
"นิธิ" แนะปฏิรูปกฎหมายทั้งระบบ "ศาล-อัยการ-ตร.-เรือนจำ"
"นิธิ" ชี้ 4หลักการออกกฎหมาย แนะ ปฏิรูปกฎหมายทั้งระบบ "ศาล อัยการ ตำรวจ เรือนจำ" ด้าน "เกษียร" ชี้ นิติธรรมคือรัฐต้องมีอำนาจจำกัด
"นิธิ" ชี้ 4หลักการออกกฎหมาย แนะ ปฏิรูปกฎหมายทั้งระบบ "ศาล อัยการ ตำรวจ เรือนจำ" ด้าน "เกษียร" ชี้ นิติธรรมคือรัฐต้องมีอำนาจจำกัด
เมื่อวันที่ 22 พ.ย. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีงานเสวนาเรื่อง กฎหมายคืออะไร : มุมมองทางนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์และปรัชญา โดย นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ตามประวัติศาสตร์กฎหมายเกิดจากสังคม เป็นกฎตามธรรมชาติ กระทั่งหลายคนบอกว่ากฎหมายคือคำสั่งของรัฐ ที่เป็นข้อกำหนดและมีบทลงโทษ ซึ่งความคิดนี้มีพลังในสังคมไทยค่อนข้างสูง ทั้งที่จริงไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะแม้เป็นคำสั่งของรัฐ แต่ต้องตั้งอยู่บนประโยชน์ของคนหมู่มาก ต้องมีหลักศีลธรรมกำกับตัวกฎหมาย ต้องได้รับความยินยอมพร้อมใจจากประชาชน
"กล่าวโดยสรุปคือกฎหมายเกิดจากปัจจัยต่างๆที่ทำให้คำสั่งของรัฐเป็นกฎหมายได้ ประกอบด้วย 1.ความยินยอมพร้อมใจของผู้ที่ถูกกฎหมายบังคับใช้ และต้องสอดคล้องกับค่านิยมที่คนในสังคมยึดถือ ซึ่งเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา กฎหมายจึงต้องปรับเปลี่ยนตัวเองตลอดเวลา 2.ต้องกระชับ ชัดเจน ต้องอาศัยวิจารณญาณส่วนตัวของผู้ใช้กฎหมายน้อยที่สุด และกฎหมายกับเสรีภาพต้องเป็นเรื่องเดียวกันคือต้องเขียนให้ชัดเจน 3.ต้องใช้โดยไม่เลือกปฏิบัติ ถ้าใช้กฎหมายไม่เสมอภาคเท่ากับให้อำนาจใช้กฎหมายแก่คนบางคนเท่านั้น และ4.คำสั่งที่ออกเป็นกฎหมายต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมที่ยุติธรรม กฎหมายต้องสร้างดุลยภาพของ 2 ฝ่าย ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายไหนฝ่ายเดียว"นายนิธิกล่าว
นายนิธิ กล่าวว่า การพังทลายของระบบกฎหมายในประเทศไทย ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นภายใต้คณะรัฐประหารในยุคนนี้ แต่เกิดขึ้นมานานแล้ว ดังนั้น ถ้ามีโอกาสควรปฏิรูประบบกฎหมายทั้งหมด ตั้งแต่ระบบศาล อัยการ ตำรวจ เรือนจำ ทั้งหมดต้องปฏิรูป คำสั่งที่จะเป็นกฎหมายได้นั้น ต้องไม่ลืมหลักการ 2 อย่างคือ อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน และสิทธิเสรีภาพที่รับรองทางกฎหมายแล้วต้องอยู่ ซึ่งตนเชื่อว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างขึ้นมาเพื่อที่จะใช้ได้ไม่นาน
นายเกษียร เตชะพีระ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การใช้อำนาจรัฐในสังคมสมัยใหม่ มี 2 วิธีการหลัก คือ 1.การใช้กำลังบังคับ และ2.สร้างความยินยอมพร้อมใจ ซึ่งทั้ง 2 ส่วนนี้กฎหมายมีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยการอาศัยกฎหมายมาอ้างให้ความชอบธรรม แต่การจะเกิดหลักนิติธรรมได้ไม่ใช่มีแค่กฎหมาย เพราะหัวใจของหลักนิติธรรม คือ รัฐบาลที่มีอำนาจจำกัด ไม่ใช่ทำอะไรได้ตามใจชอบ ซึ่งเราจำกัดอำนาจรัฐด้วยสิทธิ เสรีภาพ ของพลเมืองที่ต้องมีเส้นแบ่งจำกัดอำนาจรัฐไว้ในรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่นๆที่ออกโดยผู้แทนโดยชอบของประชาชน ส่วนคนคุมเส้นแบ่งอำนาจรัฐกับสิทธิ เสรีภาพของประชาชน คือ ศาล และตุลาการ ที่ต้องเป็นอิสระ ดังนั้นกฎหมายต้องมีองค์ประกอบทั้งหมดจึงมีหลักนิติธรรม ไม่ใช่มีแค่กฎหมายที่ออกโดยใครก็ได้ และกฎหมายต้องไร้ช่องโหว่ มีความเป็นกลาง คาดเดาผลล่วงหน้าได้ ไม่ยึดติดบุคคลเชิงรูปแบบ ทำตามหน้าที่ตรงไปตรงมา และต้องไม่คำนึงเรื่องส่วนตัว
นายเกษียร กล่าวว่า ตนขอเสนอว่ากรอบคิดกฎหมายสมัยใหม่นั้น กฎหมายให้ความชอบธรรมกับอำนาจรัฐ แต่ต้องอยู่บนฐานการยอมรับถึงจะมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ตนเห็นว่าพิมพ์เขียวของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ส่งให้คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นั้น ในข้อ 7 ที่ระบุว่า การใช้กำลังทหารโดยสุจริต เพื่อความมั่นคงของรัฐจากภัยที่มาจากภายใน และนอกราชอาณาจักร ไม่ต้องรับโทษทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครองนั้น ไม่สอดคล้องกับหลักความชอบธรรม และความสมเหตุสมผลของกฎหมาย
นายสมภาร พรมทา อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ทางปรัชญากฎหมายคือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น จากการศึกษาพบว่าสำนักกฎหมายบางสำนัก บอกว่าเวลาพิจารณากฎหมายให้พยายามมองโลกในแง่ที่เป็นจริงมากที่สุด ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบกฎหมายที่ประกาศใช้ เราต้องคำนึงว่ากฎหมายนั้นเป็นของจริงมีผลต่อชีวิตเราจริงๆ แต่การมีกฎหมายก็ทำให้ชีวิตมนุษย์ปกติสุข เพราะสถานะของกฎหมายยิ่งใหญ่มากๆ ส่วนสภาพการที่เกิดขึ้นขณะนี้ก็กลายเป็นกฎหมายไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้มีความรู้ทางนิติศาสตร์ ต้องมีความระมัดระวังที่จะเข้าไปรับใช้อำนาจรัฐ โดยต้องพิจารณาว่าเขามีที่มาอย่างไร
นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เวลาเรามองกฎหมายอาจมองได้หลากหลายมิติ แต่มุมมองในทางนิติศาสตร์ กฎหมายคือ กฎเกณฑ์หรือบรรทัดฐานอย่างหนึ่งที่เป็นนามธรรม และใช้บังคับเป็นการทั่วไป และมีกระบวนการในการบังคับใช้ คำถามคือกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับหลักยุติธรรม ควรเป็นกฎหมายหรือไม่ คำสั่งของคณะยึดอำนาจถือว่าเป็นกฎหมายหรือไม่ สิ่งที่เราต้องพิจารณาคือการยึดอำนาจนั้นสำเร็จเกิดประสิทธิภาพขึ้นมาตามความเป็นจริงหรือไม่ เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐเชื่อฟังคำสั่งเท่ากับก่อตั้งอำนาจให้คณะรัฐประหารออกกฎเกณฑ์อื่นๆได้อีก จึงถือว่าเป็นกฎหมายแล้ว นอกจากนี้ ปัญหาใหญ่ของคณะรัฐประหารอยู่ที่ตอนลงจากอำนาจ เมื่อพ้นจากอำนาจแล้ว อาจจะถูกรื้อฟื้นกลับมาได้ทั้งสิ้นว่าคำสั่งกฎต่างๆที่ออกมาเป็นกฎหมายหรือไม่ อาจจะมีผลตามมาหากบอกว่าสิ่งที่ทำไปนั้นไม่มีกฎหมายรองรับ







