
การลงทุนในหุ้นยั่งยืน
โดย...ผศ.ดร.ปริยดา สุขเจริญสิน
โดย...ผศ.ดร.ปริยดา สุขเจริญสิน
เป้าหมายสูงสุดของบริษัทในการดำเนินธุรกิจ คือ การสร้างความมั่งคั่งสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้น การตัดสินใจของผู้บริหารจึงคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมการจัดหาเงินทุนหรือกิจกรรมตัดสินใจลงทุน อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่บริษัทควรยึดถือคือการดำเนินธุรกิจภายใต้บรรษัทภิบาลที่ดี ดำเนินงานอย่างโปร่งใส ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้บริษัทเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นในระยะยาว ซึ่งแนวคิดการลงทุนในหุ้นยั่งยืนนี้เพิ่งฮิตเมื่อเทียบกับแนวคิดการลงทุนเดิม ทั้งการลงทุนในหุ้นเติบโตหรือการลงทุนในหุ้นคุณค่า ดังนั้น วันนี้เราจะมาคุยกันถึงเรื่องการลงทุนในหุ้นยั่งยืนกัน
ในต่างประเทศ แนวคิดการลงทุนในหุ้นยั่งยืนนั้น เกาะกระแสมากในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนเห็นความสำคัญในเรื่องความยั่งยืนมาเป็นองค์ประกอบในการพิจารณาเลือกลงทุน โดยมีดัชนีที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุนทั่วโลก คือ ดัชนี Dow Jones Sustainability Index หรือ DJSI ที่มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาหุ้นยั่งยืน จากหลัก ESG ประกอบด้วย 3 เกณฑ์หลัก คือ 1) การจัดการสิ่งแวดล้อม (Environment) 2) สังคม (Social) และ 3) บรรษัทภิบาล (Governance) เพื่อคัดเลือกหุ้นไปอยู่ในดัชนีความยั่งยืนดังกล่าว โดยดัชนี DJSI นั้นประกอบด้วยบริษัทชั้นนำจากทั่วโลก ที่ผ่านกระบวนการประเมินด้านความยั่งยืน (Corporate Sustainability Assessment หรือ CSA) โดยพิจารณาจากมูลค่าหลักทรัพย์และการประเมินผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน โดยใช้แบบสอบถาม ประกอบกับการพิจารณาจากรายงานเผยแพร่ต่างๆ ของบริษัท โดยจะไม่พิจารณาคัดเลือกบริษัทในธุรกิจที่ผิดหลักจริยธรรมหรือธุรกิจผลิตอาวุธสงคราม เป็นต้น
ในการคัดเลือกนั้นจะทำการเปรียบเทียบบริษัทในกลุ่มเดียวกัน และเลือกบริษัทที่มีการดำเนินงานด้าน ESG ที่โดดเด่นเหนือบริษัทอื่น ทั้งนี้ ต้องมีการอ้างอิงกับแนวปฏิบัติด้าน ESG ในระดับสากลด้วย และพิจารณาด้วยว่าบริษัทได้นำปัจจัย ESG มาใช้เพิ่มเติมในการวิเคราะห์เพื่อการตัดสินใจลงทุนหรือไม่ และหากบริษัทลงทุนในโครงการที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ และยังต้องแสดงให้เห็นเด่นชัดว่า การลงทุนของบริษัทมีเป้าหมายเฉพาะเจาะจงในการแก้ไขปัญหาสังคมและปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม หรือการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจนเกี่ยวกับสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยจะพิจารณาด้วยว่าผู้ถือหุ้นมีส่วนผลักดันให้บริษัทมีการปฏิบัติด้าน ESG มากน้อยเพียงใด โดยจะคัดเลือกแบบปีต่อปี เพื่อคัดกรองไปอยู่ในกลุ่มดัชนี DJSI
ประเทศไทยของเราก็ไม่พลาดที่จะเกาะกระแสนี้ แต่ละปีมีบริษัทจดทะเบียนของไทยไม่น้อยที่ได้รับการพิจารณาเข้ากระบวนการคัดเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของดัชนี DJSI และมีบริษัทที่ผ่านการคัดเลือกเข้าไปอยู่ในดัชนี DJSI จำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากปี 2555 ที่มีเพียง 2 บริษัท เพิ่มเป็น 4 บริษัทในปีถัดมา แล้วในปี 2557 มีถึง 10 บริษัทที่จัดอยู่ในกลุ่ม DJSI Emerging Market จนในปีล่าสุดที่เพิ่งประกาศเมื่อเดือน ก.ย. 2558 มีเพิ่มอีก 3 บริษัท รวมเป็น 13 บริษัท ได้แก่ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) บมจ.บ้านปู (BANPU) บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) บมจ.ปตท. (PTT) บมจ.ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) บมจ.ปูนซิเมนต์ ไทย (SCC) บมจ.ไทยออยล์ (TOP) และ บมจ.ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) ซึ่งไทยเป็นประเทศที่มีการเพิ่มขึ้นสูงสุดในตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก โดยมี 4 บริษัท คือ PTT, PTTEP, PTTGC และ SCC ที่ได้รับคัดเลือกอยู่ในดัชนี DJSI World อีกด้วย การได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกในกลุ่มดัชนี DJSI จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจลงทุนในสายตาของผู้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้เดินหน้าพัฒนาและส่งเสริมให้บริษัทเห็นความสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน มีกิจกรรมอบรมให้บริษัทจดทะเบียนได้เรียนรู้กระบวนการประเมินและเตรียมพร้อมบริษัทให้เข้ารับการประเมินความยั่งยืน และมีการถ่ายทอดประสบการณ์จากบริษัทที่เป็นสมาชิกในกลุ่มดัชนี DJSI แล้ว ไปสู่บริษัทที่สนใจจะเข้าร่วมการประเมิน รวมทั้งมีการประกาศเกียรติคุณให้บริษัทที่ได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกของ DJSI เพื่อส่งเสริมการสร้างความยั่งยืนให้ตลาดทุนในระยะยาว นับเป็นสัญญาณที่ดีของตลาดทุนไทย อันจะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพของตลาดทุนสู่การเป็นตลาดหลักทรัพย์เพื่อความยั่งยืน (Sustainable StockExchange) เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจและประเทศสู่การเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
สำหรับความคาดหวังของนักลงทุนเกี่ยวกับผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นยั่งยืนนั้น ได้มีผลงานวิจัยในต่างประเทศที่ทำการศึกษาหุ้นของบริษัทที่อยู่ในกลุ่มของดัชนีความยั่งยืน DJSI World พบว่าหุ้นเหล่านี้จะมีความผันผวนที่น้อยกว่าบริษัททั่วไป แต่เมื่อพิจารณาความเสี่ยงควบคู่ไปกับผลตอบแทน จะพบว่าในขณะที่หุ้นยั่งยืนมีความเสี่ยงที่ต่ำกว่าหุ้นทั่วไป โดยเฉลี่ยแล้วก็มีอัตราผลตอบแทนที่ต่ำกว่าด้วย ดังนั้น เมื่อมาดูอัตราผลตอบแทนที่ปรับด้วยความเสี่ยงของหุ้นยั่งยืนแล้วจะพบว่า ในระยะยาว หุ้นยั่งยืนมิได้ให้อัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าหุ้นทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ แต่จะมีอัตราการเจริญเติบโตในระยะยาวที่คงที่และสอดคล้องกับตลาด นั่นสะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่นักลงทุนสามารถที่จะมั่นใจได้จากการลงทุนในหุ้นยั่งยืน คือ บริษัทมีการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการสร้างผลประกอบการที่ดี อันจะส่งผลให้ธุรกิจสามารถเติบโตต่อเนื่องได้อย่างยั่งยืน ซึ่งนำไปสู่การสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ลงทุนในระยะยาว
ท้ายนี้ จึงขอทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า สำหรับการลงทุนในหุ้นยั่งยืนนั้น นักลงทุนอย่าคาดหวังว่าการลงทุนในหุ้นยั่งยืนจะให้อัตราผลตอบแทนที่สูงๆ โดนใจในทุกช่วงเวลา เพราะในแนวคิดของความยั่งยืนนั้นไม่ใช่การเดินทางแบบก้าวกระโดด แต่เป็นการก้าวอย่างมั่นคงและก้าวไปยาวๆ เพื่อไปถึงจุดหมายที่ไกลกว่า







