
เสียงจากผู้หลักผู้ใหญ่ ของบ้านเมือง
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
ถ้าไม่ใช่เพราะการบริหารประเทศที่ล้มเหลวของนักการเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทหารคงไม่ต้องออกมายึดอำนาจ ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองที่แต่ละท่านก็อายุมากแล้ว อยู่เฉยไม่ได้ ต้องออกมาเตือนสติสังคมเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี อดีตนายกรัฐมนตรี 8 ปี ที่ออกมาเตือนสติสังคมเป็นระยะ โดยเฉพาะเรื่องความรักชาติ ความรู้สำนึกในบุญคุณแผ่นดิน การเรียกร้องให้คนไทยทดแทนบุญคุณแผ่นดิน การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ท่านถือว่าเป็นไอดอลแห่งความซื่อสัตย์สุจริตที่คนแก่-หนุ่มสาว เด็ก-ผู้ใหญ่ถือเป็นแบบอย่าง โดยเฉพาะสิ่งที่ท่านพร่ำสอนว่าอย่าไปยกมือไหว้คนโกง ฯลฯ ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ธานินทร์ กรัยวิเชียร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มีจดหมายไปถึงนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แสดงความห่วงใยและมีข้อเสนอแนะบางประการที่น่าสนใจ
เป็นที่รู้กันดีว่า พวกฉ้อราษฎร์บังหลวงไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการประจำ นิยมเอาเงินไปฝากไว้ในต่างประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากภายใน แม้ว่ากระทรวงการคลังจะมีมาตรการควบคุมการส่งเงินออกอย่างเข้มงวด แต่คนโกงก็มีวิธีการเอาเงินโกงไปฝากไว้ในต่างประเทศจนได้ คนโกงและครอบครัวจะได้ไปใช้อย่างสบาย
อาจารย์ธานินทร์ย้ำว่า “ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของประเทศไทย ไทยมีสิทธิติดตามเอากลับคืนมา ต่างประเทศที่รับฝากเงินไว้ก็เท่ากับรับของโจร” แต่ประเทศเหล่านี้ไม่สนใจ ขอให้มีเงินไหลเข้าประเทศ จะเป็นเงินบริสุทธิ์หรือเงินสกปรกอย่างไรก็ได้ สวิตเซอร์แลนด์เป็นสวรรค์ของคนโกงที่นิยมเอาเงินสกปรกไปฝาก โดยเชื่อมั่นว่าธนาคารสวิสจะเก็บความลับของลูกค้าได้ดี ข้อมูลเหล่านี้จะไม่มีทางรั่วไปถึงรัฐบาลเจ้าของเงินเป็นอันขาด ต่อมาธนาคารสวิสถูกกดดันจากประชาคมโลกมากจนยอมในขั้นหนึ่ง นั่นคือหากมีคำสั่งศาลฎีกาคดีถึงที่สุดว่าผู้ฝากโกงเงินรัฐมาก ธนาคารก็จะคืนให้ เช่นในกรณีของอดีตประธานาธิบดี มาร์กอส แห่งฟิลิปปินส์ รัฐบาลสวิสคืนเงินจำนวนที่เหลือให้เมื่อรัฐบาลฟิลิปปินส์ส่งคำพิพากษาศาลฎีกาไปให้
ต่อมารัฐบาลสวิสถูกอเมริกา เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ แคนาดา กดดันมากเพราะบรรดาเศรษฐีของประเทศเหล่านี้นิยมเอาเงินไปฝากไว้ที่ธนาคารสวิสเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ทำให้รัฐบาลประเทศเหล่านั้นสูญเสียรายได้จากภาษี ทำให้ทางการสวิสต้องแจ้งรายชื่อบรรดาเศรษฐีและจำนวนเงินที่เอาเงินไปฝากไว้ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน สวรรค์ของคนโกงมีอีกแห่งหนึ่งคือที่หมู่เกาะแคริบเบียน ที่คนโกงนิยมเอาเงินไปฝาก มีนักการเมืองไทยหลายรายเอาเงินไปฝากที่นั่น แม้แต่รัฐวิสาหกิจไทยบางแห่งก็เอาเงินนอกบัญชีไปฝากไว้เพื่อสะดวกในการจ่ายเงินให้กับนักการเมืองไทย
