
แฮ็กกิ้ง บันลือโลก
ในขณะที่ทั่วโลกเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่สามารถทำธุรกรรมได้ง่ายเพียงปลายนิ้วคลิก ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน
ในขณะที่ทั่วโลกเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่สามารถทำธุรกรรมได้ง่ายเพียงปลายนิ้วคลิก ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน บริษัทซอฟต์แวร์ด้านการรักษาความปลอดภัยชื่อดัง แคสเปอร์สกี ก็ได้เปิดเผยข้อมูลอันชวนตกใจเมื่อช่วงต้นปีนี้ว่า นับตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา มีธนาคารและสถาบันการเงินกว่า 100 แห่งทั่วโลก จาก 30 ประเทศ ตกเป็นเป้าหมายการแฮ็กกิ้งและถูกล้วงเงินออกไปแล้วถึงราว 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (กว่า 3.5 หมื่นล้านบาท)
การเจาะระบบรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนาของแต่ละแบงก์เป็นฝีมือกลุ่มแฮ็กเกอร์จากรัสเซีย จีน ยูเครน และอีกบางประเทศในยุโรปที่ชื่อว่า คาร์บาแน็ก (Carbanak) โดยสามารถล้วงเงินไปได้สูงสุดถึง 10 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 350 ล้านบาท)/แบงก์/ครั้ง ถือเป็นอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ที่ฝีมือฉกาจและเป็นการปล้นแบงก์ครั้งใหญ่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยทีเดียว
ทว่า จากการแฮ็กโดยใช้มัลแวร์หรือโทรจัน เพื่อเข้าไปล้วงเอาเงินออกมาแบงก์ ปัจจุบันการโจมตีธนาคารเริ่มพบ “รูปแบบใหม่ๆ” ที่เปลี่ยนจากการขโมยเป็นการ “ข่มขู่/กรรโชกทรัพย์” โดยใช้วิธี Distributed Denial of Service (DDoS) หรือใช้เครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมาก ส่งข้อมูลเข้าไปยังเป้าหมายพร้อมๆ กัน เพื่อให้กินแบนด์วิธมากที่สุดจนรบกวนการทำงานของเว็บไซต์ ทำให้เว็บล่มไม่สามารถให้บริการลูกค้าตามปกติได้
ที่สำคัญกลุ่มหน้าใหม่นี้ไม่ได้ขอเงินเหรียญสหรัฐตามปกติ แต่เรียกร้องเป็นสกุลเงินดิจิทัล “บิตคอยน์” ซึ่งยากต่อการตามแกะรอย
ล่าสุด กลุ่มแฮ็กเกอร์นามว่า “Armada Collective” ได้ส่งอีเมลไปยังธนาคารพาณิชย์ 4 แห่งในไทย มุ่งหมายจะ “กรรโชกทรัพย์” โดยระบุว่าหากไม่ยอมจ่ายเงิน 50 บิตคอยน์ (ราว 6 แสนบาท) ก็จะใช้ปฏิบัติการ DDos ก่อกวนการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคาร ร้อนถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องตั้งโต๊ะแถลงสร้างความเชื่อมั่น
ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงฉุกเฉินระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐบาลสวิส (GovCERT.ch) ระบุว่า กลุ่มนี้เคยส่งอีเมลกรรโชกทรัพย์ในลักษณะเดียวกัน โดยเรียกเงิน 10 บิตคอยน์ กับบริษัทผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งในสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา พร้อมทำ DDos กับเว็บไซต์เป้าหมาย 15-30 นาที เพื่อข่มขู่ให้เหยื่อเห็นว่ามีศักยภาพในการลงมือโจมตีได้จริง
เป็นที่คาดว่าการข่มขู่ครั้งนี้อาจเลียนแบบมาจากกลุ่มแฮ็กเกอร์ DD4BC ที่เคยส่งอีเมลขู่กรรโชกเงินบิตคอยน์กับธนาคารและธุรกิจหลายแห่งทั่วโลกช่วงต้นปี 2015 เช่นที่ ฮ่องกง สวิตเซอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย และแผลงฤทธิ์ให้แบงก์หลายแห่งเสียหายคิดเป็นมูลค่า 1 แสนเหรียญสหรัฐ/ชั่วโมง (ราว 3.5 ล้านบาท) กับการแก้ปัญหาที่แบนด์วิธถูกกินเนื้อที่มหาศาลเพราะ DDos
อย่างไรก็ตาม GovCERT ได้ให้คำแนะนำกับบริษัทในสวิสก่อนหน้านี้ว่า หากเจอการข่มขู่ดังกล่าวให้เหยื่อเข้าแจ้งความและติดต่อผู้ให้บริการโครงข่ายอินเทอร์เน็ต (ISP) เพื่อหาทางป้องกันเพิ่มเติม
กลับมาดูที่ประเทศไทยปฏิบัติการตอบโต้นโยบาย “ซิงเกิ้ลเกตเวย์” ของเครือข่ายสังคมออนไลน์ช่วงต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ด้วยวิธีการล็อกเป้าโจมตี “เว็บไซต์รัฐบาล” ผ่านการนัดหมายทางเฟซบุ๊ก ระดมไอพีของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเข้าไปกระหน่ำกดปุ่ม “เอฟ5” หรือ Refresh ย้ำๆ ซ้ำๆ จนทำให้เว็บไซต์ล่มสะท้อนถึงความอ่อนแอทางไซเบอร์อย่างชัดเจน
4 เป้าหมายแรก ซึ่งถูกปฏิบัติการดีดอส-Distributed Denial of Service (DDoS) จัดหนักจนนำมาซึ่งความไม่พึงพอใจขนานใหญ่ของคนในคณะรัฐมนตรี ได้แก่ เว็บไซต์กระทรวงไอซีที เว็บไซต์บริษัท กสท โทรคมนาคม (CAT) และเว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล
ก่อนจะปฏิบัติการซ้ำอีกหลายเว็บไซต์ตลอดช่วง 2-3 วันต่อมา ไม่เว้นแม้แต่เว็บไซต์กระทรวงมหาดไทย ทำให้นายกรัฐมนตรีต้องขอร้องให้ชาวสังคมออนไลน์หยุดก่อการ
อย่างไรก็ตาม แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องในรัฐบาลจะดาหน้าออกมาชี้แจงว่า ปัจจุบันยังไม่มีการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับซิงเกิ้ลเกตเวย์ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้บรรยากาศการคัดค้านเบาบางลง
ในทางกลับกันโลกออนไลน์ได้เผยแพร่ “มติคณะรัฐมนตรี” เมื่อวันที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งนายกฯ ได้สั่งการให้เร่งรัดจัดตั้งซิงเกิ้ลเกตเวย์และให้รายงานความคืบหน้าในเดือนถัดไปคือเดือน ก.ย.
ท่ามกลางความไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะล้มเลิกซิงเกิ้ลเกตเวย์จริง เครือข่ายแฮ็กเกอร์ระดับโลกที่เรียกตัวเองว่า “อะนอนีมัส” (Anonymous) ซึ่งเคยเจาะระบบของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐสำเร็จมาแล้ว ได้ออกแถลงการณ์ร่วมคัดค้านนโยบายดังกล่าวของรัฐบาลไทยด้วย
ก่อนจะประกาศ “เจาะระบบข้อมูล” จากเซิร์ฟเวอร์บริษัท กสทฯ และตามมาด้วยการเจาะฐานข้อมูล-รหัสผ่านของ “กรมตรวจบัญชีสหกรณ์” “สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม” “กระทรวงสาธารณสุข” “สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา” “กระทรวงศึกษาธิการ” และเว็บไซต์อื่นๆ อีกหลายระลอก
จนถึงขณะนี้แม้จะยังไม่เกิดความเสียหายรุนแรงจากการโจมตีของกลุ่มแฮ็กเกอร์ต่างชาติ แต่ก็ไม่อาจนิ่งนอนใจได้ เพราะหนึ่งในข้อความทวิตเตอร์ @LastestAnonNews ได้ทวีตข้อความไว้ว่า “We hear you, Thailand. And we will not give up until our mission is complete. #OpSingleGateway”
“ประเทศไทย เราได้ยินเสียงคุณ และเราจะไม่หยุดจนกว่าภารกิจของเราจะสำเร็จ”







