
อะไรคือสีลัพพตปรามาส
ข้อมูลในคอลัมน์นี้เป็นตอนแรก มีดังต่อไปนี้ สีลัพพตปรามาส วินัย ดูใจ ฯลฯ
โดย...พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
ข้อมูลในคอลัมน์นี้เป็นตอนแรก มีดังต่อไปนี้
สีลัพพตปรามาส วินัย ดูใจ ฯลฯ
พระเก่าถามพระพรหมคุณาภรณ์ที่กุฏิหลังอุโบสถ วันศุกร์ที่ 7 มี.ค. 2557
ถาม (โดยพระเก่า)
ระยะปีสองปีมานี้ ได้ยินพระบ้าง โยมบ้าง คุยกันเรื่องแนวการปฏิบัติที่มุ่งเน้นในเรื่องการดูจิตรักษาใจตัวเองโดยไม่ต้องสนใจปฏิกิริยาของบุคคลที่มาเกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วย คำอธิบายของพระโยมเหล่านั้น ฟังแล้วเห็นว่าไม่น่าจะถูกต้อง ซึ่งหลักที่ได้ยินมา คือ
- การที่บุคคลตั้งใจทำกิจวัตรให้ตรงต่อเวลาอยู่เป็นประจำสม่ำเสมอนั้น จัดอยู่ในจำพวกสีลัพพตปรามาสอันเป็นกิเลส จึงไม่ควรกระทำ ที่ถูกคือ บุคคลควรจะทำกิจต่างๆ นั้นตามความพอใจ ไม่ใช่เพราะถูกกะเกณฑ์ หรือต้องทำเพราะเป็นระเบียบกติกาที่ตกลงร่วมกัน?
- เมื่อพบเห็นคนทำผิดกฎระเบียบ เราไม่ควรแสดงความโกรธ หรือพูดจาตักเตือนว่ากล่าว แต่เราควรรักษาใจตัวเองโดยการนิ่งเฉยเสีย เพราะถ้าเราโกรธแล้วแสดงออกมาทางกายวาจา เท่ากับว่าเรากำลังประพฤติผิดศีล ขณะที่อีกฝ่ายแค่ประพฤติผิดวินัยเท่านั้น ใครจะทำผิดก็ชั่งเขา ให้รักษาจิตเราเอาไว้ก่อน?
(โดยนัยกลับกัน หากเราทำผิดกฎระเบียบ ก็ไม่ต้องใส่ใจว่าจะมีคนไม่พอใจหรือไม่ เขาจะดุด่าว่ากล่าวก็ชั่งเขา เพราะถือว่าเป็นเรื่องที่บุคคลอื่นจะต้องดูแลจิตของตัวเองไม่ให้เศร้าหมอง ขุ่นมัว เป็นอกุศล หน้าที่เราคือทำในสิ่งที่พอใจเท่านั้น)
หลักคิดข้างต้น ดูเหมือนว่าน่าจะถูกต้อง แต่ที่จริงยังครึ่งๆ กลางๆ ข้างๆ คูๆ และแฝงนัยของการพยายามหาแง่มุมที่คิดว่าชอบธรรมมากลบเกลื่อนความผิดตามสมมติ ฉะนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปฏิบัติตามการตีความธรรมวินัยที่ผิดเพี้ยนนี้ จึงใคร่กราบขอความเมตตาจากท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้ให้แนวทางที่ถูกต้องด้วย
ตอบ (โดยพระพรหมคุณาภรณ์)
ความหมายของสีลัพพตปรามาส
คำสอนที่เล่ามาในคำถามนั้นไม่ใช่แค่ครึ่งๆ กลางๆ ข้างๆ คูๆ เท่านั้น แต่จะพาออกนอกลู่นอกทาง ถึงกับออกนอกพระธรรมวินัยไปเลยทีเดียว จึงขอให้ช่วยกันทำความเข้าใจให้ชัด และช่วยคนที่จะหลงผิดไปให้ทำความเข้าใจและปฏิบัติให้ถูกต้อง หรืออย่างน้อยให้ใกล้หลักเข้ามา
เรื่องที่ถามนี้ไม่ใช่เรื่องสีลัพพตปรามาสอะไรหรอก เป็นเพียงเรื่องของความเข้มแข็ง หรือความอ่อนแออย่างธรรมดาๆ เท่านั้นเอง
ต้องเข้าใจก่อนว่า สีลัพพตปรามาส แปลว่า ความถือมั่นในศีลพรตจนเลยเถิด ควรแยกศัพท์ดูกันนิดหนึ่ง
“สีลัพพต” = ศีลและพรต ; สีล ก็คือ ศีล, พต มาจาก วต; เอา วต ตัวนี้เป็น พต เพราะในบาลี ว เป็น พ ได้, วต จึงเป็น พต แต่ไทยเอาเป็นพรต โดยใช้คำสันสกฤต คือ แปลจากบาลีไปเขียนอย่างสันสกฤต กลายเป็น พรต,
สีล+พต = (ซ้อน “พ” เข้าไปตามหลักภาษาของเขา) ก็เป็น สีลัพพต แล้วก็แปลว่า ศีลและพรต
กำหนดไว้ให้ดีว่า วต นี้แปลว่า พต แล้วเป็นพรต ไม่ใช่ วัตต (วัตต ที่แปลว่า วัตร) คนละคำ (กิจวัตร เป็นต้น ไม่อยู่ใน วต หรือ พรตนี้) สีลัพพต จึงไม่ใช่ ศีลและวัตร
(ขอเล่าแถมแทรกไว้นิดหนึ่งว่า ในเมืองไทยเรานี่ใช้ผิดเยอะ ผมเองตอนแรกก็พลอยเขียนตาม เช่น เราชอบพูดกันว่า “ธุดงควัตร” แต่พอตรวจสอบกันจริงๆ ธุดงควัตรไม่มีหรอก แล้วแถมอรรถกถาบาลีฉบับไทยนี่ชำระกัน ก็ไม่แน่ลงไป เป็น ธุตงฺควตฺต บ้าง เป็น ธุตงฺควต บ้าง คำนี้ในฉบับพม่าเขาเสมอต้นเสมอปลายแน่นอนลงไปเลย คือของเขาเป็น ธุตงฺควต อย่างเดียวไม่มี ธุตงฺควตฺต เลย แต่ฉบับของไทยเรานี่ยังยุ่ง มีปนๆ กันไป ควรจะต้องค้นตรวจสอบให้ลงกันทั้งหมด เป็นอันว่า เป็นคนละคำ วต ก็คำหนึ่ง วตฺต อีกคำหนึ่ง, วต เป็นพรต วตฺต เป็นวัตร)
วตฺต คือ วัตร เป็นพวกขนบธรรมเนียมในการปฏิบัติแต่ละกิจแต่ละเรื่อง เช่น จะปฏิบัติตัวในการเข้าส้วม เข้าห้องน้ำ ก็มีวัจจกุฎีวัตร อาคันตุกะมาจะปฏิบัติหรือต้อนรับอย่างไร ก็มีอาคันตุกวัตร จะไปอยู่อาศัยไปนอนไปนั่งจะปฏิบัติต่อที่นั่นอย่างไร ก็ทำตามเสนาสนวัตร นี่คือ วตฺต (วัตร)
ส่วน วต คือ พรต เป็นหลักการที่ถือปฏิบัติ ที่เรียกว่า บำเพ็ญพรต เช่น ถืออดอาหาร ถือโหนกิ่งไม้ ถือยืนขาเดียวมีมากนอกพระพุทธศาสนา ในพระพุทธศาสนาท่านให้ปฏิบัติได้ในขอบเขตหนึ่งโดยมีความเข้าใจที่จะทำให้ถูกต้อง ไม่ให้กลายเป็นการทรมานตนของคนขาดปัญญา
ตัวอย่างที่ชัด คือ ธุดงค์ ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติที่ยกขึ้นมาถือ คือเป็นพรตชุดหนึ่ง แต่อย่างที่ว่าแล้ว ของเราไม่รุนแรงอย่างเขา แค่ใช้ขัดเกลากิเลส เช่น นอกพระพุทธศาสนา เขาถือพรตอดอาหาร เราถือธุดงค์แค่ฉันมื้อเดียว นอกพระพุทธศาสนาเขาถือไม่นุ่งผ้า หรือนุ่งแบบคนป่า ปิดข้างหน้า เปิดข้างหลัง หรือปิดข้างหลัง เปิดข้างหน้า เราถือธุดงค์แค่นุ่งห่มจีวรบังสุกุล
