
สะท้อนปัญหาในภาคเกษตรผ่าน 'ไข่แพง'
.....สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข
ประเทศไทยในฐานะที่เรียกตัวเองว่าเป็นประเทศเกษตรกรรม และมีศักยภาพทางด้านการผลิตสินค้าเกษตรในระดับที่สามารถแข่งขันได้กับประเทศต่างๆ ในโลก คงจะถึงเวลาแล้วที่เราต้องทำความเข้าใจกับปัญหาทางด้านภาคเกษตรกรรมของประเทศอย่างถ่องแท้ และต้องตัดสินใจเลือกทางเลือกในการแก้ไขปัญหาที่เป็นที่ยอมรับได้อย่างบูรณาการ มากกว่าการใช้มาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาตามแต่การเรียกร้องของกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ เช่น (ในกรณีนี้ขอยกตัวอย่างสินค้าเกษตรเป็นไข่) เมื่อไข่ไก่ราคาตกต่ำ ก็นำมาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่มาใช้ ครั้นเมื่อราคาไข่ไก่ปรับสูงขึ้นก็งัดเอามาตรการต่างๆ นานาออกมาเพื่อทำให้ไข่ไก่ราคาถูกลง เป็นอย่างนี้อยู่เรื่อยไปตามแต่จะมีผู้ออกมาเรียกร้องหรือไม่
กลายเป็นว่ากลุ่มใดในสังคมที่มีปากมีเสียงมากก็สามารถเรียกร้องให้รัฐออกมาตรการมาเพื่อแก้ปัญหา (หรือให้ประโยชน์) กับกลุ่มของตนได้
แต่ถ้ามีปากแต่ไร้เสียง หรือเสียงไม่ดังพอ ก็อดไปตามระเบียบ ต้องก้มหน้ารับผลกระทบและต่อสู้ต่อไปบนขาของตัวเอง ที่ทนไม่ไหวก็ล้มหายตายจากกันไป
ต่อประเด็นเรื่องไข่แพงที่ปรากฏเป็นข่าวให้ได้ติดตามกันจนภาครัฐต้องมีการตั้งกรรมการขึ้นมาเพื่อดูแลและกำหนดเป็นมาตรการต่างๆ ออกมาในที่สุด ทำให้ต้องย้อนกลับมาตั้งคำถามกันใหม่ตั้งแต่ต้นว่า จริงๆ แล้วราคาไข่ในปัจจุบันนั้นแพงเกินไปหรือเปล่า? เพราะถ้าไข่ไม่ได้มีราคา
“แพงเกินไป” ทำไมราคาไข่จะขยับสูงขึ้นบ้างไม่ได้?หรือถ้าคิดต่อไปอีกว่าไข่ไก่เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี ราคาถูกสำหรับประชาชนในประเทศ จึงมีราคาแพงไม่ได้ ภาครัฐก็คงต้องมองอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ไข่ไปในอีกทิศทางหนึ่ง
แนวทางการแก้ไขปัญหาก็คงต้องให้น้ำหนักกันที่ผู้บริโภคควรจะได้บริโภคไข่ไก่ในราคาไม่แพง ซึ่งหลายประเทศทั้งที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ก็มีมุมมองในลักษณะนี้ และเลือกใช้มาตรการอุดหนุนเพื่อดูแลผู้ผลิตที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งดูเหมือนจะเหมาะสมกว่าการใช้มาตรการในระยะสั้นโดยภาครัฐเข้าไปแทรกแซงกลไกตลาดในรูปแบบของการหาสินค้ามาขายในราคาถูกกว่าท้องตลาด
แต่เท่าที่ติดตามมาตรการต่างๆ ที่ออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาไข่แพง ดูเหมือนว่าภาครัฐไม่ได้มีมุมมองอย่างที่กล่าวถึงแต่อย่างใด โดยมองปัญหาเรื่องไข่แพงมีสาเหตุมาจากการบิดเบือนกลไกตลาดโดยภาคเอกชน หรือมีการใช้อำนาจผูกขาดโดยผู้ประกอบการ
หมายความว่า รัฐยังมีมุมมองที่อยากจะให้ราคาของไข่ไก่เคลื่อนไหวตามกลไกตลาด การเพิ่มขึ้นของราคาเมื่ออุปทานลดลงก็ดูจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เข้าใจกันได้ ซึ่งการแก้ไขปัญหาก็น่าจะเป็นมาตรการที่เกี่ยวข้องกับกฎ ระเบียบในการกำกับดูแลการใช้อำนาจผูกขาดในภาคเอกชน ได้แก่ การบังคับใช้กฎหมายควบคุมการแข่งขันที่ห้ามไม่ให้มีการใช้อำนาจผูกขาดในการแข่งขัน ในฐานะผู้บริโภคก็ไม่ควรจะต้องบ่นอะไรมากเวลาไข่แพง
ในขณะเดียวกัน เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ในฐานะผู้ผลิตก็ไม่จำเป็นต้องเรียกร้องอะไรเมื่อไข่ไก่มีราคาตกต่ำ หรือถ้ามีข้อเรียกร้องจากฝ่ายใดก็ตาม ภาครัฐก็ไม่จำเป็นต้องตอบสนองต่อข้อเรียกร้องเหล่านั้น เพราะราคาในตลาดเป็นราคาที่เหมาะสมสำหรับทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคตามระดับของอุปสงค์และอุปทานในขณะนั้นๆ
ปัญหาสำคัญประการหนึ่งของการพัฒนาด้านการเกษตร รวมทั้งต่อเกษตรกรของไทย คือ ขีดความสามารถในการจัดการกับความเสี่ยงโดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงทางด้านราคาอันเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์และอุปทานของสินค้าเกษตรที่ราคามีแนวโน้มของการเกิดความผันผวนได้ง่าย (ทั้งความผันผวนที่เกิดขึ้นจากฤดูการผลิต ความผันผวนจากการเปลี่ยนแปลงรสนิยม ทัศนคติของผู้บริโภค ความผันผวนจากอุปสงค์ อุปทานของสินค้าที่ใช้ประกอบกัน และสินค้าที่ใช้ทดแทนกัน ฯลฯ) และมีความรุนแรงมากกว่าในภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากมีปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้จำนวนมากที่จะมีผลกระทบต่ออุปสงค์และอุปทานของสินค้าเกษตร เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมหรือภูมิอากาศ และบางครั้งรวมถึงมาตรการของภาครัฐเองที่ทำให้เกิดความผันผวนของราคา การบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินค้าในภาคการเกษตร (ไม่เพียงเฉพาะไข่เท่านั้น) มีความยากลำบากตั้งแต่กระบวนการของการกำหนดขนาดและประเภท (Identification) ของความเสี่ยงที่ผู้ผลิตต้องเผชิญ การขาดแคลนเครื่องมือในการบริหารจัดการกับความเสี่ยงประเภทต่างๆ ไปจนถึงการเตรียมตัวเพื่อรองรับความเสี่ยงเหล่านั้น
ราคาของสินค้าเกษตรที่ปรากฏในตลาดหลายชนิดเป็นราคาที่ไม่ได้มีการคำนึงถึงความเสี่ยงเหล่านี้ เกษตรกรโดยส่วนใหญ่คิดถึงต้นทุนการผลิตเพียงแค่ต้นทุนค่าปุ๋ย พันธุ์ สารเคมีที่ต้องใช้ ค่าแรงงาน ค่าพลังงานเชื้อเพลิงที่ต้องใช้ เป็นต้นทุนหลัก แล้วกำหนดราคาอยู่บนพื้นฐานของต้นทุนนั้น
ต้นทุนในส่วนที่เป็นความเสี่ยงจากความผันผวนด้านราคาสินค้าและราคาวัตถุดิบ จากการที่สินค้าอาจจะต้องขายไปในราคาต่ำกว่าที่ต้องการ ไม่ได้ถูกนำมาพิจารณา
หมายความว่า เกษตรกรต้องเป็นผู้แบกรับต้นทุนความเสี่ยงเหล่านั้นเอง
จึงไม่น่าแปลกใจที่การเรียกร้องความช่วยเหลือจากภาครัฐ เมื่อราคาสินค้าตกต่ำส่วนใหญ่ก็จะเป็นข้อเรียกร้องจากผู้ผลิตสินค้าเกษตร จึงอาจจะเป็นข่าวไม่ค่อยดีสำหรับผู้บริโภคที่จะต้องตระหนักว่า สินค้าเกษตรที่ท่านบริโภคอยู่ในประเทศ จริงๆ แล้วยังมีราคาต่ำกว่าที่ประเทศอื่นๆ ต้องจ่ายเพื่อการบริโภคสินค้าเกษตรอยู่มาก
ดังนั้น ราคาสินค้าเกษตรก็อาจจะต้องปรับเพิ่มขึ้นอีกเพื่อให้เกษตรกรผู้ผลิตสามารถดำรงอยู่เป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรให้ท่านได้บริโภคกันต่อไป