อย่างไรก็ดี ปรากฏว่าสหรัฐอเมริกาซึ่งมีอิทธิพลเหนือประเทศหมู่เกาะในทะเลแคริบเบียนรู้หมดว่านักการเมืองไทยมีใครบ้างที่เอาเงินไปฝากไว้ที่หมู่เกาะเคย์แมน เวอร์จิ้น ฯลฯ รัฐวิสาหกิจพลังงานของไทยเอาเงินไปฝากไว้เท่าไร เมื่อความลับไม่เป็นความลับอีกต่อไป จึงต้องย้ายที่ฝากใหม่ซึ่งไม่ไกลจากไทยนัก สะดวกในการเดินทางเพราะใช้เวลาเพียงสองชั่วโมง อีกทั้งรัฐบาลประเทศนี้แม้สนิทกับไทยแต่ก็ไม่ยอมเปิดเผยความลับของลูกค้า หากใครติดตามข่าวดีๆ จะพบนักการเมืองไทย และผู้บริหารรัฐวิสาหกิจไทยหลายรายเดินทางไปประเทศนี้เสมอ บางทีก็ใช้วิธีเดินทางไปกลับผ่านประเทศที่สามเพื่อไม่ให้ชื่อปรากฏบนบัญชีรายชื่อผู้โดยสารของสายการบิน
อาจารย์ธานินทร์ได้ชี้แนะให้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็น “พันธกิจถาวร” ว่า รัฐจะต้องติดตามเอาทรัพย์สินที่ถูกโกงไปกลับคืนมา และนำคนที่กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้ แม้การติดตามเอาทรัพย์สินคืนมาและการส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะทำได้ยากลำบาก แต่ก็ทำได้โดยอาศัย “อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต” ซี่งรวมถึงการนำทรัพย์สินที่ถูกโกงไปกลับคืนมาด้วย ซึ่งไทยไปลงนามไว้ตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค. 2546 และให้สัตยาบันจนมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 ธ.ค. 2548 อย่างไรก็ดี จนถึงขณะนี้ไทยยังไม่ได้ออกกฎหมายภายในให้เป็นไปตามข้อตกลงดังกล่าว เพราะรัฐบาลที่ผ่านมาต่างรีรอๆ ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ซึ่งเข้าใจเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากว่าฝ่ายการเมืองไม่ต้องการผลักดัน จริงอยู่แม้ไทยมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่จะเล่นงานคนโกงได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ทำให้สังคมโลกเชื่อถือรัฐบาลไทย ดังนั้น สภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดนี้ควรเร่งออกกฎหมายดังกล่าวให้ได้ในช่วงที่ยังไม่มีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะหากมีรัฐบาลจากพรรคการเมือง เขาก็คงทำเฉยต่อไป
นี่คือหนึ่งในข้อห่วงใยของอาจารย์ธานินทร์ ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดนี้ น่าจะช่วยกันผ่านร่างกฎหมายที่ต้องออกตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมโลกว่าเราเอาจริงกับการต่อต้านการทุจริต
อีกประเด็นหนึ่งที่อาจารย์ธานินทร์ห่วงใยและเสนอแนะคือ อย่าให้โอกาสนักการเมืองที่กระทำความผิดกลับมาดำรงตำแหน่งอีก แม้เป็นข้อห่วงใยโดยสุจริตใจ แต่เหมือนกับเป็นระเบิดลูกใหญ่ที่โยนใส่นักการเมืองที่คอร์รัปชั่นทั้งเรื่องเงินและอำนาจ จนนักการเมืองบางคนออกมาร้องโหยหวนเหมือนผีโดนน้ำมนต์ ทั้งที่ท่านไม่ได้เอ่ยชื่อพรรคใด
ทราบว่าอาจารย์ธานินทร์กำลังป่วย ลูกศิษย์ของอาจารย์ที่มีอยู่ทั่วประเทศขอให้คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองอาจารย์ให้หายป่วยโดยเร็ว และมีสุขภาพแข็งแรงตลอดไป







