
คงหมายเลขเมื่อย้ายค่าย แต่ไม่รู้เมื่อไรร
....สมผล ตระกูลรุ่ง
โทรศัพท์มือถือที่เรียกเป็นภาษาทางการเรียกว่า โทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์บนโลกใบนี้เสียแล้ว โดยเฉพาะวัยรุ่น คนในเจเนอเรชัน Y ที่มีความสามารถทำอะไรหลายๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน (แต่อาจไม่ดีแม้แต่อย่างเดียวก็ได้) มีความเข้าใจเทคโนโลยีดีกว่ารุ่นผม ซึ่งถูกผลักให้ไปเป็นคนเจเนอเรชัน X ซึ่งให้ความสำคัญกับการทำงานเก็บเงินไว้ใช้ตอนแก่ ให้ความสำคัญกับการทำงานอย่างเดียวให้ได้ดีที่สุด ไม่ชอบเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
คนรุ่นใหม่ในเจเนอเรชัน Y อยู่ในวัยเรียนและกำลังเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน คนกลุ่มนี้ใช้โทรศัพท์มือถือเป็นของประจำตัว เป็นปัจจัยที่ 6 ต่อจากรถยนต์ไปเสียแล้ว หลายคนมีโทรศัพท์มือถือมากกว่า 1 เครื่อง อาจจะเป็นเพราะโทรศัพท์มือถือยุคนี้ไม่เพียงเป็นเครื่องมือสำหรับพูดคุยกันเท่านั้น แต่สามารถทำงานรับใช้วัยรุ่นได้ทุกอย่าง
คนในเจเนอเรชัน Y แม้ทำงานในที่ทำงานแห่งเดียวกัน เขาจะพูดคุยกันน้อยลง จะนัดหมายกันด้วยการ BB แม้นั่งทำงานติดกัน ก็ยัง BB คุยกัน
การที่โทรศัพท์มือถือสามารถทำได้ทุกอย่าง เป็นทั้งคอมพิวเตอร์ รับส่งอีเมล ห้องแชตเคลื่อนที่ จะทวิตเตอร์หรือเข้าเฟซบุ๊กก็ได้ ทำให้คนยุคนี้ขาดความเป็นอิสระ ขาดสมาธิในการเรียน การทำงาน เพราะจะมีเสียงเจ้า BB คอยเตือนตลอดเวลาว่า มีคนส่งข้อความมาหา
และการเป็นเจ้าของโทรศัพท์มือถือสมัยนี้ ง่ายกว่าการกินอาหารดีๆ สักมื้อ เพราะราคาถูกมาก จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่คุณแจ๋วจากประเทศเพื่อนบ้าน จะมีโทรศัพท์มือถือกันทุกคน
ไม่ว่าโทรศัพท์มือถือจะพัฒนาไปไกลเพียงใด สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย คือ การเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างคงเส้นคงวา ของเจ้าของเครือข่ายที่มุ่งแสวงหากำไรจากผู้ใช้บริการที่จำเป็นต้องใช้โทรศัพท์มือถือเป็นการค้ากำไรเกินควร ไม่ต่างจากการทำนาบนหลังคน แต่ผู้บริโภคจำต้องทนเพราะไม่มีทางเลือกอื่น เนื่องจากเป็นธุรกิจผูกขาด เมื่อล่อให้คนใช้จนติดแล้ว จะรีดเลือดอย่างไรก็ได้ อยากจะเปลี่ยนไปใช้บริการของเครือข่ายอื่นก็ไม่ได้ เพราะต้องเปลี่ยนเบอร์ด้วย กลัวจะขาดการติดต่อ หรือบางคนมีเบอร์ดีๆ สวยๆ ก็อยากจะเก็บไว้เป็นเจ้าของตลอดไป จึงจำต้องใช้เครือข่ายเดิม แม้จะไม่ชอบโปรโมชันหรือไม่ชอบเจ้าของเครือข่ายก็ตาม
ด้วยเหตุนี้ เจ้าของเครือข่ายโทรศัพท์มือถือจึงร่ำรวยอย่างรวดเร็ว รวยจนไม่รู้จักคำว่าพอ เหมือนคนบางคนที่ร่อนเร่รับใช้กรรมเหมือนสัมภเวสีอยู่เวลานี้
เมื่อปีที่แล้ว คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ได้ออกประกาศเรื่อง หลักเกณฑ์บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2552 กำหนดหลักเกณฑ์การเปลี่ยนเครือข่ายได้โดยใช้เบอร์โทรศัพท์เดิม
จากวันนั้นถึงวันนี้ เกือบปีแล้ว แต่ก็ยังไร้วี่แววว่าจะเป็นจริง แม้ประกาศดังกล่าวจะกำหนดกรอบเวลาไว้แล้วก็ตาม แต่ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น
เจ้าของเครือข่ายไม่ยอมทำ ไม่อยากทำ เลี่ยงที่จะทำ หรือลืมไปแล้วว่าต้องทำ
ส่วนคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงนั้นเล่า ไม่อยากบังคับ ไม่ยอมบังคับ หรือได้ประโยชน์อันใดจึงไม่บังคับ หรือตั้งใจลืมเรื่องนี้ไปแล้ว
ข้อ 8 ของประกาศดังกล่าวกำหนดว่า
“ผู้ให้บริการต้องจัดให้มีบริการ การคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ภายในสามเดือนนับแต่วันที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ”ระยะเวลาที่มีผลบังคับใช้ คือ วันที่ 4 พ.ย. 2552
แต่ดูเหมือนคณะกรรมการท่านพอจะรู้ถึงความต้องการของเจ้าของเครือข่าย จึงให้โอกาสยืดเวลาได้ในวรรคสอง
“กำหนดเวลาตามวรรคหนึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ หากคณะกรรมการเห็นว่า การปรับกำหนดเวลาจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้บริการ”ประกาศฉบับนี้ พยายามกำหนดกรอบระยะเวลาไว้ เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการใช้วิชาศรีธนญชัย หลบเลี่ยงการบังคับใช้ และการขยายเวลาต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้ใช้บริการเท่านั้น
จนถึงวันนี้ ล่วงเลยเวลาไปกว่า 8 เดือนแล้ว ผู้ใช้บริการก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนเครือข่ายเบอร์เดิมได้ มีแต่ข่าวความจำเป็นของเจ้าของเครือข่าย
จนถึงวันนี้ ไม่มีการชี้แจงใดๆ จากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่าเกิดอะไรขึ้น ผู้ใช้บริการได้ประโยชน์อะไรจากการไม่บังคับเจ้าของเครือข่ายให้จัดบริการเปลี่ยนเครือข่ายเบอร์เดิมภายในเวลาที่กำหนดไว้
เห็นมีแต่การแถลงข่าวเรื่อง 3จี จากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ แต่ไม่เคยได้ยินพูดถึงเรื่องสิทธิของผู้บริโภคเลย
เจ้าของเครือข่ายก็ปิดปากเงียบ เหมือนไม่มีประกาศฉบับนี้ ยังมุ่งหน้าเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคต่อไป ด้วยความเคยชิน โดยเฉพาะพวกรายใหญ่ๆ ยิ่งใหญ่มากยิ่งเอาเปรียบอย่างเลวร้าย
โทรศัพท์มือถือจากเครือข่ายเล็กที่เกิดขึ้น ต้องต่อสู้กับเครือข่ายใหญ่เจ้าตลาดด้วยนโยบายราคา โดยให้บริการในราคาที่ถูกกว่า ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับผู้บริโภค เพราะทำให้ผู้บริโภคได้ใช้ของถูก แต่ก็ถูกเครือข่ายใหญ่ถึงใหญ่มาก กลั่นแกล้งด้วยการบล็อกสัญญาณที่โทร.จากเครือข่ายเล็ก ไม่ให้โทร.เข้าเครือข่ายของตนเองได้ เป็นการใช้ความได้เปรียบในทางธุรกิจที่ใหญ่กว่า รังแกผู้ให้บริการรายเล็ก แต่ผลคือ ผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อน
นักธุรกิจพวกนี้ ไม่ได้เห็นประชาชนคือผู้มีพระคุณ แต่เห็นเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่ง ที่เอาไว้ต่อรองหาผลประโยชน์ ประชาชนผู้ใช้บริการ จึงมักตกเป็นตัวประกันให้กับพวกนักธุรกิจไร้คุณธรรมเช่นนี้ตลอดมา และจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป ตราบใดที่นักธุรกิจเหล่านี้ยังคงท่องคาถา การแสวงหากำไรสูงสุด โดยไม่คำนึงถึงคุณธรรมจริยธรรม
การบล็อกสัญญาณ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย คือ พระราชบัญญัติวิทยุโทรคมนาคม ที่ห้ามผู้ให้บริการปิดกั้นสัญญาณระหว่างเครือข่าย เพราะผู้ที่เดือดร้อนคือประชาชนผู้ใช้บริการ หากมีปัญหาเรื่องคำตอบแทน ให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นพิจารณาชี้ขาด แต่จะใช้วิธีปิดกั้นสัญญาณ มาเป็นเครื่องมือในการต่อรองไม่ได้
แต่ผู้ให้บริการรายใหญ่ๆ เขาไม่ได้เห็นกฎหมายอยู่ในสายตา คนพวกนี้เขามั่นใจว่า เงินของพวกเขา บันดาลทุกอย่างให้พวกเขาได้ สามารถจ้างผีโม่แป้งให้ก็ได้
คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งมีอำนาจควบคุมดูแลผู้ให้บริการเหล่านี้ จึงต้องมีจิตสำนึกที่จะคุ้มครองประโยชน์ของผู้บริโภค มีหน้าที่ต้องบังคับใช้กฎหมายเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค
แต่ผู้คุมกฎของบ้านเรา มักจะถูกม่านสีม่วงสีเทาบังตา เห็นผิดเป็นชอบ กลับไปหาช่องปกป้องรักษาประโยชน์ของผู้ประกอบการเสียเอง เพื่ออนาคตหลังเกษียณ จะได้มีที่นั่งดื่มกาแฟและรับเงินค่าตอบแทนในฐานะที่ปรึกษาของบริษัท ดังที่เห็นๆ กันอยู่
หากยังเปลี่ยนจิตสำนึกของคนผู้มีอำนาจไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าจะเปลี่ยนประเทศไทยได้
หรือคุณอภิสิทธิ์ยังมั่นใจว่าทำได้