เป็นอันว่าพรต คือ วต เป็นหลักใหญ่ของชีวิตที่ถือไว้โดยเข้าใจว่าจะทำให้หลุดพ้น ไม่ใช่เป็นธรรมเนียมวิธีปฏิบัติในแต่ละกิจแต่ละเรื่อง อย่างที่ว่าแล้วกิจวัตรก็อยู่ใน วตฺต คือ วัตร ไม่ใช่ พรต แยกให้ได้นะ ในอรรถกถาบาลีของไทยเรา คำนี้สับสนพลาดไป
เป็นอันว่า ในคำว่า “สีลัพพต” ได้แก่ ศีลและพรตนั้น คือ สีล และวต (พรต ไม่ใช่วัตร)
ทีนี้ “ปรามาส” แปลว่า การยึดถือมั่นจนเลยเถิด ถือเลยเถิดเป็นอย่างไร ที่ว่ายึดถือศีลพรตเลยเถิด ก็คือไม่ถือให้ตรงตามจุดมุ่งหมาย ก็เลยไม่ตรง ไม่พอดี จึงเลยเถิดไปเสีย
ยึดถือตามจุดมุ่งหมาย คือ ถือปฏิบัติโดยมีความรู้เข้าใจด้วยปัญญา ถ้าไม่มีปัญญาจะรู้จุดหมายได้อย่างไร พูดสั้นๆ ก็คือว่าถือปฏิบัติด้วยปัญญาที่รู้ความมุ่งหมาย เมื่อรู้ความมุ่งหมาย ก็ปฏิบัติถูกต้องได้ เมื่อเราจะปฏิบัติอะไร เราศึกษาไต่ถามให้รู้ชัดลงไปว่า อันนี้มีความหมายอย่างนี้ มีความมุ่งหมายอย่างนี้ เราก็ปฏิบัติให้ถูกต้องตามความมุ่งหมาย เวลาทำอะไร ก็มองไปที่จุดหมาย อย่างนี้ไม่เป็นสีลัพพตปรามาส
การยึดถือปฏิบัติที่เป็นสีลัพพตปรามาสนั้น เป็นความผิดพลาดเลยเถิดไปเพราะเจตนาของใจที่ขุ่นมัวโง่เลอะ ก็เลยยึดถือไปตามกิเลสที่เป็นเหตุต่างๆ คือ
1.สีลัพพตปรามาสด้วยโมหะ คือยึดถือด้วยโมหะถือโดยหลงโง่งมงาย ปฏิบัติตามๆ เขาไปอย่างนั้นๆ โดยไม่รู้เรื่อง โดยไม่รู้ความหมาย ไม่รู้ความมุ่งหมาย อย่างที่ว่าแล้วเขาสอนมาอย่างนั้น อาจารย์ทำมาก็ทำตามกันไป อย่างนี้เป็นกันมาก เป็นสีลัพพตปรามาสด้วยโมหะ
2.สีลัพพตปรามาสด้วยโลภะ ข้อนี้ท่านยกตัวอย่างบ่อยๆ เช่น ถือศีลโดยอยากไปเป็นเทวดา คิดว่า เราถือศีลอย่างนี้แล้วจะได้เป็นเทวดาองค์นั้นองค์นี้ จะได้มีอำนาจฤทธิ์เดชอย่างนั้นๆ เรียกว่า ยึดถือด้วยโลภะ ที่จริงนั้นการไปเป็นเทวดา ไปสวรรค์อะไรๆ นั้น เป็นเรื่องของผลพลอยได้ เป็นผลพ่วง เมื่อปฏิบัติถูกก็ไปเอง เป็นธรรมดาของมัน ไม่ต้องไปอยาก
3.สีลัพพตปรามาสด้วยโทสะ เช่น ยึดถืออย่างเป็นปฏิกิริยา ได้ยินเขาว่าแล้วขัดใจขึ้นมา ฮึดฮัดบอกว่า ข้าจะถือของข้าอย่างนี้แหละ ใครจะว่าอย่างไรก็ว่าไป โกรธ อย่างนี้ก็โทสะ
ที่กล่าวมานี้เป็นการยกตัวอย่าง รวมความว่าสีลัพพตปรามาสจะเกิดขึ้น เมื่อไม่ปฏิบัติด้วยปัญญา พูดสั้นๆ เอาง่ายๆ ก็ว่าปฏิบัติด้วยกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ แม้จะทำด้วยริษยาหรือกิเลสอะไร ก็อยู่ในนี้







