
ไม่ตัดสิทธิเหมาเข่ง ลดอุณหภูมิการเมือง
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ต้องยอมรับว่าจุดสนใจของการร่างรัฐธรรมนูญเฟสสองในเวลานี้กำลังอยู่ที่การออกแบบระบบเลือกตั้งและการคำนวณจำนวน สส. ซึ่งเบื้องต้นคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีความเห็นร่วมกันที่จะใช้ระบบการเลือกตั้ง สส.แบบจัดสรรปันส่วนผสม แบ่งเป็น สส.ระบบเขตเลือกตั้ง 350 คน และ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ 150 คนโดยวิธีการคำนวณคะแนนเพื่อหาจำนวน สส.จะดำเนินการในลักษณะที่เอาทุกคะแนนที่ประชาชนลงให้กับผู้สมัคร สส.ทุกเขตเลือกตั้งมานับ จากนั้นจะมาคำนวณสัดส่วนว่าแต่ละพรรคการเมืองได้รับคะแนนความนิยมจากประชาชนเท่าไหร่ ก่อนจะมากำหนดจำนวน สส.ต่อไป
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าพรรค ก.ได้คะแนนความนิยมทั้งประเทศ 50% และได้ สส.ระบบเขตเลือกตั้ง 250 คนแล้ว พรรค ก.จะไม่ได้ สส.บัญชีรายชื่ออีก ในทางกลับกันหากได้ สส.เขต 240 คน ก็จะได้ สส.บัญชีรายชื่อจำนวน 10 คน เพื่อมาเติมเต็มตามสัดส่วน
แม้ระบบการเลือกตั้งจะเป็นที่จับจ้องของฝ่ายการเมือง เนื่องจากเป็นช่องทางของการเข้าสู่อำนาจ แต่อีกหนึ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องที่น่าสนใจและถูกจับตามองไม่แพ้กัน คือ การยุบพรรคการเมือง
รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 68 และมาตรา 237 กำหนดไว้ว่าหากผู้บริหารพรรคการเมืองทำผิดทุจริตเลือกตั้ง จะมีผลให้พรรคการเมืองต้องถูกยุบและผู้บริหารพรรคการเมืองคนอื่นๆ ถูกตัดสิทธิการเมืองไปด้วย โดยพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย เป็นสามพรรคการเมืองที่เจอกับแรงดีดของมาตราดังกล่าวเข้าไปเต็มๆ จนหลายฝ่ายมองว่ามาตรายุบพรรคลักษณะนี้เป็นยาแรงเกินไป และไม่ส่งเสริมให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันที่เข้มแข็ง
พอมาถึงการร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. ประกาศว่าจะไม่ยุบพรรคและไม่ตัดสิทธิการเมืองผู้บริหารพรรคด้วยวิธีการเดียวกับรัฐธรรมนูญในอดีต
“ถ้าพรรคการเมืองทั้งพรรคทุจริตก็ต้องยุบพรรค แต่สำหรับกรณีที่ผู้บริหารพรรคทำผิดอาจจะไม่มีผลให้ถูกยุบพรรค เพราะเห็นใจคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และพบว่าถ้าทำอย่างนั้นต่อไปเรื่อยๆ จะทำให้ผู้บริหารพรรคไปอยู่ข้างหลังกันหมด ดังนั้นจะตัดสิทธิการเมืองเฉพาะบุคคลที่กระทำทุจริตและผู้ที่รู้เห็นเป็นใจ แต่ยังไม่มีความคิดที่จะยุบพรรคการเมือง เว้นแต่จะเป็นกรณีที่พรรคการเมืองกระทำผิดเสียเอง” คำยืนยันจากประธาน กรธ. เมื่อวันที่ 5 พ.ย.
