
TPP มาแล้ว AEC เหนื่อยแน่!! (ตอนจบ)
เมื่อวานนี้ เราได้คุยในตอนที่ 1 ไปด้วยกัน 3 ข้อแล้ว เราได้คุยกันไปแล้วว่าข้อตกลงทางการค้าขององค์การการค้าโลก
โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์
เมื่อวานนี้ เราได้คุยในตอนที่ 1 ไปด้วยกัน 3 ข้อแล้ว เราได้คุยกันไปแล้วว่าข้อตกลงทางการค้าขององค์การการค้าโลก (WTO) เริ่มหมดน้ำยา และทำให้ RTA หรือข้อตกลงทางการค้าระหว่างภูมิภาคนั้นเติบโตขึ้นจาก 70 สัญญาไปเป็น 270 สัญญา ภายในระยะเวลาเพียง 25 ปี และสุดท้ายก็คือ เมื่อไทยคิดว่า “AEC” ใหญ่พอแล้ว...คงไม่ต้องง้อใคร
สี่ ปัจจุบัน AEC อนาคต TPP-RCEP
คุณผู้อ่านคงรู้จัก AEC (Asean Economic Community) และ TPP (Trans-Pacific Partnership) กันแล้ว ในวันนี้ผมยังมีอีกคำหนึ่งที่อยากจะให้คุณผู้อ่านได้รู้จัก คำๆ นั้นคือ RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) ซึ่งในที่นี้ก็คือ ข้อตกลงทางการค้าของกลุ่มอาเซียนบวกกับพันธมิตรอีก 6 ประเทศ หรือที่หลายคนเรียกกันว่า Asean+6
นั่นคือ กลุ่มอาเซียน 10 ประเทศ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
AEC จะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ วันที่ 31 ธ.ค.ปีนี้ ส่วน TPP ได้เริ่มต้นเซ็นสัญญาเบื้องต้นไปแล้ว หรือเพียงแต่รอกระบวนการทางรัฐสภาของแต่ละประเทศสมาชิกเท่านั้น ซึ่งคาดว่าต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2 ปี ในขณะที่ RCEP เป็นแค่การเจรจาเบื้องต้นเท่านั้น ยังห่างไกลอีกมากในการจะบรรลุจนถึงขั้นเซ็นสัญญาร่วมมือทางการค้าอย่างเป็นทางการ
แต่เชื่อว่าจีนจะใช้ความพยายามทุกอย่างที่จะผลักดันให้ RCEP มีผลโดยเร็วที่สุด เพราะกลัวถูกโดดเดี่ยวในเวทีการค้าโลก
ดังนั้น ในระยะเวลา 2 ปีนี้ที่ TPP ยังไม่มีผลใช้บังคับ ประเทศไทยยังคงมั่นใจได้ว่าความสามารถในการแข่งขันของไทยยังคงดีอยู่ เนื่องจากประเทศอื่นที่เป็นคู่แข่งทางการค้าและอยู่ในภูมิภาคเดียวกับเรา เช่น เวียดนาม หรือมาเลเซีย ยังคงไม่ได้เปรียบทางการค้ามากกว่าเราแต่ประการใด
นอกจากนั้น ไทยยังเพิ่งจะได้รับการต่อสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร หรือที่เรียกว่า GSP (Generalized System of Preferences) สำหรับการส่งออกสินค้าเข้าไปในสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะมีผลไปถึงสิ้นปี 2560 ซึ่งจะทำให้ผู้ส่งออกของไทยสามารถขอคืนภาษีสำหรับสินค้าส่งออกมากกว่า 3,400 รายการ มูลค่าประมาณ 6,200 ล้านบาท สำหรับสินค้าประเภทเซรามิก เครื่องสุขภัณฑ์ และอาหาร
เหตุผลเหล่านี้มั้ง? ที่ทำให้ดูเหมือนว่าบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องยังใจเย็น
กันอยู่
ห้า TPP ยิ่งใหญ่ขนาดไหนกัน? จึงทำให้ผู้ส่งออกไทยต้องไหวหวั่น
ตารางด้านล่างเป็นตารางเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มการค้าและเศรษฐกิจ 3 กลุ่ม คือ ASEAN TPP และ RCEP ซึ่งเราจะเห็นได้ว่ากลุ่มที่มีจำนวนประเทศและประชากรมากที่สุดก็คือ RCEP เพราะกลุ่มนี้มีประเทศใหญ่ๆ อย่างจีนและอินเดีย แค่สองประเทศนี้ประชากรก็มากกว่า 2,000 ล้านคนเข้าไปแล้ว แต่ขนาดเศรษฐกิจเล็กกว่า TPP คือประมาณ 80% ของ GDP ของ TPP เท่านั้นเอง
TPP แม้ว่าจำนวนประชากรจะน้อยกว่า RCEP ก็ตาม แต่ขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดใน 3 กลุ่มนี้ เพราะมีสหรัฐอเมริกาที่มี GDP ใหญ่ที่สุดในโลกประมาณ 16 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จึงทำให้ประเทศอื่นๆ น่าจะสนใจอยากเข้าร่วม TPP มากกว่า RCEP
ส่วน AEC ของกลุ่ม ASEAN นั้น จำนวนประชากรน้อยกว่า TPP ไม่มากนัก แต่ขนาด GDP เล็กมาก คือประมาณ 12% ของกลุ่ม RCEP หรือคิดเป็นยังไม่ถึง 10% ของขนาด GDP ของกลุ่ม TPP เลย
หก ไทยควรเข้าร่วม TPP หรือไม่?
ผมมองเรื่องของ RTP หรือข้อตกลงการค้าระดับภูมิภาคว่าเป็น “เกมการเมือง” เป็นเรื่องของผลประโยชน์ และเป็นเรื่องของการเจรจาต่อรอง ดังนั้น TPP ก็เป็นข้อตกลงทางการค้าที่มีทั้งข้อดีและข้อเสียเช่นกัน
ข้อดีของ TPP ที่จะมีผลต่อไทยหากเราเข้าร่วม เช่น การเปิดการค้าเสรีภาคการเกษตร อัตราภาษีในการนำเข้าในระดับที่ต่ำมาก หรือเป็นศูนย์สำหรับสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์และรถยนต์ ข้อเสียของ TPPสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรยาจะมีผลนานขึ้น
นั่นหมายถึงคนไทยคงจะต้องซื้อยาต้นตำรับจากผู้ผลิตในต่างประเทศนานขึ้นด้วย แปลว่าคนไทยจะต้องจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้นอย่างแน่นอน ค่าจ้าง ค่าแรงงานคงจะโดนผลกระทบตามไปด้วย ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น
เรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ธุรกิจการเงินของต่างประเทศก็มีโอกาสจะหลั่งไหลเข้ามาแข่งขันกับสถาบันการเงินในบ้านเรา ลิขสิทธิ์ของซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์และอื่นๆ จะมีผลบังคับใช้อย่างเคร่งครัด ซึ่งเชื่อว่างานนี้เหนื่อยแน่
ท้ายนี้ ผมยังคิดว่าไทยคงต้องเข้าร่วมกลุ่มเขตการค้าเสรีให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะไทยเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการส่งออก คือประมาณ 60% ของ GDP ของไทยเลยทีเดียว และนั่นคือสิ่งที่ดีของเขตการค้าเสรี ดังคำที่ Enrique Pena Nieto อดีตประธานาธิบดีของเม็กซิโก พูดไว้ว่า “Free trade, far from protectionism, is the path that we should take to make Latin America a thriving actor in the global economy.”
แปลตามความได้ว่า “การค้าเสรีแตกต่างจากลัทธิกีดกันการค้าอย่างสิ้นเชิง เพราะมันคือ หนทางที่เราจะทำให้ทวีปละตินอเมริกากลายเป็นดาราที่โดดเด่นในเวทีเศรษฐกิจโลก”







