
ท่องโลกยนตรกรรม ณ พิพิธภัณฑ์บีเอ็มดับเบิลยู
โดย...วีณา ยศวังใจ
โดย...วีณา ยศวังใจ
หากใครมีโอกาสได้ไปเยือนเมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี สถานที่หนึ่งที่ไม่ควรพลาดไปเยี่ยมชมคือ พิพิธภัณฑ์บีเอ็มดับเบิลยู (BMW Museum) เพราะไม่เพียงแต่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่ที่เราจะได้เห็นแล้ว ที่นี่ยังบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของผู้คนและวิวัฒนาการของยานยนต์ที่เกี่ยวพันกันมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของการพัฒนานวัตกรรมยานยนต์
BMW ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 มี.ค. 1916 โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองมิวนิก เมืองหลวงของรัฐบาวาเรีย อยู่ทางตอนใต้ของเยอรมนี โดยชื่อ BMW นั้นย่อมาจากคำว่า “บาวาเรียน มอเตอร์ เวิร์กส” (Bavarian Motor Works) อันหมายถึงโรงงานผลิตรถยนต์แห่งบาวาเรีย
‘เครื่องยนต์อากาศยาน’ ตำนานแห่ง BMW
ก่อนที่จะกลายมาเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของโลกเช่นทุกวันนี้ BMW มีจุดเริ่มต้นมาจากการรวมตัวกันของสองบริษัทผู้ผลิตเครื่องยนต์อากาศยาน เพื่อผลิตเครื่องบินสำหรับใช้ในทางการทหารให้แก่กองทัพเยอรมัน สัญลักษณ์รูปใบพัดเครื่องบินก็มีที่มาจากเหตุนี้เอง ส่วนสีขาวและสีฟ้านั้นเป็นสีประจำรัฐบาวาเรีย
ค.ศ. 1918 BMW เริ่มทดสอบเครื่องยนต์อากาศยานรุ่นแรก คือ BMW IV พบว่าบินได้ระดับสูงถึง 5,000 เมตร ในเวลาเพียง 29 นาที จากนั้นในปี ค.ศ. 1919 ก็ได้ทดสอบกับเครื่องบินรุ่น DFW F 37/III สามารถบินได้สูงถึง 9,760 เมตร สร้างสถิติใหม่ให้แก่วงการการบินของโลกในสมัยนั้น แต่เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติลง กองทัพเยอรมันถูกห้ามไม่ให้ผลิตเครื่องยนต์อากาศยานอีกต่อไป BMW จึงหันไปผลิตเครื่องยนต์เรือและเครื่องยนต์รถบรรทุกทางการเกษตร
สองล้อคู่ใจยุคหลังสงครามโลก
ผลพวงจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังเติบโตต้องสะดุด ภายหลังสงครามสิ้นสุดลง วิศวกรยานยนต์ต่างหันไปให้ความสนใจกับการพัฒนารถจักรยานยนต์ซึ่งมีต้นทุนการผลิตและราคาขายต่ำกว่ารถยนต์มาก
ค.ศ. 1923 รถมอเตอร์ไซค์คันแรกของ BMW รุ่น R 32 ก็ได้ฤกษ์อวดโฉมครั้งแรกในงาน Berlin Motor Show และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ด้วยเทคโนโลยีเครื่องยนต์ 2 กระบอกสูบ แบบนอนยัน (Boxer Flat Twin) ประกอบเข้ากับตัวถังที่แข็งแกร่ง ระบบขับเคลื่อนแบบเกียร์ 3 สปีด และไม่มีเสียงดังรบกวนขณะขับขี่ ทำให้ได้รับความนิยมอย่างสูงและยอดขายที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องจนแซงหน้ามอเตอร์ไซค์จากประเทศเพื่อนบ้าน เป็นรากฐานให้ BMW พัฒนาและก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทยานยนต์ระดับแถวหน้าได้ไม่ยาก
