posttoday
จับตาแรงต้านรอบใหม่ ปมเดือดที่มานายกฯ

จับตาแรงต้านรอบใหม่ ปมเดือดที่มานายกฯ

09 พฤศจิกายน 2558

สถานการณ์ทางการเมืองเริ่มเข้มข้นด้วยปัจจัยหลายประการ

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ทางการเมืองเริ่มเข้มข้นด้วยปัจจัยหลายประการ โดยเฉพาะท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าด้วยเรื่องการปิดประเทศระหว่างการประชุมแม่น้ำ 5 สาย เมื่อวันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา

ท่าทีดังกล่าวของนายกฯ เป็นผลให้ฝ่ายตรงข้ามนำไปขยายผลทางการเมือง เพื่อใช้โจมตีว่า คสช.แสดงความต้องการที่จะอยู่ในอำนาจต่อไป โดยไม่ยอมให้มีการเลือกตั้งตามที่ได้ประกาศเอาไว้

เมื่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์เริ่มทำท่าจะลาม พล.อ.ประยุทธ์ จึงออกมาชี้แจงและกล่าวโทษสื่อมวลชนว่านำประเด็นไปขยายใหญ่โต เพราะไม่ได้มีเจตนาจะปิดประเทศจริง แต่เป็นเพียงการบอกว่า หากประเทศยังไม่สงบ ปัญหาก็จะเกิดขึ้น เสมือนหนึ่งการปิดประเทศอีก

“ก่อนวันที่ 22 พ.ค.มันเป็นอย่างนั้นอยู่หรือเปล่า ผมพูดถึงว่า ถ้ามันไม่ช่วยกันตรงนั้น มันก็จะกลับไปปิดอย่างวันนั้น ไม่ใช่ผมจะไปปิด ผมจะปิดทำไมเล่า เอ้อคือมองต่อต้านทุกเรื่อง” การชี้แจงจากนายกฯ เมื่อวันที่ 3 พ.ย.

อีกเรื่องที่กำลังเป็นเชื้อไฟอย่างดี คือ ระบบการเลือกตั้ง สส. ภายหลังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้นำระบบจัดสรรปันส่วนผสมมาใช้กับประเทศไทย

ในเวอร์ชั่นคณะ กรธ.กำหนดให้มี สส.จำนวน 500 คน แบ่งเป็น สส.เขต 350 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 150 คน ส่วนวิธีการลงคะแนนและคำนวณคะแนนเพื่อหาจำนวน สส.ของแต่ละพรรคจะมีความแตกต่างจากอดีตพอสมควร

กรธ.บัญญัติให้มีการเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อและระบบเขตด้วยบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว โดยให้นำเอาคะแนนของผู้สมัคร สส.เขตของพรรคการเมืองที่แพ้การเลือกตั้งไปคำนวณหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ ส่วนคะแนนของพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งในเขตดังกล่าว จะไม่ถูกนำมาคำนวณเพื่อหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ

ทั้งนี้ กรธ.พยายามชี้แจงระบบการเลือกตั้งที่ว่านี้จะช่วยให้ทุกคะแนนของประชาชนมีความหมายและไม่ทำให้การเลือกตั้งมีลักษณะที่แพ้และชนะมากเกินไป เนื่องจากคะแนนของผู้แพ้ในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตจะมีส่วนสำคัญต่อการกำหนดจำนวน สส.บัญชีรายชื่อของพรรคตัวเอง

อย่างไรก็ตาม แม้ กรธ.จะยืนยันว่าเป็นหลักการที่ดี แต่พรรคการเมืองใหญ่สองพรรคอย่าง “เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์” ไม่เห็นด้วย และยื่นหนังสือให้ กรธ.พิจารณาทบทวน เพราะมองว่าการลงคะแนนเลือก สส.ด้วยบัตรเลือกตั้งเพียงหนึ่งใบ จะทำให้ได้ สส.ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของประชาชน

เสียงของพรรคประชาธิปัตย์และเพื่อไทยเป็นผลให้ กรธ.ต้องเงี่ยหูฟัง ถึงคราวที่ต้องยอมถอยหนึ่งก้าวทบทวนวิธีการนับคะแนนเพื่อหาสัดส่วนจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ

มาในสัปดาห์นี้ มีแนวโน้มว่ากำลังจะมีคลื่นลมระลอกใหม่ขึ้นมา ซึ่งมีต้นตอมาจากการพิจารณาโครงสร้างฝ่ายบริหารของ กรธ.

