
วิเคราะห์เศรษฐกิจแบบใหม่
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีนโยบายที่ชัดเจนมาตลอดที่จะพัฒนาระบบการชำระเงินของประเทศ ถึงกับมีเป้าหมายเสียด้วยซ้ำว่าจะลดการใช้ธนบัตร ลดการใช้เช็ค ในระบบการเงินลงปีละเท่าไหร่ เพราะทั้งการใช้ธนบัตรหรือเช็คมีต้นทุนการพิมพ์ทั้งสิ้น
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีนโยบายที่ชัดเจนมาตลอดที่จะพัฒนาระบบการชำระเงินของประเทศ ถึงกับมีเป้าหมายเสียด้วยซ้ำว่าจะลดการใช้ธนบัตร ลดการใช้เช็ค ในระบบการเงินลงปีละเท่าไหร่ เพราะทั้งการใช้ธนบัตรหรือเช็คมีต้นทุนการพิมพ์ทั้งสิ้น
การพัฒนาระบบการชำระเงินของไทย นับว่าพัฒนาไปได้มากเคียงคู่กับการค้าของไทย เดี๋ยวนี้ไม่มีใครส่งออกและนำเข้าด้วยการใช้เงินสด ทุกอย่างขึ้นไปออนไลน์บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์หมดแล้ว ทำให้สะดวกสบาย จะจ่ายเงินเมื่อไหร่ก็ได้ และมีต้นทุนการเงินที่ลดลงด้วย
ในอนาคตตัวเลขปริมาณการใช้เช็คหรือปริมาณเงินในระบบ อาจจะไม่สามารถวัดด้วยจำนวนได้
การใช้เช็คลดลงไม่ได้หมายความว่าการค้าขายไม่สะพัด เศรษฐกิจหดตัวหรือการที่มีปริมาณเงินในระบบไม่มาก นั่นหมายความว่าเกิดเงินฝืดขึ้นในประเทศ เป็นต้น
สำหรับการค้าระหว่างประเทศคงไม่ต้องห่วง เพราะได้พัฒนาไปเยอะและก้าวหน้าไปมากกว่าที่หน่วยงานรัฐจะตามทัน
แต่การชำระเงินภายในประเทศเอง แม้จะมีแนวโน้มใช้บัตรพลาสติกแทนเงินสดกันมากขึ้น แต่ก็ยังสามารถพัฒนาขึ้นไปได้อีก ซึ่งสถาบันการเงินจะเป็นผู้ช่วยเหลือและผลักดันผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาให้บริการกับประชาชน
บริการการเงินที่มาแรงที่สุดในขณะนี้คือ อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง ไซเบอร์แบงก์กิ้ง โมบายแบงก์กิ้ง ซึ่งแล้วแต่ธนาคารจะเรียกบริการว่าอะไร เป็นบริการการเงินที่มีประชาชนใช้มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสะดวกสบาย สามารถที่จะโอนเงินชำระค่าสินค้าหรือบริการเมื่อไหร่ก็ได้ 24 ชั่วโมง
ในอนาคตอาจจะต้องนำเอาปริมาณการโอนเงินรายย่อยมาวัดความฝืดเคืองของระบบเศรษฐกิจ แทนที่การใช้เช็คและปริมาณธนบัตรเสียด้วยซ้ำ
การเติบโตของการโอนเงินรายย่อย ปฏิเสธไม่ได้ว่า ส่วนหนึ่งมาจากการเติบโตของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ค้าขายไร้พรมแดน ทำให้ระบบการชำระเงินต้องปรับตัวไปเป็นการชำระเงินที่ไร้พรมแดนเช่นกัน
ใน 9 เดือนของปีนี้ ธปท.รายงานธุรกรรมการโอนเงินรายย่อย จำแนกตามประเภทการให้บริการ ณ สิ้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา พบว่า มูลค่าการโอนเงินรายย่อยโดยรวมลดลงจากระยะเดียวปีก่อนถึง 2.8 หมื่นล้านบาท หรือ 10.7% จาก 2.63 แสนล้านบาท ลดลงเหลือ 2.34 แสนล้านบาท ทั้งที่ปริมาณของธุรกรรมการโอนเงินรายย่อยก็เพิ่มขึ้น 3.03 แสนรายการ หรือ 7.4% จาก 4.08 ล้านรายการ เพิ่มเป็น 4.38 ล้านรายการ
ทั้งนี้ รายละเอียดการโอนเงินรายย่อย แบ่งเป็น การโอนเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการมีปริมาณธุรกรรม 1.78 ล้านรายการ เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อน 8% มีมูลค่า 1.43 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อน 12%
การโอนเงินเดือนมีปริมาณธุรกรรม 8.33 แสนรายการ ลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อน 1.2% มีมูลค่า 3.7 หมื่นล้านบาท ลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อน 0.6%
การโอนเงินปันผล มีปริมาณธุรกรรม 1.02 ล้านรายการ เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อน 17.4% มีมูลค่า 2.63 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อน 14%
และการโอนเงินรายย่อยประเภทอื่นๆ หรือจิปาถะนอกเหนือจากที่ระบุ มีปริมาณธุรกรรม 7.52 แสนรายการ เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อน 4.3% มีมูลค่า 2.77 หมื่นล้านบาท ลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อนถึง 62.7%
จากตัวเลขการโอนเงินรายย่อย จะพบว่าการโอนเงินเพื่อชำระค่าสินค้ายังคงขยายตัวสูง แสดงให้เห็นว่าการค้าขายออนไลน์ยังมีการเติบโตเพิ่มขึ้น
ที่ลดลงคือการโอนเงินเดือนและการโอนเงินประเภทอื่นๆ ตัวเลขนี้จะหมายความว่าคนตกงานหรือมีงานทำน้อยลงบ้าง หรือการที่การโอนเงินประเภทอื่นลดลง คือคนชะลอการใช้จ่ายเพราะไม่มั่นใจในเศรษฐกิจ หรือไม่มั่นใจในอนาคตตัวเองหรือเปล่า
หากวิเคราะห์จากตัวเลขเช่นนี้อาจจะหยาบเกินไป เพราะการโอนเงินอื่นๆ ลดลง อาจจะดีหรือแย่กว่าที่เป็นอยู่ก็ได้ กรณีที่แย่กว่า บางครั้งอาจจะเป็นผู้ใช้แรงงานที่เคยโอนเงินส่งกลับไปให้ครอบครัวในต่างจังหวัด ลดกิจกรรมตรงนี้ลง ฯลฯ มีอีกมากมายหลายเหตุผลที่จะอธิบายปรากฏการณ์นี้
อย่างไรก็ดี ตัวเลขการโอนเงินรายย่อยนี้จะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อการวิเคราะห์เศรษฐกิจ ซึ่งจะสำคัญขึ้นมาแทนที่ปริมาณการใช้เช็คหรือปริมาณธนบัตรหมุนเวียนในระบบ การพยากรณ์หรือการคาดการณ์เศรษฐกิจจะใช้รูปแบบเดิมๆ ก็อาจจะไม่ได้อีกต่อไป







