
รับมือวิกฤตแรงงาน
ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) เปิดเผยผลการศึกษาล่าสุดว่า หลายประเทศในเอเชียกำลังเสี่ยงต่อภาวะตำแหน่งงานที่จะหายไป เนื่องจากพัฒนาการของเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (โรบอต) การพิมพ์ 3 มิติ และเครือข่ายคลาวด์คอมพิวติ้ง จะเข้ามาแทนที่และแย่งงานของคนเอเชียมากขึ้น
ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) เปิดเผยผลการศึกษาล่าสุดว่า หลายประเทศในเอเชียกำลังเสี่ยงต่อภาวะตำแหน่งงานที่จะหายไป เนื่องจากพัฒนาการของเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (โรบอต) การพิมพ์ 3 มิติ และเครือข่ายคลาวด์คอมพิวติ้ง จะเข้ามาแทนที่และแย่งงานของคนเอเชียมากขึ้น
ผลศึกษาดังกล่าว ระบุว่า ไทยตกเป็นประเทศที่เสี่ยงมากเป็นอันดับ 2 ตามหลังประเทศคาซัคสถาน ที่คาดว่าจะมีความเสี่ยงสูญเสียตำแหน่งงานสัญญาจ้างปกติมากที่สุด 28% ขณะที่ไทยเสี่ยงอยู่ในระดับ 26% อินโดนีเซีย ปากีสถาน 21% และฟิลิปปินส์ 20%
รายงานฉบับนี้ ยังชี้ให้เห็นว่า ประเภทงานที่มีความเสี่ยงจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีก็คืองานประจำวันทั่วไป ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ความสามารถพิเศษเฉพาะเจาะจง ซึ่งปัจจุบันคนไทยเกี่ยงงานและเลือกงานมากอยู่แล้ว
ดังนั้น เราในฐานะเป็นประเทศที่มีปัญหาเรื่องแรงงานไร้ฝีมือ และกำลังถูกแทนที่ด้วยแรงงานข้ามชาติมากขึ้นในทุกๆ ปี จำเป็นจะต้องมีความชัดเจนต่อการปรับตัวรับมือสถานการณ์ดังกล่าว
ภาครัฐ ภาคเอกชน จะต้องหาทางร่วมมือในการแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง ขณะเดียวกันนักศึกษา ว่าที่บัณฑิตทั้งหลายต้องเท่าทันและรับรู้ความเปลี่ยนของสถานการณ์ให้ถ่องแท้ ว่าการพัฒนาของโทคโนโลยีได้ก้าวหน้าไปมาก และนับวันยิ่งจะมีการลดการใช้กำลังแรงงานมากขึ้น
ในขณะที่รัฐบาลมุ่งส่งเสริมการลงทุน เร่งผลักดันโครงการขนาดใหญ่จำนวนมาก แม้เป้าหมายมุ่งสร้างงานเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เพื่อลดต้นทุนการผลิต นโยบายการขับเคลื่อนประเทศในภูมิภาคนี้ก็มุ่งเน้นไปสู่การลงทุนด้านเทคโนโลยีมากขึ้น โดยหลายประเทศได้นำระบบโรบอตและเครื่องจักรอัตโนมัติมาใช้ตามโรงงานต่างๆ กันแล้ว
หากระบบการศึกษาไทยไม่ขยับและไม่สามารถปรับตัวให้ทันสถานการณ์การลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป กำลังแรงงานในประเทศจะตกอยู่ในความเสี่ยงที่ประชากรจะไม่มีงานทำ หรืออาจมีคนตกงานจำนวนมาก ซึ่งจะกลายเป็นภาระของประเทศโดยไม่ทันตั้งตัว
ยิ่งใกล้เข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปลายปี 2558 ด้วยแล้ว ยิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐต้องแสดงถึงความพร้อม โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนนโยบายภาคเกษตรให้มีรูปธรรม เพิ่มการส่งเสริมความเข้มแข็งของเกษตรกรอย่างจริงจัง หากภาคเกษตรอยู่ไม่ได้ วิกฤตจะรุมเร้าประเทศมากเป็นทวี
หมดเวลาแล้วที่ภาครัฐจะมะงุมมะงาหราในการแก้ปัญหานี้ การจัดลำดับความสำคัญนโยบายหลังจากนี้ต้องส่งสัญญาณที่แจ่มชัด ตรงเป้า ไม่เช่นนั้นแล้วเศรษฐกิจไทยอาจเดินเข้าสู่วิกฤตเร็วขึ้นและเต็มรูปแบบ
เมื่อถึงเวลานั้นปัญหาสังคมด้านอื่นๆ จะรุมเร้า ขยายวง และส่งผลต่อสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนในวงกว้าง
ฉะนั้น หากภาครัฐประมาทต่อสถานการณ์มากจนเกินไป อยู่อย่างขาดความพร้อม ขาดความชัดเจนต่อปัญหานี้ ภาวะข้าวยากหมากแพงอาจมาเร็วและมีความรุนแรงกว่าที่คิด







