posttoday
ญี่ปุ่นถดถอยรอบใหม่ อาเบะโนมิกส์ไร้ผล

ญี่ปุ่นถดถอยรอบใหม่ อาเบะโนมิกส์ไร้ผล

17 พฤศจิกายน 2558

ไม่ว่าภาวะตลาดหุ้นทั่วโลกจะระส่ำ หรือสามารถเด้งตัวกลับได้หลังจากเหตุวินาศกรรมกรุงปารีส

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

ไม่ว่าภาวะตลาดหุ้นทั่วโลกจะระส่ำ หรือสามารถเด้งตัวกลับได้หลังจากเหตุวินาศกรรมกรุงปารีส เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 13 พ.ย.อย่างไร แต่ในฝั่งภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงกำลังมีข่าวร้ายเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่เป็นนักลงทุนรายใหญ่ทั้งในไทยและอาเซียน

อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของญี่ปุ่นช่วงไตรมาส 3 กลับมาติดลบอีกครั้ง โดยหดตัวไป 0.8% นับเป็นการติดลบต่อเนื่องจากไตรมาส 2 ที่หดตัวไป 0.7% ส่งผลให้แดนอาทิตย์อุทัยเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอีกครั้ง

นับเป็นเศรษฐกิจถดถอยครั้งที่ 2 แล้ว ในรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ จากที่เคยเผชิญภาวะดังกล่าวนี้มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อไตรมาส 3 ปี 2014 แต่หากนับถอยหลังไปนานกว่านั้นจะพบว่า นี่เป็นภาวะถดถอยครั้งที่ 4 ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว

หมายความว่าการใช้นโยบายลูกศร 3 ดอกของอาเบะ ที่รู้จักกันในชื่อ “อาเบะโนมิกส์” กำลังมีปัญหาและไม่สามารถผลักดันกระตุ้นให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นเดินหน้าได้จริงตามที่หาเสียงไว้ก่อนหน้านี้ เพราะทำให้ประเทศต้องกลับมาเผชิญภาวะถดถอยซ้ำในเวลาเพียงแค่ 1 ปี 

ที่ผ่านมารัฐบาลอาเบะได้ผลักดันลูกศรเศรษฐกิจไปแล้ว 2 ดอก ลูกศรดอกแรก คือ การใช้มาตรการทางการเงินเข้ากระตุ้นผ่านทางธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ที่เดินหน้าอัดเงินเข้าสู่โครงการซื้อคืนพันธบัตร หรือที่เรียกว่ามาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) โดยขยายวงเงินเดิมที่บีโอเจใช้ก่อนหน้านี้อยู่แล้วเป็น 60-70 ล้านล้านเยน/ปี (ราว 17-20 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2013 ก่อนจะขยายวงเงินอีกรอบเป็น 80 ล้านล้านเยน/ปี (ราว 23 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2014

การลุยอัดฉีดเงินเข้าซื้อสินทรัพย์อย่างมหาศาลครั้งนี้ ทำให้มีสภาพคล่องไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก ช่วยหนุนตลาดทุนและบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่บนความหวังว่าจะนำไปสู่การลงทุนและการจ้างงานมากขึ้น รวมถึงยังช่วยทางอ้อมด้วยการกดดันค่าเงินเยนให้อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ เงินยูโร และสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค เห็นได้ชัดจากเงินเยนที่อ่อนค่าต่ำสุดถึง 120 เยน/เหรียญสหรัฐมาแล้ว ซึ่งช่วยดันให้การส่งออกของญี่ปุ่นปรับตัวดีขึ้นมาได้ 

ส่วนลูกศรดอกที่สอง คือการกระตุ้นด้วยมาตรการทางการคลังก็ถูกยิงตามออกมาติดๆ โดยอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในประเทศล็อตใหม่ 3.5 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 2.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.01 ล้านล้านบาท) เมื่อเดือน ธ.ค. 2014 เพื่อหวังกระตุ้นจีดีพีเพิ่ม 0.7% โดยออกมาทันทีหลังจากที่เศรษฐกิจไตรมาสก่อนหน้าเพิ่งเข้าสู่ภาวะถดถอย ทั้งที่เมื่อ 1 ปีก่อนญี่ปุ่นเพิ่งจะกระตุ้นทางการคลังด้วยการผ่านงบประมาณพิเศษ 5.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.85 ล้านล้านบาท) ไปแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจญี่ปุ่นก็กลับมาซ้ำรอยเดิมอีกครั้งในช่วงไตรมาสเดียวกันของปีถัดไป หรือในปีนี้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า สิ่งที่ญี่ปุ่นขาดไปก็คือลูกศรดอกที่ 3 อย่างการ “ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง”

หากดูปัญหาที่พบในไตรมาส 3 จะพบว่า จีดีพีหดตัวแรงกว่าที่คาดการณ์กันเอาไว้ คือติดลบ 0.8% จากคาดการณ์ที่ติดลบ 0.2% เนื่องจากตัวเลขสินค้าคงคลังที่ลดลงแรง ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นอ้างว่าสื่อมองโลกในแง่ร้ายเกินไป เพราะภาคเอกชนสามารถเพิ่มสินค้าคงคลังขึ้นตามมาได้ในเวลาไม่นาน และหากตัดปัจจัยนี้ออกเศรษฐกิจไตรมาส 3 จะขยายตัวได้ 1.4% ต่อปี

อย่างไรก็ตาม เนื้อในของเศรษฐกิจญี่ปุ่นก็ยังสะท้อนความน่ากังวลอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน โดยเฉพาะในเรื่อง “การลงทุนของภาคเอกชน” และ “การหดตัวของภาคแรงงาน” ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นสามารถกลับมาสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ทุกเมื่อ หากไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่แท้จริง

ตัวเลขรายจ่ายฝ่ายทุน หรือค่าใช้จ่ายที่บริษัทเอกชนใช้ซื้อทรัพย์สินที่มีการใช้งานมากกว่าหนึ่งปี เช่น เครื่องจักรใหม่ ที่ดิน หรืออาคารนั้น ลดลงถึง 1.3% จากไตรมาสก่อนหน้า หรือหากเทียบเป็นรายปีจากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วจะลดลงถึง 5% ซึ่งสะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นที่จะลงทุนเพิ่ม

ความไม่มั่นใจของภาคเอกชนญี่ปุ่นมีส่วนสำคัญมาจากตัวเลขคาดการณ์การเติบโตในระยะยาวของญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ที่เพียง 0.5% เท่านั้น พร้อมกับความเป็นห่วงต่อประชากรในวัยทำงานของญี่ปุ่นที่มีอัตราหดตัวลงถึงปีละประมาณ 1% ทำให้ภาคเอกชนลังเลใจที่จะใช้เงินเพิ่ม เพราะกลัวว่าจะเป็นการถมเงินจมไปโดยไม่ได้รับผลตอบแทนกลับมาคุ้มค่าพอ

สอดคล้องกับผลสำรวจความเห็นภาคเอกชน จัดทำโดยรอยเตอร์ส ซึ่งพบว่าดัชนีภาคการผลิตในเดือน พ.ย. ลดลงจากเดือนก่อนหน้า และต่ำสุดนับลตั้งแต่เดือน เม.ย. 2013 ขณะที่ดัชนีภาคการบริการของเดือน ต.ค. ก็ลดลงต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. ปีนี้เช่นกัน โดยมีแรงฉุดสำคัญมาจากกลุ่มธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก  

ฮิโรชิ ชิราอิชิ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากบีเอ็นพี พาริบาส์ ให้มุมมองกับรอยเตอร์สว่า ลูกศร 2 ดอกแรกของอาเบะเป็นเพียงการซื้อเวลาเท่านั้น เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะไม่สามารถเดินหน้าได้อย่างแท้จริง หรือไม่ก็มีความเสี่ยงที่จะกลับสู่ภาวะถดถอยได้เสมอ หากไม่มีการปฏิรูปในเชิงโครงสร้าง แก้ปัญหากำลังคนที่เป็นหัวใจสำคัญต่อการเพิ่มผลิตผลให้กับระบบเศรษฐกิจประเทศ

หากไม่มีการแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างเช่นนี้ ต่อให้ที่ประชุมบีโอเจในปลายเดือนนี้ขยายวงเงินคิวอีออกไปอีกครั้ง ก็อาจจะไม่สามารถช่วยญี่ปุ่นได้อย่างแท้จริง คล้ายกับกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ต้องดำเนินมาตรการคิวอีต่อเนื่องกันถึง 3 ระลอก ยาวนานถึง 7 ปี และใช้เงินไปมหาศาลนับล้านล้านเหรียญสหรัฐ จึงจะเริ่มกระตุ้นการจ้างงานในเศรษฐกิจในบ้านให้เริ่มเห็นผลได้

จึงไม่น่าแปลกใจหาก อากิระ อามาริ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่นจะยังขอสงวนท่าทีถึงความเห็นเรื่องการใช้มาตรการอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม หลังจากรัฐมนตรีคลังสหรัฐ จาค็อบ ลิว เพิ่งกระตุ้นผ่านสื่อเรียกร้องให้ญี่ปุ่นอัดฉีดเพิ่มเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศก็ตาม

บีโอเจจึงอาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้นให้ดำเนินมาตรการเพิ่ม และเช่นเดียวกับรัฐบาลของอาเบะ ที่อาจต้องหามาตรการใหม่ๆ เช่น การปฏิรูปมาสนับสนุนเพิ่ม เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นต้องเผชิญความเสี่ยงที่ซ้ำซากอีกครั้ง

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69