จากคำพูดของอาจารย์มีชัยเป็นการยืนยันในหลักการที่ว่าต่อไปนี้จะไม่มีการตัดสิทธิการเมืองแบบเหมาเข่งอีก แต่กำหนดให้เอาผิดเฉพาะบุคคลที่เป็นตัวการและผู้ที่สนับสนุนในการกระทำความผิดเท่านั้น ส่วนใครที่ไม่เกี่ยวข้องจะไม่ตกกระไดพลอยโจนไปด้วย
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าท่าทีดังกล่าวของประธาน กรธ.มีผลต่อบรรยากาศในทางการเมืองไม่น้อย โดยช่วยให้อุณหภูมิการเมืองที่ผูกไว้กับร่างรัฐธรรมนูญลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะอย่างน้อยเป็นการแสดงให้เห็นว่าอาจารย์มีชัยและ กรธ.มองการเมืองบนความเป็นจริงว่านักการเมืองมีทั้งคนดีและไม่ดี ไม่ใช่มีแต่คนไม่ดีเสมอไป
การส่งสัญญาณที่ยกเลิกยาแรง ย่อมช่วยให้บรรยากาศการเมืองมีความสงบมากขึ้น เป็นประโยชน์ให้การทำงานของ กรธ.มีความสะดวกมากขึ้น โดยไม่ถูกฝ่ายการเมืองจ้องจับผิดมากเกินไป
เหนืออื่นใด ถ้าวิเคราะห์จากแนวทางที่ออกมานั้น มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร สส.ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่เขม็งเกลียวมากเกินไป
เดิมทีมีการประเมินกันว่า กรธ.อาจจะกำหนดคุณสมบัติ สส.และลักษณะต้องห้ามของ สส.แบบเข้มงวด เช่น การห้ามไม่ให้ผู้ถูกถอดถอน และผู้ที่เคยถูกห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีสิทธิเข้ามาสมัคร สส.อีก ซึ่งจะครอบคลุมไปถึงบ้านเลขที่ 111-109 รวมทั้ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
เมื่อประธาน กรธ.มีดำริออกมาว่าไม่ต้องการเห็นการตัดสิทธิแบบเหมาเข่งอีก จึงมีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่คณะ กรธ.จะเปิดทางให้อดีตกรรมการบริหารพรรคการเมืองทั้งบ้านเลขที่ 111 และ 109 กลับเข้าสู่เส้นทางการเข้าสู่อำนาจได้อีก
แต่สำหรับคนที่มีความผิดฐานทุจริตเลือกตั้งหรือได้ใบแดงจนเป็นต้นเหตุให้เกิดการยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิการเมืองของผู้บริหารพรรค อาจไม่ได้สิทธิสมัคร สส.อีก เพราะ กรธ.เองไม่อยากร่างรัฐธรรมนูญไปขัดกับมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ที่กำหนดให้การร่างรัฐธรรมนูญต้องครอบคลุมไปถึงการไม่ให้คนที่ทุจริตเลือกตั้งกลับเข้ามาสู่อำนาจอีก
ขณะเดียวกัน มีประเด็นที่ กรธ.กำลังขบคิดกันอยู่ว่า แล้วสำหรับคนที่เคยถูกถอดถอนจะถูกตัดสิทธิไปด้วยหรือไม่ เพราะการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทางการเมือง มีทั้งการถอดถอนจากเหตุของการทุจริตและไม่ใช่การทุจริตประพฤติมิชอบ ซึ่ง กรธ.เคยมีหลักการร่วมกันในเบื้องต้นมาก่อนแล้วว่าหากเป็นการถอดถอนเพราะความผิดฐานทุจริตต้องถือว่าเข้าข่ายถูกตัดสิทธิไปด้วย
อย่างไรก็ตาม กรธ.คงยังไม่กล้าตัดสินเรื่องละเอียดอ่อนข้างต้นภายใต้บรรยากาศการเมืองที่กำลังเป็นไปด้วยดีเช่นนี้ คงจะรอดูสถานการณ์อีกสักระยะก่อนตัดสินใจในภายหลัง







