
ด้วยลักแห่งรัก
ผู้ต้องหาคดีลักทารกแรกเกิดจากโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น เหตุเกิดตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2554
โดย...เอกลักษณ์ หลุมชมแข ภาพ [email protected]
เมื่อสัปดาห์ก่อนต่อเนื่องถึงสัปดาห์นี้ มีข่าวใหญ่ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นอยู่เรื่องหนึ่ง เมื่อตำรวจภูธรภาค 4 แถลงข่าวการจับกุมอัญชลี ชิดขุนทด อายุ 32 ปี ชาวจ.ชัยภูมิ ผู้ต้องหาคดีลักทารกแรกเกิดจากโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น เหตุเกิดตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2554
โดยเมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2554 เวลาประมาณ 08.00 น. ที่โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น เกิดเหตุคนร้ายลักเด็กทารกแรกเกิดอายุ 2 วัน ไปจากกัลย์สุดา สำแดง ผู้เป็นมารดา อายุ 26 ปี ชาว จ.ขอนแก่น ขณะที่กัลย์สุดา ลุกออกจากเตียงพักฟื้นผู้ป่วยหลังคลอดไปเข้าห้องน้ำและให้เด็กทารกนอนอยู่ตามลำพัง หลังกลับจากเข้าห้องน้ำเธอก็ไม่พบลูกของเธอแล้ว
จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบว่า มีคนร้ายเป็นหญิงอายุประมาณ 30-40 ปี รูปร่างท้วมผิวคล้ำ สวมเสื้อแขนสั้นลายขาวดำสวมทับด้วยเสื้อวอร์มแขนยาวสีขาว สวมกางเกงขาสามส่วนลายขาวดำ อุ้มเด็กทารกเดินผ่านเคาน์เตอร์ด้านหน้าชั้น 2 ของตึกลงบันไดแล้วออกจากอาคารไป
หลังเกิดเหตุตำรวจภูธรภาค 4 ได้สืบสวนหาข่าวติดตามหญิงคนร้ายที่ก่อเหตุมาโดยตลอด ขณะนั้นมีการตั้งรางวัลนำจับคนร้ายนับแสนบาท มีการออกข่าวใหญ่โต เพราะเป็นเหตุอุกอาจสะเทือนขวัญคนเป็นพ่อแม่ และยิ่งเกิดเหตุในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ประจำจังหวัด ยิ่งกลายเป็นประเด็นร้อนในขณะนั้น
ผมลงไปติดตามคดีนี้ในพื้นที่ด้วย และมีข้อมูลจำนวนมากให้ตั้งข้อสันนิษฐานในขณะนั้น แต่ท้ายสุดแล้วก็ไม่มีเบาะแสใดๆ เพิ่มเติมแจ้งเข้ามาเลย แม้ว่าจะเห็นลักษณะของคนร้ายผ่านกล้องวงจรปิดค่อนข้างชัดเจน และมีการเผยแพร่ภาพดังกล่าวผ่านสื่อจำนวนมากก็ตาม กระทั่งเรื่องเงียบหายไปจากสังคมและเวลาล่วงเลยไปนานถึง 4 ปี
การหายตัวไปของเด็กทารกวัย 2 วันรายดังกล่าว ถือเป็นการลักพาตัวเด็กทารกรายที่ 11 ในรอบ 10 ปี เฉลี่ยแล้วจะมีเด็กทารกถูกลักพาตัวประมาณปีละ 1 คน
การถูกลักพาตัวของเด็กทารกทั้ง 11 ราย พอจะวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายของคนลักพาตัวเด็กได้ว่า เป็นคนที่ต้องการมีลูกเป็นของตัวเอง แต่ไม่สามารถมีลูกได้ด้วยสาเหตุต่างๆ โดยผู้ก่อเหตุทั้งหมดเป็นผู้หญิง ซึ่งมีท่าทีปกติและดูเหมือนจะรักเด็กเป็นพิเศษ นอกจากนี้กลุ่มที่ลักพาตัวเด็กทารกยังอาจเป็นผู้ที่มีอาการป่วยทางจิต ซึ่งมีความต้องการเด็กไปเลี้ยง และตัดสินใจที่จะหาเด็กไปเลี้ยงโดยวิธีการขโมยไปจากพ่อแม่
นอกจากนี้ กลุ่มคนที่แท้งลูกก่อนคลอดไม่นาน ก็อาจจะเป็นผู้ที่ตัดสินใจก่อเหตุลักพาตัวเด็กทารก เนื่องจากยังทำใจไม่ได้ที่ลูกของตัวเองเสียชีวิตในครรภ์ และตั้งความหวังไว้สูงว่าจะได้เลี้ยงลูก แต่ปรากฏว่า แท้งเสียก่อน จึงลงมือก่อเหตุลักพาตัวเด็ก
ผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่ไม่ใช่คนมีฐานะ เพราะพฤติการณ์ของผู้กระทำความผิดหลายรายไม่มียานพาหนะส่วนตัว โดยหลังจากการก่อเหตุมักจะโดยสารรถสาธารณะหรือรถรับจ้าง จึงมักทิ้งเบาะแสมีคนพบเห็นหรือผ่านกล้องวงจรปิด
เด็กที่จะถูกลักพาตัวอาจขึ้นอยู่กับโอกาสของผู้กระทำความผิดและการดูแลเอาใจใส่ในระหว่างเด็กอยู่ในโรงพยาบาล จากสถิติพบว่าเด็กทารก 11 รายที่ถูกลักพาตัว เป็นเด็กผู้หญิงมากกว่าเด็กผู้ชาย โดยมีอายุตั้งแต่ 1 วันถึง 11 เดือน ขึ้นชื่อว่าเป็นเด็กย่อมมีความน่ารักอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้น เด็กทุกคนมีความเสี่ยงในการถูกลักพาตัว ทั้งนี้ ที่เกิดเหตุมักเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีคนไข้และญาติคนไข้เข้าออกจำนวนมาก
เด็กทารก 8 ราย จาก 11 ราย ที่หายตัวไป ถูกคนร้ายลักพาตัวไปจากโรงพยาบาล คำถามคือ ทำไมต้องลักพาเด็กในโรงพยาบาล จากการวิเคราะห์สภาพข้อเท็จจริงและวิธีการลักพาตัวเด็กของผู้กระทำความผิด พบว่า โรงพยาบาลเป็นสถานที่เปิด ซึ่งมีคนเข้านอกออกในจำนวนมาก ประกอบกับบุคลากรในสถานพยาบาลมีอย่างจำกัด ทำให้การดูแลด้านความปลอดภัยมีไม่ทั่วถึง นอกจากนี้โรงพยาบาลยังน่าจะเป็นแค็ตตาล็อกชั้นดี ที่ผู้กระทำความผิดสามารถเลือกเด็กได้ ว่าจะลักพาตัวเด็กคนไหน เพราะมีเด็กจำนวนมากให้เลือก ทั้งเด็กแรกคลอดและเด็กที่มารักษาพยาบาล เนื่องจากภาพจากกล้องวงจรปิดและคำให้การของผู้อยู่ในเหตุการณ์ เห็นตรงกันว่า ผู้กระทำความผิดมักเดินเข้าออกในห้องคลอดหรือบริเวณที่จะลักพาตัวเด็กหลายครั้งเพื่อสังเกตเด็กตามเตียงต่างๆ
ที่สำคัญ คือ เมื่อคนร้ายลงมือลักพาตัวโดยการอุ้มเด็กจากพื้นที่เกิดเหตุ ไม่ว่าเด็กจะหลับหรือเด็กจะร้องไห้ ทุกคนในโรงพยาบาลก็คงคิดเหมือนกันว่าเป็นแม่เด็กหรือญาติของเด็ก ดังนั้น คนร้ายจึงสามารถอุ้มเด็กเดินออกจากโรงพยาบาลได้โดยง่าย
จากแผนประทุษกรรมของหลายคดีที่ผ่านมา พบว่า ก่อนการลงมือก่อเหตุลักพาตัวเด็กของผู้กระทำความผิด มีการวางแผนก่อนเสมอ ดังนั้น ผู้กระทำความผิดจะเข้ามาหาเด็กในรูปแบบต่างๆ ที่แตกต่างกัน เช่น การปลอมเป็นบุคลากรทางการแพทย์ อันนี้จะแนบเนียนและตบตาญาติเด็กมากที่สุด เพราะน่าไว้วางใจว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล หรือทำทีเป็นญาติของคนไข้รายอื่นๆ ซึ่งจะตบตาเจ้าหน้าที่ในการเดินเข้านอกออกในห้องผู้ป่วยได้โดยง่าย ผู้กระทำความผิดบางคนเดินเข้าออกโรงพยาบาลหลายครั้ง จนเจ้าหน้าที่คุ้นหน้าและคิดว่าเป็นญาติที่มาเฝ้าไข้ผู้ป่วยที่โรงพยาบาล ผู้กระทำความผิดลักพาตัวเด็กในโรงพยาบาล มักปลอมเป็นคนที่อยู่ในโรงพยาบาล ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ ญาติคนไข้ และอาสาสมัครในโรงพยาบาล ซึ่งตบตาผู้เสียหายได้แนบเนียน และญาติแทบไม่มีทางรู้ได้เลยว่า ใครคือตัวจริง ตัวปลอม นอกจากการสังเกตพฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น พยายามตื๊อขออุ้มเด็ก หรือเดินเข้าออกห้องผู้ป่วยเพื่อมาดูเด็กตามเตียงต่างๆ หลายครั้ง เป็นต้น
จริงๆ แล้วจากสถิติในรอบ 10 ปี มีเด็กทารก 11 รายถูกลักพาตัวไป มีเด็ก 10 รายที่ได้กลับคืนสู่ครอบครัวหลังจากหายไปไม่นาน เพราะส่วนใหญ่จะนำเด็กมาคืน เพราะถูกกดดันจากกระแสข่าวและการสืบสวนของตำรวจ มีเพียงรายเดียวที่โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่นที่หายตัวไปอย่างลึกลับนานถึง 4 ปีเต็ม
กระทั่งเมื่อเดือน ส.ค. 2558 ที่ผ่านมา โรงเรียนบ้านวังตาเทพ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ตรวจพบใบสูติบัตรของเด็กหญิง อายุ 4 ขวบคนหนึ่ง
ซึ่งมาสมัครเรียนอนุบาล ในใบสูติบัตรที่นำมาสมัครเรียนมีรอยลบขีดฆ่าหลายแห่งในเอกสาร คุณครูสงสัยว่าเป็นสูติบัตรปลอม คุณครูจึงได้แจ้งตำรวจให้มาตรวจสอบขยายผล
จากนั้นได้ทำการตรวจพิสูจน์ DNA ระหว่างเด็กหญิงคนดังกล่าวและกัลย์สุดาแม่ที่ลูกหายไป ปรากฏว่า DNA ของเด็กตรงกับกัลย์สุดา และจากการตรวจสอบพบว่า อัญชลีมีลักษณะคล้ายกับคนร้ายในภาพกล้องวงจรปิดของเหตุการณ์ลักพาตัวเด็กทารกที่โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่นเมื่อ 4 ปีก่อน
ด้านอัญชลี ผู้ต้องหารับสารภาพว่า เป็นคนร้ายที่ก่อเหตุลักเด็กทารกจริง สาเหตุเนื่องจากตนแท้งลูกขณะท้องได้ประมาณ 6 เดือน และอยากมีลูกจึงลักเอาเด็กหญิงดังกล่าวไป โดยวันเกิดเหตุได้ไปเดินตระเวนในอาคารพักฟื้นหลังการคลอด เมื่อสบโอกาสที่แม่เด็กเผลอจึงได้อุ้มเอาเด็กและเดินไปขึ้นรถกระบะของตนเอง โดยตัวเองเป็นคนขับแล้วนำเด็กไว้เบาะข้างคนขับ แล้วขับรถกลับบ้านสามีที่ จ.ชัยภูมิ และบอกกับพ่อ แม่ ของสามีว่า เป็นลูกของตัวเอง หลังจากนั้นก็ได้เลี้ยงดูเด็กหญิงเสมือนเป็นลูกตัวเองทุกอย่างจนมีความผูกพันจนเด็กเรียกว่าแม่
นี่เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่เด็กซึ่งถูกลักพาตัวไปนานถึง 4 ปีเต็มได้กลับบ้าน และแม้การกระทำของคนร้ายในคดีนี้จะทำไปด้วยความรักเด็ก แต่การรักเด็กด้วยการลักพาตัวเด็กเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย และเธอต้องรับโทษแห่งความลักในครั้งนี้