ขอบข่ายของการพิจารณาในเรื่องดังกล่าวจะครอบคลุมเรื่องใหญ่ 2 เรื่อง ได้แก่ 1.ที่มานายกรัฐมนตรี 2.คุณสมบัติของผู้มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และ 3.ขอบเขตอำนาจของคณะรัฐมนตรี

แน่นอนว่าทุกฝ่ายกำลังจับตามองกระบวนการในการได้มาซึ่งนายกฯ

ที่ผ่านมา อาจารย์มีชัยค่อนข้างสงวนท่าทีกับการให้ความเห็นประเด็นมาตลอด โดยอ้างว่ายังไม่ถึงเวลาที่ กรธ.จะพิจารณา เพราะมอบหมายให้เป็นหน้าที่ของคณะอนุกรรมการศึกษาโครงสร้างฝ่ายบริหารที่มี “อภิชาต สุขัคคานนท์” เป็นประธาน

ในการทำงานของคณะอนุกรรมการฯ ยังไม่ได้สรุปว่า กระบวนการในการได้มาซึ่งนายกฯ วิธีไหนดีที่สุดและเหมาะสมกับสังคมไทย เพียงแต่เสนอข้อมูลในภาพรวมว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยเคยมีนายกฯ ที่มาจากวิธีการใดบ้างเท่านั้น ส่วนการตัดสินใจว่าจะให้นายกฯ มีที่มาอย่างไรเป็นหน้าที่ของที่ประชุม กรธ.

สำหรับหลักการสำคัญที่เห็นควรให้คงไว้ คือ สภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นผู้ลงมติเลือกนายกฯ เพราะเป็นแนวปฏิบัติที่รัฐธรรมนูญสองฉบับล่าสุดได้วางเอาไว้ ทว่า กรธ.อาจมีการเปลี่ยนในรายละเอียดเล็กน้อย ซึ่งทำให้มีความเป็นไปได้ที่ กรธ.จะพิจารณาถึงที่มาของนายกฯ ในแนวทางหนึ่งแนวทางใดภายใน 3 วิธีนี้

1.นายกฯ ต้องมาจากการเลือกของสภาและต้องเป็นบุคคลที่ดำรงตำแหน่ง สส. แนวทางนี้จะเป็นหลักการตามที่รัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ได้รับรองไว้ และฝ่ายการเมืองไม่เคยแสดงท่าทีต่อต้านกับการให้นายกฯ เป็น สส.

2.นายกฯ ไม่จำเป็นต้องเป็น สส. แต่ต้องมาจากการลงมติของสภา เป็นวิธีการตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดที่ไม่ผ่านสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แม้วิธีนี้จะช่วยแก้ไขปัญหากรณีที่ประเทศเกิดสุญญากาศเพราะไม่มีนายกฯ แต่ในทางการเมืองแล้วได้ก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจพอสมควร เพราะเกรงว่าจะเป็นการเปิดช่องให้ คสช.สืบทอดอำนาจหรือไม่

3.ให้นายกฯ มาจากคนนอกและไม่ต้องมาจากการเลือกของสภา การได้มาซึ่งนายกฯ ด้วยวิธีนี้ อาจจะกำหนดไว้เฉพาะกรณีที่ประเทศมีวิกฤตขั้นรุนแรง เช่น นายกฯ ต้องหลุดจากตำแหน่งหลังจากยุบสภา ซึ่งจะมีผลให้ไม่สามารถเปิดสภาเพื่อนายกฯ ได้ ดังนั้นมีความจำเป็นที่ต้องให้วุฒิสภาในฐานะหนึ่งในอำนาจนิติบัญญัติทำหน้าที่เลือกบุคคลมาดำรงตำแหนงนายกฯ แต่จะมีอำนาจและระยะเวลาการดำรงตำแหน่งที่จำกัด

การตัดสินใจเรื่องที่มานายกฯ ของ กรธ.ในสัปดาห์นี้ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก และเป็นหนึ่งในปัจจัยชี้ขาดว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านการทำประชามติในอนาคตหรือไม่ด้วย

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน