posttoday

หลวงพ่อโชติ ผู้ดับพายุด้วยปลายนิ้ว

01 พฤศจิกายน 2558

อภินิหารเหตุการณ์อัศจรรย์ที่วงการพระเครื่องรับรู้ดีว่า หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืดนับเป็นตำนานเล่าขานจวบจนปัจจุบัน

โดย...เอกชัย จั่นทอง

หลวงพ่อโชติ ผู้ดับพายุด้วยปลายนิ้ว

 

อภินิหารเหตุการณ์อัศจรรย์ที่วงการพระเครื่องรับรู้ดีว่า หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืดนับเป็นตำนานเล่าขานจวบจนปัจจุบัน ในเหตุการณ์แสดงพลังอานุภาพด้วยการเหยียบน้ำทะเลเปลี่ยนเป็นน้ำจืด จึงเป็นเรื่องราวแปลกตาแปลกใจของผู้ศรัทธาหลวงปู่ทวดทุกคน นั่นแสดงถึงการที่หลวงปู่ทวดเป็นผู้มีบุญฤทธิ์แก่กล้า จนกระทั่งสามารถควบคุมและเปลี่ยนแปลง อันแสดงถึงภาวะ “ผู้มีอำนาจเหนือธรรมดาโลก” ส่งผลให้ท่านเป็นพระเกจิที่น่าเลื่อมใสศรัทธามากที่สุดองค์หนึ่งในหมู่พุทธศาสนิกชน

ยังมีเกจิอาจารย์อีกรูปหนึ่งที่สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อย่างน่าแปลกใจไม่แพ้หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด นั่นคือ หลวงพ่อโชติ หรือพระเทพสุทธาจารย์ แห่งวัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ที่สามารถชี้พายุให้ดับลงและเขี่ยก้อนหินให้เบาเหมือนสำลี นอกจากท่านจะเป็นพระอาจารย์ที่มีพลังจิตน่าอัศจรรย์แล้ว ยังยากที่จะมีผู้ใดมาเทียบเสมือนได้ เหนืออื่นใดท่านยังระลึกชาติและรับรู้เรื่องราวในอนาคตได้นับสิบปี

ความวิเศษในพลังลี้ลับทำให้หลวงพ่อโชติพยายามหลีกเลี่ยงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด สาเหตุเนื่องจากท่านต้องการแสวงหาที่ปลีกวิเวกหวังบรรลุในมรรคผล ที่สุดแล้วท่านขัดต่อพระราชศรัทธาขององค์สมเด็จพระประมุขแห่งชาติไม่ได้ รวมถึงประชาชนลูกศิษย์ลูกหาที่เลื่อมใสศรัทธาในตัวหลวงพ่อโชติ ต้องจำยอมรับตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดวชิราลงกรณวรารามวรวิหาร ซึ่งเป็นวัด ที่สร้างเพื่อเทิดทูนพระอิสริยยศ แด่ทูลกระหม่อมเจ้าฟ้าชายฯ ให้สืบธำรงศาสนาต่อไป

หลวงพ่อโชติ เดิมชื่อ เล็ง นามสกุล เมืองไทย เมื่ออายุ 16 ปี บิดามารดาได้นำหลวงพ่อโชติไปฝากเรียนกับหลวงน้าที่วัดนาแห้ว จนมีความรู้แตกฉานในพระพุทธศาสนาและภาษาขอมอย่างลึกซึ้ง ก่อนลาสิกขาไปนานกว่า 20 ปี ก่อนแต่งงานและมีบุตร 3 คน ที่สุด เล็ง ในวัย 45 ปี ได้เสียชีวิต และมาเกิดกับเหรียญ ซึ่งเป็นพี่สาว มีชื่อว่าโชติ พออายุได้ 16 ปี มารดาได้นำไปบวชเรียนกับพระอาจารย์ดูลย์ อตุโล เจ้าอาวาสวัดบูรพาราม โดยระหว่างบวชเรียนนั้นก็สามารถอ่านหนังสือขอมกัมพูชาโดยไม่ต้องเรียน เพราะได้เรียนมาแล้วในชาติก่อน ตลอดยังสามารถจดจำเรื่องราวต่างๆ ในชาติก่อนได้อย่างดี กระทั่งอายุเข้าวัย 20 ปี ได้บวชเป็นพระภิกษุ ก่อนเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระสมุห์โชติเรื่อยมาตามลำดับ

หลวงพ่อโชติเป็นภิกษุที่ค่อนข้างถือสันโดษ เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ไม่ฝักใฝ่ในความโลภ ละความโกรธ หลง มีกิริยาสำรวมทั้งกาย วาจา ใจ จนเป็นที่น่าเลื่อมใสศรัทธาอย่างยิ่ง กระนั้นเมื่อใครพบหรือพูดคุยกับท่านเพียงครั้ง มักจะเกิดความศรัทธาในหลวงพ่อโชติไปตลอด หลวงพ่อไม่ได้แจกของหรือมีของดีอะไรมอบให้กับญาติโยม แต่ท่านมีคำสั่งสอนและความเมตตากรุณาต่อมนุษย์และสัตว์ นั่นทำให้ผู้ที่ได้สัมผัสพบเจอรู้สึกประทับใจปลาบปลื้ม แม้แต่อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย เมื่อพบหลวงพ่อโชติยังต้องเข้ามากราบที่ตักท่านทุกครั้ง แต่เหนืออื่นใดหลวงพ่อโชติยังได้เจริญรอยตามองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อสืบสานพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไปด้วย

เหตุการณ์ชี้พายุดับ นั่นมาจากช่วงสมัยที่ท่านมีสมณศักดิ์เป็นพระธรรมฐิติญาณ เมื่อถึงช่วงออกพรรษา ท่านต้องออกไปทำการอบรมพระภิกษุทั่ว จ.สุรินทร์ เพื่อให้พระสงฆ์ได้รู้แจ้งเห็นจริงในพระธรรมปรมัตถ์ ครั้งหนึ่งขณะที่หลวงพ่อโชติกำลังบรรยายธรรมอยู่ได้เกิดมีพายุพัดอย่างแรง ต้นใบหญ้าที่พายุพัดมาได้เรียบเป็นหน้ากลองด้วยพลังแห่งธาตุลม หลวงพ่อโชติได้หยุดสอนชั่วครู่หนึ่ง แล้วใช้มือชี้เพื่อห้ามพายุให้ดับสงบลงทันที นั่นก็เพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา ก่อนที่เจ้าพายุลูกนั้นจะเข้ามาทำลายศาลาวัด เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้พระภิกษุสงฆ์เหล่านั้นถึงกับตกตะลึงในความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อโชติมาจนทุกวันนี้

ปกติแล้วหลวงพ่อโชติเป็นพระที่ไม่ค่อยพูด เมื่อใดที่ได้พูดแล้วจะมีสีสันสร้างอรรถรสที่ทำให้ผู้ฟังต้องสะดุ้ง เพราะเวลาท่านเงียบ ท่านจะสำรวมกาย วาจา และใจ เพื่อให้อยู่ในสมาธิตลอดเวลา ด้วยลักษณะท่าทางภายนอกหากผู้ไม่เคยสัมผัสใกล้ชิดท่านหรือเคยเห็นอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เอง แทบไม่มีใครเชื่อเลยว่าหลวงพ่อโชติจะมีพลังลี้ลับเหล่านี้ซ่อนอยู่

ส่วนการรับรู้เห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าได้นั้น ย้อนไปเมื่อครั้งหลวงพ่อโชติเดินทางเข้ามากรุงเทพมหานคร มีญาติโยมนิมนต์หลวงพ่อโชติไปฉันเพลที่บ้าน ท่านจึงนั่งรถจากวัดบวรนิเวศมาลงที่สะพานควาย เพื่อต่อรถเมล์ไปอีก

ท่านเจ้าคุณโอภาส เจ้าอาวาสวัดป่าโยธาประสิทธิ์ จ.สุรินทร์ ที่ติดตามหลวงพ่อโชติมาด้วย เล่าว่า พอรถเมล์มาจอด ทั้งที่รถว่างหลวงพ่อโชติยังไม่ยอมขึ้นรถ ท่านบอกว่าให้ไปรถคันหลัง พอรถคันหลังมาท่านจึงได้ขึ้น ระหว่างที่นั่งรถเมล์คันหลังนั้น ได้เห็นรถคันแรกที่หลวงพ่อโชติไม่ขึ้น ปีนฟุตปาทไปชนเสาไฟฟ้าจอดตายอยู่ นั่นคือตัวอย่างเรื่องราวที่หลวงพ่อโชติเห็นล่วงหน้า

ที่สุดแล้วช่วงปี 2517 หลวงพ่อโชติเกิดอาพาธและมรณภาพด้วยอาการสงบ เมื่อวันที่ 24 มี.ค.ในปีดังกล่าว ญาติโยมจึงนำร่างหลวงพ่อโชติไปไว้ที่วัดตั้งบำเพ็ญกุศลที่โคราช ปรากฏว่าเมื่อร่างไร้วิญญาณของหลวงพ่อมาถึง ญาติโยมรวมถึงพระสงฆ์และสามเณรที่เลื่อมใสศรัทธา ต่างพากันแย่งดึงจีวรเอาไปไว้บูชาจนหมด ทำให้รองเจ้าอาวาสวัดต้องนำผ้ามาครองให้ท่านใหม่

ข่าวล่าสุด

คลังเปิดลงทะเบียนบัตรคนจน มิ.ย.-ก.ค.นี้ คาดผ่านเกณฑ์น้อยกว่า 13.4 ล้านคนคน