นที่ประจักษ์ และเกิดประโยชน์ต่อสังคม ขณะนี้มีสมาชิกประมาณ 420 คน แต่ละบุคคลมีที่มาที่หลากหลายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน หรือแม้แต่พระสงฆ์ก็ตาม แต่ละคนค่อนข้างจะมีศักยภาพในการทำงาน ความคิด และเงินทุน เราจะใช้มูลนิธินี้เป็นมูลนิธิที่คอยช่วยเหลือ ประมาณว่าให้เงินทุนในการดำเนินการต่างๆ ด้วย ภายใต้คอนเซ็ปต์ คนรวยช่วยคนจน เราจะสร้างคนร่วมกันลดความเหลื่อมล้ำ”
วิชา ระบุอีกว่า การทำงานของมูลนิธิจะเป็นการช่วยเหลือการทำงานต่างๆ กับการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น งบประมาณส่วนไหนที่ขาดแคลนเราก็จะเข้าไปช่วย เช่น หากต้องการลงไปเก็บข้อมูลต่างๆ แล้วเขาบอกว่าไม่มีงบประมาณด้านการทำวิจัย เราก็จะสนับสนุนให้ และทำเรื่องการรณรงค์กับคนรุ่นใหม่ ให้พวกเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ให้มีการผนึกกำลังกัน โดยมูลนิธิต่อต้านการทุจริตดังกล่าวเป็นมูลนิธิของประชาชนไม่ใช่ขององค์กร เราสามารถทำงานได้อย่างอิสระและเต็มที่
ส่วนการปฏิรูปประเทศที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบันโดยเฉพาะการวางมาตรการเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริต วิชา แสดงความคิดเห็นว่า “ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาของการปฏิรูปประเทศ เราทุกคนทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกัน หากไม่มีใครเริ่มทุกอย่างก็จะไม่เกิดขึ้น เวลานี้เราจะสามารถช่วยกันขับเคลื่อนประเทศได้ โดยจะต้องปฏิรูปในหลายๆ ด้านไปพร้อมกัน ซึ่งสิ่งที่อยากจะเสนอไปยังสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คือ การแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ที่ต้องเข้มข้น และปฏิรูปการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้”
“เราต้องสร้างทุกอย่างกลับคืนมา โดยเฉพาะการสร้างคนไทยให้มีจิตใจที่เข้มแข็ง สร้างเด็กรุ่นใหม่ให้รู้จักหน้าที่การรักษาบ้านเมือง มีจิตสาธารณะ ร่วมกันตั้งเป้าทำให้การทุจริตเป็นศูนย์ หรือซีโร่ให้หมด ถึงแม้วันนี้ยังไม่สามารถทำได้ทันที แต่อย่างน้อยก็ขอให้ได้เริ่มทำ”
วิชา ให้ทัศนะเพิ่มเติมว่า ช่วงเวลานี้มั่นใจว่าสิ่งดีๆ จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการปราบโกง เพราะตั้งแต่มี คสช. เข้ามาถือว่าเป็นช่วงโอกาสทองอยู่ในอำนาจแบบรัฏฐาธิปัตย์ จะเห็นได้ว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจังกับปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น จึงอยากขอใช้โอกาสนี้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับประเทศ มีความโปร่งใส เวลานี้เราสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง หลายขั้นตอน กระบวนการต่างๆ สามารถทำได้ในทันที ต่างจากที่ผ่านมาการแก้ปัญหาโกงทำได้ยาก จะเห็นได้ว่าคดีที่อยู่ใน ป.ป.ช.เยอะมาก จะขยับการทำงานก็ไม่สะดวกติดขัดทุกอย่าง แม้แต่เรื่องข้อกฎหมาย อยากให้ทุกภาคส่วนช่วงเวลาที่เหลืออีก 18 เดือนที่เหลืออยู่ของรัฐบาลนี้ช่วยกันทำงาน และปูพื้นฐานการปราบโกงไว้ให้แข็งแรงเพื่ออนาคต
สุดท้าย โฆษก ป.ป.ช.ทิ้งท้ายถึงการทำงานในช่วง 9 ปีที่ผ่านมาว่า อยากให้เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ช่วยกันทำงานให้มีประสิทธิภาพ และมั่นใจว่ากรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหม่อีก 5 คนที่จะเข้ามาสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะต่างเป็นบุคคลที่ถูกคัดสรรมาแล้ว มีความรู้ความสามารถ เราเชื่อว่าเราได้คนดีเข้ามาทำงานให้กับประชาชนจริงๆ และช่วยทำให้องค์กร ป.ป.ช.เป็นที่พึ่งของประชาชนตลอดไป







