posttoday
พี่น้อง ผองเพื่อน พวก และพรรค (จบ)

พี่น้อง ผองเพื่อน พวก และพรรค (จบ)

15 พฤศจิกายน 2558

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

ใครอยากตั้งพรรคการเมือง ให้ดูหนังจีนกำลังภายใน

ถ้าท่านได้อ่านคอลัมน์นี้เมื่อสัปดาห์ก่อน คงจะจำประโยคเหล่านี้ได้ “พวกเราไม่กลัวตาย พวกเราไม่เสียดายชีวิต พวกเรายอมอุทิศ แม้ชีวิตของพวกเรา รักษาเอาไว้ซึ่งอุดมการณ์”

ซึ่งเป็นประโยคจากหนังจีนกำลังภายในเรื่อง “ลูกมังกรหยก” ที่ผู้เขียนกำลังจะเชื่อมโยงมาที่ชื่อของบทความข้างต้นนี้ ว่าคือใจความสำคัญของความเป็น “พรรคการเมือง”

สังคมจีนเป็นสังคมที่มีหลักปรัชญาชีวิตที่โดดเด่นในหลายๆ เรื่อง อย่างเช่นปรัชญาความสัมพันธ์ระหว่างกัน (อย่างที่ได้ยกมาอธิบายแล้วในคำหนึ่งที่ว่า “แตกกันได้ไม่ใช่เจ้ก” เมื่อสัปดาห์ก่อน) ทั้งนี้ก็เพราะธรรมเนียมที่ยึดมั่นกันมาในลัทธิขงจื๊อกว่า 2,500 ปีดังกล่าว

เริ่มต้นด้วยระบบการนับถือผู้สืบเชื้อสายมาจากตระกูลเดียวกันที่เรียกว่า “แซ่” ทำให้คนจีนมีความผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้น ตั้งแต่ระดับครอบครัวไปจนถึงนานาชาติ (แม้จะอพยพไปอยู่ตามที่ต่างๆ ทั่วโลก) ด้วยระบบการดูแลทรัพย์สินรวมกันไว้ที่ส่วนกลางที่เรียกว่า “กงสี” ทำให้ทรัพย์สินไม่กระจัดกระจายหรือถูกแบ่งให้น้อยลงจนไม่เพียงพอแก่การ “ต่อทุน” หรือ “ขยายกิจการ” ครอบครัวคนจีนจึงมี “ฐานราก” ทางเศรษฐกิจและสังคมที่เข้มแข็ง ร่วมกับการที่ให้ลูกชายคนโตเป็นผู้ดูแลกิจการทั้งหมดสืบต่อจากพ่อแม่ จึงทำให้ธุรกิจของคนจีนก้าวหน้าไปอย่างมั่นคง ยิ่งไปกว่านั้นชุมชนคนจีนยังมีระบบปกป้องดูแลกิจการหรือรักษาความปลอดภัย ที่เรียกว่า “เปาเปียว” รวมถึงกระบวนการเชิงอิทธิพลนอกระบบ เช่น “อั้งยี่” คอยให้ความคุ้มครองอยู่อีก

ดังนั้น ระบบกลุ่มในสังคมจีนจึงมีหลากหลาย โดยมีความสัมพันธ์ที่ยึดโยงกันไว้ด้วย “สายเลือด ผลประโยชน์และอุดมการณ์” กล่าวคือระบบแซ่เป็นความสัมพันธ์ทางสายเลือด ระบบกลุ่มค้าขายและการทำมาหากินเป็นแบบร่วมกันสร้างผลประโยชน์ และสุดท้ายในการทำเพื่อสังคมส่วนรวมจะเป็นความสัมพันธ์แบบอาศัยอุดมการณ์ คือการเสียสละชีวิตและความสุขส่วนตัว

แม้ผู้เขียนจะไม่เคยอ่านตัวนิยายเรื่องลูกมังกรหยก แต่ก็เคยอ่านนิยายกำลังภายในอื่นๆ มาบ้าง ซึ่งพอมาได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เลยเกิดความเชื่อมโยงไปถึงนิยายเรื่องอื่นๆ ที่เคยอ่านมา ทำให้มองเห็น “ความสัมพันธ์แบบจีนๆ” ได้ชัดเจนขึ้น จึงเกิดการนำมาวิเคราะห์เข้ากับวิชาสังคมวิทยาการเมือง ว่าด้วยกำเนิดของพรรคการเมืองอย่างที่จะกล่าวต่อไป

วรรณกรรมที่สะท้อนถึง “พรรค การเมืองแบบจีน” ได้ดีที่สุด (ซึ่งอาจจะเป็นเพราะมีคนรู้จักหรือเคยอ่านมากที่สุด) ก็คือเรื่อง “สามก๊ก” ที่มีเค้าโครงมาจากประวัติศาสตร์จีนจริงๆ ในราวปี 600 ปลายๆ จนถึงกลางๆ ปี 700 ในเรื่องราวการสู้รบของ “พรรค” ต่างๆ ที่เรียกว่า “ก๊ก” จำนวน 3 ก๊ก ที่คนไทยจะคุ้นเคยในชื่อ ก๊กของโจโฉ ก๊กของเล่าปี่ และก๊กของซุนกวน ซึ่งเรื่องก็จบลงว่าก๊กของโจโฉเป็นฝ่ายชนะ แล้วจีนก็สงบลงเป็นปึกแผ่นอยู่ระยะหนึ่ง แล้วก็มีสงครามกันอีก

สงครามเหล่านี้มีทั้งสงครามระหว่างคนจีนด้วยกันเอง และระหว่างคนจีนกับต่างชาติ ที่น่าสนใจก็คือในการสู้รบดังกล่าว มักจะมีการอ้าง “อุดมการณ์” บางอย่างเสมอ เช่น “ต่อต้านกังฉิน” (พวกขุนนางคดโกง) “ทำลายอั้งม่อ” (พวกต่างชาติหัวแดง) หรือ “เพื่ออาหารป้อนปาก” (ในคราวที่มีทุพภิกขภัย) เป็นต้น ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเพราะ “ระบบสัจจะ” ในลัทธิขงจื๊อที่สอนให้ยึดถือคำสัตย์คำมั่น ที่คนสมัยใหม่เรียกว่า “อุดมการณ์” นั่นเอง

ในนิยายจีนมักจะมีเรื่องการกรีดเลือดลงในเครื่องดื่ม (ส่วนมากก็คือสุรา) เพื่อ “ร่วมสาบาน” เสมอๆ (ในเรื่องสากก๊กก็มี ระหว่างเล่าปี่ เตียวหุย และกวนอู ในตอนต้นเรื่อง เพื่อสาบานว่าจะร่วมกันปราบโจโฉและจะไม่ทรยศคดโกงกัน) ซึ่งขงจื๊อไม่ได้สอนในเรื่องนี้ แต่เป็นพิธีกรรมที่คิดขึ้นมาภายหลังเพื่อให้ “สัจจะ” ดู “ศักดิ์สิทธิ์” ว่ากันว่าตอนที่พรรคก๊กมินตั๋งล้มล้างราชวงศ์แมนจูในสมัยพระนางซูสีไทเฮา เมื่อปี 2453 นั้น ผู้นำของพรรคได้ร่วมดื่มเลือดสาบานกันด้วย

มีฝรั่งวิเคราะห์และเขียนเป็นตำราไว้ว่า ชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่นำโดยเหมาเจ๋อตง แล้วขับไล่พรรคก๊กมินตั๋งไปอยู่บนเกาะไต้หวันนั้น ก็เป็นเพราะพรรคคอมมิวนิสต์มีระบบการรักษาสัจจะที่เด็ดขาดน่าเชื่อถือกว่า ในขณะที่พรรคก๊กมินตั๋งของซุนยัดเซ็นเต็มไปด้วยการคอร์รัปชั่นโกงกิน แย่งชิงอำนาจในรัฐบาลอย่างน่าเบื่อหน่าย (ทั้งที่ดื่มเลือดร่วมสาบานกันแล้ว) แต่พรรคคอมมิวนิสต์จะจัดการกับคนในพรรคที่ทรยศคดโกงเหล่านั้นอย่างโหดเหี้ยม รวมทั้งเอาออกประจานไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง ที่สุดคนก็เชื่อถือเหมาเจ๋อตุงมากกว่าซุนยัดเซ็น

เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นครองอำนาจอย่างเต็มตัวก็ดำเนินการพัฒนาประเทศตามอุดมการณ์ที่เคยประกาศตลอดเวลาว่า “กินอิ่ม หลับสบาย” อย่างเข้มแข็ง แต่ต่อมาในระยะหนึ่งได้เกิดการสร้างกลุ่มอิทธิพลขึ้นมาในพรรค เรียกว่า “แก๊งค์ออฟโฟร์” ที่นำโดยภรรยาและคนสนิทของประธานเหมา พยายามจะครอบงำและสืบทอดอำนาจในพรรค ทำให้มีการสอบสวนเอาผิด ที่สุดก็ติดคุกกันไป แล้วเหมาก็ต้องตกต่ำมัวหมองตามไปด้วย แต่พรรคคอมมิวนิสต์ยังรุ่งเรืองต่อมา

ในปัจจุบันนี้พรรคคอมมิวนิสต์ของจีนก็ใช่ว่าเป็นปึกแผ่นราบลื่นแต่อย่างใด ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนผู้นำพรรคที่เกี่ยวเนื่องกับการเปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศก็ยังคงมี “คลื่นลม” เบาบ้าง หนักบ้าง อยู่ทุกครั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนและผู้นำจีนยังคงผนึกกำลังบริหารประเทศได้มาอย่างต่อเนื่องก็คือ “สัจจะย่อมข้นกว่าเลือด” (ตามสำนวนนิยายกำลังภายใน) หรือ “อุดมการณ์ย่อมสำคัญกว่าพี่น้องและญาติ” คือเรื่องส่วนรวมต้องอยู่เหนือเรื่องส่วนตัว

ขงจื๊อสอนไว้ว่าความสัมพันธ์ที่เป็นส่วนตัว แม้จะสัมพันธ์กันด้วยสายเลือดคือ ความเป็นพี่น้อง พ่อแม่ เครือญาติ และครอบครัว ก็ไม่สำคัญเท่าความสัมพันธ์ที่เป็นเรื่องของส่วนรวม ซึ่งสัมพันธ์กันด้วยสัจจะหรืออุดมการณ์ อย่างที่เป็นเรื่องของ “ก๊ก-ก๊วน” หรือที่พรรคสมัยเรียกว่า “พรรค” (ในนิยายกำลังภายในก็เรียกว่าพรรคบ้าง สำนักบ้าง) เพราะความสัมพันธ์ทางสายเลือดอยู่ได้ด้วย “ความเชื่อฟัง” ส่วนความสัมพันธ์ทางสัจจะอยู่ด้วยด้วย “ความเชื่อถือ”

สังคมไทยส่วนหนึ่งรู้สึกชื่นชอบและเชียร์ทหาร แต่ในสังคมเผด็จการ (แม้แต่ในคอมมิวนิสต์ยักษ์ใหญ่อย่างจีนแดง) ถ้าจะให้ “แรงเชียร์” นี้แข็งแรงมั่นคง ทหารก็จะต้องทำตัวให้น่าเชื่อถือ อย่าได้ลดราวาศอกในความเด็ดขาดเหี้ยมหาญ เช่น คิดจะปฏิรูปหรือกำจัดสิ่งใดๆ ก็ต้องทำให้ได้ (ฝากปฏิรูปตำรวจด้วย) อย่าเห็นประชาชนเป็น “คนในบ้าน” ที่ต้องบังคับให้เชื่อฟัง

ความเชื่อถือนั้นไม่ยากถ้าทำเพื่อส่วนรวมจริงๆ

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่