รถเก๋งคันแรกสู่ผู้นำ
แห่งยานยนต์
BMW ก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมรถยนต์อย่างเต็มตัวใน ค.ศ. 1928 หลังจากได้เข้าซื้อกิจการของบริษัทผลิตรถยนต์แห่งหนึ่ง (Fahrzeugfabrik Eisenach) ในเยอรมนี และเริ่มการผลิตรถยนต์ขึ้นที่โรงงานแห่งนี้ กระทั่ง ค.ศ. 1929 ก็ได้เปิดตัวรถยนต์คันแรกสู่ตลาดในชื่อรุ่น BMW 3/5 PS หรือ BMW Dixi เป็นรถยนต์แบบลีมูซีนขนาดเล็ก เครื่องยนต์ 4 กระบอกสูบ ขนาดความจุ 743 ซีซี กำลังขับเคลื่อน 15 แรงม้า สามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 75 กิโลเมตร/ชั่วโมง
รถเก๋งรุ่นแรกของ BMW ผลิตขึ้นโดยมีรถรุ่นออสติน 7 (Austin 7) เป็นต้นแบบ ภายใต้ลิขสิทธิ์ของบริษัท ออสตินมอเตอร์ (Austin Motor Company) ประเทศอังกฤษ แต่วิศวกรของ BMW ก็ได้พัฒนาบางส่วนขึ้นมาเอง เช่น ระบบเบรก 4 ล้อ ตัวถังขนาดใหญ่ขึ้นและทำจากเหล็กทั้งหมด อุปกรณ์ตกแต่งภายในห้องโดยสารที่ดูเรียบโก้และมีมาตรฐานสูงขึ้น ซึ่ง BMW ได้ผลิตรถยนต์รุ่นนี้ออกมาต่อเนื่องจนถึง ค.ศ. 1931 โดยมีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนเรื่อยมาจนมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง
‘ยานยนต์ไร้มลพิษ’
ที่สุดแห่งยนตรกรรม
นับตั้งแต่เปิดตัวรถยนต์รุ่นแรกจนถึงปัจจุบันนี้ BMW ได้พัฒนาและผลิตรถยนต์ออกสู่ตลาดรุ่นแล้วรุ่นเล่า โดดเด่นทั้งในเรื่องของเทคโนโลยีและดีไซน์ นอกจากนี้ยังได้ซื้อกิจการรถหรูสัญชาติอังกฤษอย่าง โรลส์-รอยซ์ (Rolls-Royce) และมินิ (Mini) เข้ามารวมอยู่ในอาณาจักรด้วย
เมื่อโลกเริ่มหมุนเข้าสู่ยุควิกฤตด้านพลังงาน จากที่เคยผลิตแต่ยานยนต์ที่กินน้ำมันเชื้อเพลิง ก็เริ่มพัฒนารถยนต์ไฮบริดสมรรถนะสูงที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์สันดาปภายในควบคู่กัน เพื่อลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและลดมลพิษในสิ่งแวดล้อม
ปี ค.ศ. 2013 BMW ล้ำหน้าไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัว BMW i3 ยนตรกรรมขับเคลื่อนไฟฟ้ารุ่นแรกที่พัฒนาขึ้นจากเทคโนโลยีล่าสุดทางวิศวกรรมยานยนต์ในขณะนี้ ให้ทั้งประสิทธิภาพในการขับเคลื่อน ความปลอดภัยของผู้ขับขี่ และไร้มลพิษสู่อากาศ ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์แห่งรัฐบาวาเรีย
แม้ตอนนี้ผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำระดับโลกจะบรรลุเป้าหมายแล้ว แต่เชื่อแน่ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์คงไม่หยุดการพัฒนาแต่เพียงเท่านี้ เพราะสุนทรียภาพแห่งการขับขี่ที่แท้จริงนั้นต้องมาพร้อมกับเทคโนโลยีเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี







