posttoday
เสื้อแดง ต้องไม่เป็นเหยื่อ

เสื้อแดง ต้องไม่เป็นเหยื่อ

01 พฤศจิกายน 2558

ดีเดย์ 1 พ.ย. 2558 ที่มีการปลุกกระแสให้แนวร่วมคนเสื้อแดงพร้อมใจกัน “สวมเสื้อแดง” เพื่อให้กำลังใจ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

โดย...เลอลักษณ์ จันทร์เทพ / ธนพล บางยี่ขัน

ดีเดย์ 1 พ.ย. 2558 ที่มีการปลุกกระแสให้แนวร่วมคนเสื้อแดงพร้อมใจกัน “สวมเสื้อแดง” เพื่อให้กำลังใจ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกตีความได้หลายมุมมอง ทั้งเกมลับ-ลวง-พราง ต่อการเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือเพราะความเปราะบางไม่เป็นเอกภาพของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) สุดท้ายกลับทำให้กระแสนี้อ่อนแรงลงไป

หลังเก็บเนื้อเก็บตัวมานาน ตู่-จตุพร พรหมพันธุ์ ในฐานะหัวขบวนคนเสื้อแดงให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ ชี้พิรุธและเงื่อนงำของการนัดสวมเสื้อแดงว่าเป็นเรื่องไม่ปกติ ซึ่งคาดว่าจะมีการสร้างสถานการณ์และทำให้เสื้อแดงต้องตกเป็นจำเลยของประเทศนี้โดยทันที

“การนัดหมายของคนเสื้อแดงไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดก็ตาม จะต้องระบุตัวตนชัดเจน และถ้าเป็น นปช.จะนัดหมายอย่างเป็นทางการ ผมจะเป็นคนนัดเองในฐานะผู้รับผิดชอบ แต่ครั้งนี้อยู่ดีๆ มีการปล่อยข่าวออกมา โดยมีเพียงแค่แผ่นกระดาษโปสต์การ์ด 1 แผ่น ใครเชื่อก็เลอะเทอะเต็มทีแล้ว ต้องยอมรับว่าคนที่ปล่อยได้เลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะคนเสื้อแดงกำลังเป็นห่วงนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่ได้รับชะตากรรมมากมาย”

จตุพรไล่เรียงข้อพิรุธที่สังเกต คือ 1.คำสัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า ถ้าเกิดเหตุวุ่นวายแกนนำต้องถูกจับ มีเรื่องอะไรแกนนำต้องรับผิดชอบ

2.การตั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เป็นผู้รับผิดชอบในการปราบมาเฟียและอาวุธสงคราม ขณะเดียวกันก็พูดออกมาว่าไม่เกี่ยวกับคนเสื้อแดง ถ้าคนฟังแบบไม่คิดก็ผ่านไปได้ แต่ส่วนตัวฟังแล้วคิดว่าถ้าการปฏิเสธนั่นคือใช่ เพราะ พล.อ.ประวิตร พูดชัดเจนว่ายังมีอาวุธปืนที่หายไปในเหตุปี 2553 ทั้งที่อาวุธปืนที่เคยนำขึ้นไปบนเวที นปช.ได้คืนไปหมดแล้ว และ 3.สิ่งที่นายกฯ พูดย้ำว่าตนเองมีอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ มีอำนาจตามมาตรา 44

ประธาน นปช. ยืนยันว่า การนัดหมายครั้งนี้ทางแกนนำ นปช.เองเมื่อไม่รู้ที่มาที่ไป แต่จะเห็นว่าคนที่เสนอเงื่อนไขนี้เตรียมคำอธิบายไว้เสร็จ คือ ถ้าไม่เห็นด้วยก็แปลความว่าไม่รักไม่ห่วงนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เหมือนกฎหมายปิดปาก และส่วนตัวไม่เคยตามใจใครอยู่แล้ว

ดังจะเห็นว่า ตั้งแต่เรื่องนิรโทษกรรมสุดซอยและอีกหลายเรื่องที่เคยเห็นต่างกับพรรคเพื่อไทย เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องเอาใจคนที่ต้องการให้สถานการณ์เลวร้าย โดยที่ฝ่ายประชาชนไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย จึงพูดเสมอว่า “ถ้ายังไม่ชนะอย่างเพิ่งรีบไปแพ้ เวลานี้เราต้องสู้กันด้วยความเท่าทัน”

จตุพร วิเคราะห์ว่า วันนี้ที่ผู้มีอำนาจกลัวและวิตกต่อคนเสื้อแดงที่นิ่งได้ แต่ไม่นิ่งก็ได้ เงียบได้ แต่ไม่เงียบก็ได้ จะดังขึ้นมาก็ได้ ดังนั้นจึงต้องพยายามทำลายคนเสื้อแดงโดยเลือกจุดที่เปราะบาง คือพุ่งไปที่แกนนำหลัก ให้ถูกข้อครหาว่าทิ้งนายกฯ ยิ่งลักษณ์ แต่นายกฯ ยิ่งลักษณ์และตัวเขาต่างเข้าใจดีว่าเป็นเกม จึงให้คนใกล้ชิดออกมาแถลงข่าวแก้ ว่าไม่รู้ว่าเรื่องนี้เป็นมาอย่างไร และไม่ใช่แนวทางของตนเอง

“พวกเราตั้งแต่ปี 2549 ผ่านเรื่องราวมากมาย ผมเองขึ้นศาลด้วยคดีกว่า 40 คดี บางเรื่องก็ไม่เคยรับรู้และไม่ได้ไปเกี่ยวข้อง หลายเหตุการณ์พวกเราเหมือนแมงเม่า ที่ต้องคอยแบกรับภาระต่างๆ และอธิบายเรื่องราวมากมาย”

ประธาน นปช. ยอมรับว่า ปรากฏการณ์นัดให้กำลังใจนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่มีกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยในกระบวนการคนเสื้อแดงไปร่วมปลุกกระแสนั้นมีอยู่จริง แต่คนกลุ่มนี้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเขาปฏิบัติตนเป็นอิสระ ไม่ได้ขึ้นแก่กันหรือมาประสานงานอะไรกัน แต่คอยจะผสมโรงในเรื่องราวต่างๆ หลายครั้งก็เป็นปัญหาให้กับทัพใหญ่

ดังนั้น เมื่อกลุ่มแดงกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยที่ไปฮุบเบ็ดจะโดยจงใจหรือเป็นทฤษฎีสมคบคิดก็ตาม ก็เปลี่ยนว่าจะสั่งการเอง แล้วประกาศว่าทำไมต้องรับฟังคำสั่ง ทั้งที่กระบวนการ นปช.ชัดเจนมาตั้งแต่ต้น ว่าเราไม่มีสายงานแบบบังคับบัญชา เพราะไม่ใช่องค์การที่ให้คุณให้โทษหรือให้ประโยชน์กับใครได้ ให้ได้อย่างเดียวคือความรู้สึกในการต่อสู้เท่านั้น เพราะฉะนั้นจะได้เห็นถึงท่วงทำนองประหลาดๆ ในการเปลี่ยนแปลงถ้อยคำแล้วไปปลุกระดมกัน

จตุพร เล่าให้ฟังว่า ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา ทัพใหญ่นิ่งสงบ อดทน และรอคอย เพื่อต้องการให้คนไทยแต่ละฝ่ายไม่ว่าจะเชื่อทางการเมืองอย่างไร จะเชื่อแบบ สุเทพ เทือกสุบรรณ หรือสนธิ ลิ้มทองกุล หรือแบบรัฐบาลขณะนี้ก็ตาม ให้ได้เห็นว่าเมื่อไม่มีคนเสื้อแดงออกไปขับเคลื่อน ปัญหาในทุกมิติทั้งเศรษฐกิจ การต่างประเทศและการเมือง ก็ยังมีอยู่และหนักขึ้นด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นความล้มเหลวไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคนเสื้อแดง

“ถ้าเราไม่ฉายภาพให้คนได้เห็นโดยที่เราไม่ต้องพูดเองก็จะไม่มีคนฟัง เราต้องอย่าลุกออกจากโรงหนังก่อนที่หนังจะจบ เวลานี้หนังใกล้จบแล้ว แต่ปรากฏว่ามีใครไม่รู้เรียกให้ออกมาจากโรงหนัง เพราะฉะนั้นคนที่คิดเกมนี้อำมหิตพอสมควร”

ถูกซ้อนแผนด้วยความพาซื่อ

ถามว่ากลุ่มนี้เป็น “แดงเทียม” อย่างที่หลายฝ่ายเรียกขานหรือไม่ ประธาน นปช. อธิบายว่า จะว่าเป็นแดงเทียมก็ไม่ใช่ แต่เขามีอิสระมาตั้งแต่ต้น เขาไม่ได้ร่วมจมหัวจมท้ายกับเรามาตั้งแต่ต้น และเชื่อว่าการข่าวของภาครัฐก็จะรู้จักคนกลุ่มเหล่านี้ว่าไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพวกตน ที่ผ่านมาเวลาร่วมกิจกรรมก็น้อยมาก เขาจะมีกิจกรรมของตัวเอง

ขณะที่ทัพใหญ่ นปช.เป็นองค์กรที่เปิดเผยทุกเรื่องในการขับเคลื่อนทุกอย่าง และสามารถเปิดเผยได้ แต่พวกที่เป็นแดงเทียม คือ กลุ่มคนที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำภารกิจ สร้างสถานการณ์ หลายเหตุการณ์ในอดีตเราถูกซ้อนแผนมาโดยตลอดจากความพาซื่อ

ทั้งนี้ จุดแข็งคนเสื้อแดง คือ คนจำนวนมากและเราใช้แนวทางสันติวิธี เพราะฉะนั้นการทำลายกระบวนการคนเสื้อแดงง่ายที่สุด คือ ทำให้ไม่สันติวิธี เมื่อคนในอุดมการณ์มีความเชื่อแบบสุดโต่งเป็นความเชื่อที่ไม่ต้องการที่จะรับผิดชอบอะไรเลย บางคนอยู่ไกล แต่กลับมาระดมนัดคน ทั้งที่ตัวเองไม่ได้อยู่ในประเทศไทยก็มี แบบนี้มีอยู่ตลอด

“หลายคนอาจจะคิดว่าเรื่องการนัดหมายคน ผมจะไม่กล้าขัด แต่ไม่ใช่ หรือแม้แต่การให้สัมภาษณ์แบบกลางๆ แล้วปล่อยให้ผ่านไปไม่ได้ มันจะทำให้ล้มทั้งกระดาน เมื่อหนังใกล้จบแล้วคนเสื้อแดงใส่เสื้อแดงออกไปในวันที่ 1 พ.ย.จะมีคนใส่เสื้อแดงกระทำการที่ไม่คาดฝัน และท้ายที่สุดปัญหาของประเทศที่ล้มเหลวก็จะหล่นบนหัวคนเสื้อแดงอีก เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องแดงแตกคอ เพราะคนเหล่านั้นไม่ใช่คนที่ร่วมจมหัวจมท้ายกับเรามาตั้งแต่ต้น แต่เราต้องมาแบกรับภาระที่ต้องชี้แจงกับเรื่องที่เราไม่ได้ทำหลายเรื่อง”

ถามถึงจำนวนมวลชนคนเสื้อแดงกลุ่มเล็กๆ นั้น จตุพร ประเมินว่า ตามที่เห็นที่เขาไม่สามารถที่จะประกาศรวบรวมคนได้ ซึ่งต่างจาก นปช.เวลาระดมคนจะระดมคนได้เป็นจำนวนเรือนแสน ทุกครั้งกลุ่มคนเหล่านี้จะไปตั้งเวทีเล็กๆ ในที่ชุมนุมเรา แล้วไปเกิดเรื่อง เป็นปัญหา แต่การที่เราเกรงใจ ให้เกียรติกันจึงปฏิบัติด้วยดีมาตลอด อีกทั้งส่วนตัวไม่ได้มีหน้าที่ต้องไปเคลียร์หรือทำความเข้าใจกับใคร แต่พยายามจะบอกว่าเพียงแค่ใครทำอะไรและตัวเองรับผิดชอบในสิ่งนั้นก็ทำไป

“ที่ผ่านมา เรายืนหยัดแนวทางประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข หลายคนที่อาจจะคิดว่าเมื่อจุดกระแสนี้ขึ้นมาคิดว่าจะชนะ จะได้สะใจกัน เมื่อผมมายืนขวางเปรียบเสมือนว่าเป็นอุปสรรค แต่ท้ายที่สุดแล้วปลายทางทุกอย่างจะหล่นมาใส่บนหัวพวกตนเองเต็มๆ”

จตุพร ระบุต่อไปว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาประกาศว่าถ้าเกิดอะไรขึ้น มีเหตุอะไรจะจับแกนนำให้หมด พวกตนไม่ได้กลัวถูกจับ แต่นี่ไงคือตัวตนที่แท้จริงของแต่ละฝ่ายที่ต้องการให้เกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้น จากนี้ก็ต้องการรวบหัวรวบหาง เพราะท้ายที่สุดกระบวนการรวบรวมประชาชนนั้น ใครก็ต่างรู้ว่าตรงไหนที่รวบรวมประชาชนได้ และมีหลักมีแนวทางที่ประชาชนเชื่อมั่น

ส่วนข้อสงสัยที่ว่า กลุ่มคนเสื้อแดงกลุ่มเล็กๆ เหล่านี้จะสมคบคิดกับ คสช.หรือไม่ แกนนำคนเสื้อแดง ตอบว่าไม่แน่ใจ เพราะคนที่ออกมาจุดกระแสเขาคิดว่าถึงเวลาแล้วเป็นช่วงที่เหมาะสม แต่ส่วนตัวคิดว่ายังไม่ใช่เวลา มันต้องอีกนิดหนึ่งก็จะถึงเส้นชัยอยู่แล้ว แต่การกระทำแบบนี้เหมือนว่าวิ่งสะดุดขาตัวเองก่อนถึงเส้นชัย ด้วยความเชื่อของแต่ละคนที่ล้วนแต่ไม่ได้อยู่หรือสัมผัสได้ในบริบทนั้นๆ

“เราอยู่ในเหตุการณ์ เรามีบทเรียนมาก เมื่อเรื่องนี้ถูกจุดโดยใครก็ไม่รู้บางพวกที่หลงอยู่ในจินตนาการท่องโลกไซเบอร์ ไม่เคยต้องคุกต้องตะราง เมื่อคิดว่าตนเองชนะ แต่พอมีเรื่องกลับให้ทัพใหญ่เข้าไปช่วย ถ้าไม่ช่วยก็ใจดำ แต่ถ้าช่วยก็เสร็จ เพราะความชอบธรรมไม่มีแล้ว เพราะฝ่ายที่เขาวางแผนจัดการวางซ้อนแผนหมดแล้ว ฝ่ายทหารรู้เรื่องสงครามไซเบอร์มานั้นเพื่อสงครามจิตวิทยา ที่ใครกุมความชอบธรรมได้ คนนั้นก็ชนะ”

จตุพร กล่าวอีกว่า ท่ามกลางความขัดแย้งฝ่ายผู้มีอำนาจ วิธีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของผู้ที่มีอำนาจตั้งแต่ในอดีต เมื่อเถียงกันแล้วตกลงไม่ได้ ก็แค่ตะโกนออกมาเพียงว่า “ทักษิณ-เสื้อแดง” เพราะฉะนั้นถ้าเสื้อแดงถูกปั่นจนกระทั่งเข้ามาในสถานการณ์นี้ ฝ่ายผู้มีอำนาจซึ่งมีความขัดแย้ง เขาก็จะสมานฉันท์กัน จับมือกันชั่วคราว และจัดการเสื้อแดงที่เป็นศัตรูร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม หากเสื้อแดงไม่เล่นตามเกมเขา ความขัดแย้งในส่วนของผู้มีอำนาจก็จะมีดำรงอยู่ไปชัดเจน ซึ่งรอวันปรอทแตกอยู่แล้ว อยากถาม พล.อ.ประยุทธ์ ที่ออกมาระบุว่าตนเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์ มีอำนาจตามมาตรา 44 ซึ่งต้องการบอกกับพวกตนและคนอื่นด้วย แต่ขณะนี้บนกระดานการเมืองได้เห็นกันหมดว่าใครกำลังทำอะไรกันอยู่

“ในวันที่ 1 พ.ย. การใส่เสื้อแดงหรือไม่ใส่เสื้อแดงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ถ้าใส่แล้วใช้ชีวิตตามปกติ ก็ไม่มีปัญหาอะไร ที่ผมออกมาเตือนเพราะสถานการณ์ครั้งนี้มันเป็นเกม ปัญหาที่จะเกิดคือพวกที่ใส่แล้วถูกเซตอัพขึ้นมาสร้างสถานการณ์ที่จะพลิกวิกฤตที่เกิดขึ้นในซีกผู้มีอำนาจนั่นแหละของจริง

...วันนี้ถ้าผมไม่สนใจ แล้วรอเห็นความหายนะที่รออยู่ในเบื้องหน้าในอีกไม่กี่วัน ผมทำไม่ได้ เหตุการณ์จะไปไกลเกินว่าที่ประชาชนจะรับมือไหว วันนี้ซีกของผู้มีอำนาจอยู่ในจุดที่ปรอทใกล้แตก ซึ่งคนที่จะมาช่วยสถานการณ์นี้ได้คือคนเสื้อแดงที่จะเข้าไปเป็นเหยื่อให้เขา”

ไม่มีใครเป็นเจ้าของ นปช.

ในฐานะประธาน นปช. เขายืนยันหนักแน่นว่า แกนนำหลักๆ วันนี้คุยกันตลอดแต่ไม่เป็นทางการเท่านั้น โดยทุกคนยังอยู่กันเหนียวแน่นครบถ้วน ไม่มีเปลี่ยนแปลง ที่ผ่านมาเคยได้เตือนทุกคนว่า คำว่าแกนนำเป็นคำสมมติ วันหนึ่งถ้าทรยศต่อประชาชน ทรยศต่ออุดมการณ์วีรชน ก็จะไม่มีประชาชนตาม เพราะที่เขายกให้เป็นแกนนำนั้นไม่ใช่เพราะติดที่รูป รส กลิ่น เสียง แต่เขายึดติดที่แนวทาง การต่อสู้ จุดยืน อุดมการณ์

“ระยะเวลาจะคัดกรองบุคคลที่อดทนแข็งแรงขึ้นมา ระหว่างทางทุกฝ่ายมีปัญหากันหมดไม่ว่าจะฝ่ายไหนก็ตาม จุดที่จะรักษาได้ยาวนานคือจุดยืนที่มั่นคงไม่ไหวเอน ถ้ากระบวนการฝ่ายประชาธิปไตยตามตำราพิชัยสงครามที่ว่า รู้เขารู้เรา วันนี้อย่าว่าแต่รู้เขาเลย ถ้ายังไม่รู้เรา รบร้อยครั้งก็แพ้ร้อยครั้ง

...วันนี้ผมจะไม่พูดว่าคนเสื้อแดงแตกหรือไม่แตก แต่องค์การนี้ยืนหยัดกันมาแบบนี้ ไม่มีใครเป็นเจ้าของกระบวนการต่อสู้นี้ เราอยู่ท่ามกลางความแตกต่างกันได้แต่มีแนวทางชัดเจน ผมไม่สนใจว่าใครมาโพสต์เห็นต่าง แล้วกระบวนการคนเสื้อแดงจะแตกคอ หลักคือเมื่อทัพใหญ่มีมติตัดสินใจอย่างไรเราจะเดินตามนั้น แม้ว่าบางคนจะเข้าร่วมด้วยหรือไม่ก็ตาม เชื่อว่าทุกองค์กรก็เป็นแบบนี้ นี่คือโลกแห่งความเป็นจริง”

กับคำถามสุดท้ายที่ว่าการที่คนเสื้อแดงสงบนิ่งเพราะอ่อนกำลังจริงหรือไม่ ประธาน นปช. กล่าวปฏิเสธทันทีว่า ไม่จริง แต่ความจริงคือตั้งแต่แรกมีคนกล่าวหาว่าเราว่าจ้างคนมาต่อสู้ จ้างคนมาตาย บอกได้เลยว่าไม่มีใครจ้างใครให้มาตายได้ และส่วนตัวก็เป็นลูกชาวบ้านไม่มีเงินตรา อำนาจ หรือความรู้มากมาย แต่เรามีสมบัติชิ้นเดียวคือ ความซื่อสัตย์ต่อประชาชนในการต่อสู้

“ผมจะไม่ยอมเสียสิ่งนี้ไป และต้องไม่มีหน้าที่ตามใจใคร เพียงแต่จะต้องสุขุมและรักษากระบวนการประชาชนนี้ ไม่ให้เกิดความเพลี่ยงพล้ำ แม้ที่ผ่านมาเราถูกลากเข้าไปในศึกที่เขาไม่ได้กำหนดอะไรเลย สู้อย่างไรก็ไม่มีโอกาสชนะ แต่ตลอดระยะเวลา ประชาชนเข้าใจ ยกเว้นแต่คนที่ไม่เคยเข้าใจ เขาก็จะไม่เข้าใจ” ประธาน นปช. กล่าวทิ้งท้าย

“ในวันที่ 1 พ.ย. การใส่เสื้อแดงหรือไม่ใส่เสื้อแดงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ที่ผมออกมาเตือนเพราะสถานการณ์ครั้งนี้มันเป็นเกม ปัญหาที่จะเกิดคือพวกที่ใส่แล้วถูกเซตอัพขึ้นมาสร้างสถานการณ์ที่จะพลิกวิกฤตที่เกิดขึ้นในซีกผู้มีอำนาจนั่นแหละของจริง"

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน