
ลงทุนอย่างยั่งยืน
แม้รัฐบาลมุ่งลดอุปสรรคที่ขัดขวางการพัฒนาประเทศ ด้วยการเห็นชอบให้แก้ไขและยกบัญชีแนบท้ายผังเมืองรวมทั่วประเทศ ตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อรองรับการขยายตัวการค้าการลงทุน
แม้รัฐบาลมุ่งลดอุปสรรคที่ขัดขวางการพัฒนาประเทศ ด้วยการเห็นชอบให้แก้ไขและยกบัญชีแนบท้ายผังเมืองรวมทั่วประเทศ ตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อรองรับการขยายตัวการค้าการลงทุน
แต่สิ่งที่ไม่อาจมองข้ามจากมติดังกล่าว ต้องไม่ใช่มาตรการใหม่ที่หวังอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนเพียงด้านเดียว เพราะตั้งแต่มีการจัดทำผังเมืองรวมรายจังหวัด และมีการจัดแบ่งพื้นที่การใช้ประโยชน์ที่ดินหลายประเภท ทั้งที่อยู่อาศัย พื้นที่อนุรักษ์ พื้นที่เชิงพาณิชย์ รวมทั้งพื้นที่อุตสาหกรรม ได้ถูกประชาชนในพื้นที่คัดค้านอยู่ในหลายจังหวัด
โดยเฉพาะพื้นที่อุตสาหกรรมบางประเภท ซึ่งได้กำหนดไว้ในบัญชีแนบท้ายของผังเมืองแต่ละฉบับ แม้ภาคอุตสาหกรรมจะร้องเรียนว่ามีความล่าช้า เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน แต่รัฐบาลก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระบวนการจัดทำประชาพิจารณ์ก็ดี การให้ข้อมูลข่าวสารเพื่อสร้างความเข้าใจต่อประชาชนในพื้นที่ก็ดี มักขาดความโปร่งใส และมีการลักไก่ตัดตอนกระบวนการมีส่วนร่วม
ดังนั้น นโยบายการส่งเสริมการลงทุนโดยรัฐ จำเป็นต้องยึดผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว แต่ต้องไม่ละเลยเสียงของคนเล็กคนน้อย รัฐ และกลุ่มทุนอุตสาหกรรม ต้องให้ความสำคัญต่อผลกระทบและนำความเดือดร้อนที่จะตามมาเป็นต้นทุนด้วย
ขณะเดียวกัน การยกเลิกบัญชีแนบท้ายดังกล่าว ต้องมีความชัดเจนในการจัดโซนนิ่งพื้นที่ให้เหมาะสม แยกประเภทให้มีความชัดเจน แม้พื้นที่อุตสาหกรรมที่จะขยายเพิ่มจะมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แต่ตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตที่ว่า ต้องไม่ส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ลดทอนคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน
นักลงทุนอาจต้องการขยายเขตอุตสาหกรรมมาบตาพุด และพื้นที่อื่นๆ อีกมาก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมพลังงาน ฯลฯ แต่ดูผลการดำเนินกิจการในอดีตที่ผ่านมาแล้ว อุตสาหกรรมจำนวนหนึ่งก็ได้สร้างปัญหาผลกระทบต่อชุมชนไว้มากจนถึงปัจจุบัน
ฉะนั้น การปลดล็อกโดยใช้มติ ครม.ในครั้งนี้ จึงต้องไม่ใช่การลัดขั้นตอน ไม่รับฟังความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ การจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) การจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) ยังคงต้องเป็นมาตรการที่รัฐต้องให้ความสำคัญในระดับพอๆ กับเม็ดเงินที่จะได้
กล่าวอย่างถึงที่สุด การลงทุนจะต้องเอื้อให้สังคมในพื้นที่เกิดความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี จริงอยู่การดำเนินนโยบายบางด้านอาจต้องแลกกับความสูญเสียบ้าง แต่หากการดำเนินนโยบายนั้นได้ไม่คุ้มเสียในระยะยาว รัฐก็ต้องทบทวน
ความเดือดร้อนของประชาชน แม้จะมีจำนวนไม่มากในแง่ปริมาณ แต่ไม่อาจตีค่าเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน
การพัฒนาที่ดีควรสร้างความคุ้มค่าอย่างยั่งยืน มาตรการจูงใจใดๆ ที่นักลงทุนได้ ประชาชนในพื้นที่ก็ควรได้รับในระดับที่น่าพึงพอใจเช่นเดียวกัน







