
Social Media Network สื่อใหม่ที่ต้องใช้ให้เป็น
เครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Network) ได้กลายเป็นสื่อใหม่ (New Media) ที่มีพลังมหาศาล เพราะโลกในวันนี้เปลี่ยนไป จากที่ต่างคนต่างอยู่ จะคุยเฉพาะคนรู้จัก ทุกอย่างปิดเป็นเรื่อง
“ส่วนตัว” ตอนนี้กลับกลายมาเป็นโลกเปิด ที่คนอยากจะมีปฏิสัมพันธ์กับคนที่ตัวเองไม่รู้จัก อยากมีคนรู้จักใหม่ๆ เข้ามา และแบ่งปันแนวความคิดใหม่ๆ และพร้อมที่จะเปิดชีวิตส่วนตัวให้กลุ่มเพื่อนใหม่ หรือสาธารณะได้ทราบ ผ่านทางเว็บไซต์ต่างๆ ที่กำลังฮิตในขณะนี้เมื่อเป็นสื่อใหม่ที่ทรงพลัง ก็มีคนเห็นประโยชน์จากการใช้สื่อใหม่นี้ นักการเมือง นักธุรกิจ คนดังต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในสังคมออนไลน์ เพื่อสร้างสังคมและผลประโยชน์ของตัวเอง โดยลงทุนน้อยแต่ได้ผลตอบแทนสูง โดยเฉพาะในสังคมออนไลน์ที่กำลังเป็นที่นิยมของประชาชน เช่น เว็บไซต์ ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก พันทิป ฯลฯ
ขณะนี้ทางการเมืองใช้สังคมออนไลน์เปิดศึกกันอย่างชัดเจน นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มีทั้งทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ก ที่จะติดต่อสื่อสารกับสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์และประชาชนทั่วไป
กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าพ่อทวิตเตอร์ ในการนำเสนอแนวคิดทางการเมือง เศรษฐกิจ และเรื่องต่างๆ สู่คนในสังคมออนไลน์
และตัวพ่อในการใช้สื่อออนไลน์ในการตอบโต้ทางการเมือง คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้หนีอาญาแผ่นดินไปอยู่ต่างประเทศ ก็ใช้ช่องทางของทวิตเตอร์ตอบโต้ทางการเมือง หรือแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของไทยอย่างไร
ดังนั้น การหาประโยชน์แฝงทางธุรกิจและทางการเมืองผ่านทางเว็บไซต์ยอดนิยมจึงเป็นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะจากคนที่ไม่รู้ ไม่สื่อสารกับคนอื่น นอกจากกลุ่มที่มีแนวคิดเดียวกันก็สามารถถูกชักจูง ครอบงำทางความคิดได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ยังขาดวุฒิภาวะและยังไม่มีความรู้และข้อมูลเพียงพอที่จะตัดสินได้ว่าสิ่งที่เห็นในภาพหรือสิ่งที่ได้อ่านจากการโพสต์ข้อความบนเว็บไซต์ หรือฟอร์เวิร์ดเมลนั้นเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อประโยชน์ทางการเมืองหรือธุรกิจ
การใช้นิวมีเดียมาเป็นประโยชน์ทางการเมือง เห็นได้อย่างชัดเจนในช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ได้ใช้เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์เป็นหลักในการเผยแพร่ข่าวสารข้อมูลของเครือข่าย ต่อมาในการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก็ใช้หลายเว็บไซต์ในการเผยแพร่ข่าวสารเช่นกัน
ไม่ใช่แค่มาร์ค วี 11 เท่านั้นที่โดนสังคมกดดันจากการโพสต์ข้อความที่ไม่เหมาะสม ยังมีอีกหลายคนที่โดนสังคมลงโทษจนต้องเสียงานไป เช่น วงศ์วิภา เกษชโลม พนักงานบริษัท ดีเอชแอล ซึ่งเป็นบริษัทขนส่งชื่อดัง โดนไล่ออกจากการโพสต์ข้อความหมิ่นเบื้องสูงลงในเฟซบุ๊ก
ณัฐกานต์ สกุลดาราชาติ หรือ พลอย เด็กสาวผู้เสียโอกาสทางการศึกษา หลังจากที่เปิดเฟซบุ๊กของตัวเองหมิ่นเบื้องสูงและเป็นขาใหญ่ในการโพสต์ข้อความจาบจ้วงสถาบันในเว็บไซต์
“ฟ้าเดียวกัน” และ “ประชาไท” จนติดท็อปเทนของเว็บไซต์ทั้งสองแห่ง เมื่อมีคนในสังคมออนไลน์ไปพบเข้าก็ช่วยกันนำข้อมูลมาส่งต่อเพื่อต่อต้านเธอในเว็บไซต์ต่างๆ จนในที่สุดมหาวิทยาลัยศิลปากร นครปฐม ประกาศไม่ยอมรับเข้าเป็นนักศึกษาใหม่ ทั้งที่สอบผ่านข้อเขียนได้แล้ว และเธอได้ไปสอบใหม่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ติดข้อเขียนแต่ก็ไม่ได้ไปสอบสัมภาษณ์ เพราะทนกระแสต่อต้านไม่ไหวที่หนักที่สุด วิภาส หรือ ก้อง รักสกุลไทย นักธุรกิจ จ.ระยอง โพสต์ข้อความหมิ่นเบื้องสูงอย่างหนักหน่วงจนโดนแจ้งความเพื่อดำเนินคดี โดนเจ้าหน้าที่ดีเอสไอจับกุมตามหมายจับของศาลอาญาที่ 913/2553 ลงวันที่ 28 เม.ย. 2553 ในความผิดฐานดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (3) (5) ที่นำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และเผยแพร่ส่งต่อข้อมูลใดๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าการส่งข้อมูลนั้นเป็นความผิด ซึ่งเมื่อวันที่ 19 มี.ค.12 เม.ย. 2553 ผู้ต้องหาได้ทำการหมิ่นเบื้องสูง โดยการโพสต์ภาพและข้อความที่ไม่เหมาะสมในเว็บไซต์เฟซบุ๊กดอตคอม
ใช่แต่จะมีเพียงเรื่องการเมืองเท่านั้นที่ทำให้คนที่เข้าไปร่วมอยู่ในสังคมออนไลน์เจอกระแสสังคมลงโทษ วงการบันเทิงก็ใช่ย่อย เฟซบุ๊ก หรือ ทวิตเตอร์ ของดารา นักร้อง และศิลปิน หลายคนก็ได้สร้างปัญหาให้เจ้าตัวมาแล้วจากการโพสต์ข้อความที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่นกรณีของนักแสดงสาว
“แตงโมภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์” ที่เป็นข่าวเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ว่ามีการโพสต์ข้อความน้อยใจต้นสังกัดอย่างช่อง 7 ที่ให้ทำงานเยอะเกินไป และยังมีอีกหลายกรณีที่ดาราใช้หน้าเฟซบุ๊กตอบโต้กัน จนสร้างความขัดแย้งขึ้นระหว่างบุคคล แต่ก็ยังไม่มีกรณีรุนแรงจนมีการฟ้องหมิ่นประมาทนอกจากนี้ ยังมีการล้อเลียนเข้าข่ายหมิ่นประมาท เช่น มีการโพสต์รูปคนอ้วน เพื่อยกตัวอย่างว่าเป็นความน่าเกลียด ล้อเลียนว่าเหมือนช้าง หรือสัตว์ประหลาด หรือประเภทแอบถ่ายโดยที่ผู้ที่ถูกถ่ายภาพไม่ได้สมัครใจ และมีข้อความประกอบภาพที่ใช้ถ้อยคำดูถูก ดูหมิ่น เหยียดหยาม เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ได้มีการพบกรณีที่เจ้าของเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือสมาชิกในเว็บบอร์ดของเว็บต่างๆ ได้ให้เพื่อนหรือคนสนิทเป็นตัวแทนหรือนอมินีในการอัพเดตข้อมูลหรือโพสต์กระทู้แทน ซึ่งอาจจะไปสร้างปัญหาให้เจ้าของโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์หากมีการโพสต์ข้อความไม่เหมาะสมลงไปโดยที่เจ้าตัวไม่รู้
โดยเจตนารมณ์ของสังคมออนไลน์นั้นเป็นเครื่องแสดง
“ตัวตน” ของผู้ใช้ และหากเรายอมให้คนอื่นเอา “ตัวตน” ของเขามาใช้แทนเรา จะแน่ใจได้อย่างไรว่านอมินีจะมีวุฒิภาวะเพียงพอที่จะไม่ก่อปัญหาตามมา ในเวลาปกติธรรมดาคนอ่านจะไม่รู้สึกอะไร แต่พอเวลาวิกฤตแล้ว จะถูกขุดคุ้ยทุกอย่างที่นำมาเป็นข้อมูลได้ ไม่เว้นข้อมูลจากสังคมออนไลน์ ที่เราไปโพสต์แสดงความเห็นไว้ที่ไหน จะถูกนำมาแฉทันทีโดยเฉพาะเรื่องในด้านลบดังนั้น ในเมื่อโลกยุคใหม่แห่งการสื่อสารไร้พรมแดนที่ไม่สามารถกำจัดสิ่งแปลกปลอมออกไปได้หมด จึงควรหันมาสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อให้อยู่กับเทคโนโลยีได้และใช้ประโยชน์ไปในทางสร้างสรรค์จะดีกว่า นอกจากนี้ยังใช้สื่อใหม่นี้ไปในทางหาความรู้กว้างขึ้น จากการได้ศึกษาคน แนวคิด พฤติกรรม รวมถึงสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ที่หากเราไม่ได้เข้าไปติดตาม เราอาจจะไม่เคยรู้เลย และข่าวสารต่างๆ ก็จะเร็วขึ้น หรือหากเราสนใจคนคนนี้ หรือคนคนนี้มาสนใจเรา จะคุยกันต่อมั้ย ถูกใจมั้ย สามารถเรียนรู้กันได้เร็ว เพราะจะสามารถศึกษาพฤติกรรม ความชอบ รสนิยม แนวคิดของคนคนนั้นได้หมด
สังคมออนไลน์ได้สร้างความผูกพัน และพัฒนาไปสู่ความร่วมมือร่วมใจในเรื่องที่เกิดประโยชน์ และเป็นโทษ เช่น ชาวเฟซบุ๊กนัดกันไปทำความสะอาด กทม. หลังจากที่กลุ่มคนเสื้อแดงเลิกชุมนุม เป็นบิ๊กคลีนนิงเดย์ กทม. ที่แสดงพลังของคนที่ไม่ต้องการความรุนแรง
นอกจากนี้ ยังมีการตั้งเป็นกลุ่มก้อนขึ้นมา เป็นกลุ่มรักในหลวง รวมพลคนรักชาติ ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป พวกเราจะสู้ตายหากพวกคุณคิดทำร้ายในหลวงของเรา ฯลฯ หรือใช้เป็นเครือข่ายในการช่วยเหลือสังคม เช่น กรณีแผ่นดินไหวที่เฮติ สังคมออนไลน์ตื่นตัวก่อนกลายเป็นพระเอกในการช่วยส่งข่าวและการให้ความช่วยเหลือ โดยเฉพาะการระดมทุน
จุติ ไกรฤกษ์ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) แสดงความเห็นว่า เรื่องการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของมาร์ค วี 11 ผ่านเฟซบุ๊ก เป็นสิทธิส่วนบุคคล และไอซีทีไม่ได้เข้าไปดำเนินการใดๆ แต่ในกระบวนการทางกฎหมายแล้ว มี พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ที่สามารถจะเอาผิดในเรื่องนี้ได้โดยตรง
การออกกฎหมายคอมพิวเตอร์นั้นมีจุดประสงค์เพื่อต้องการลงโทษผู้ที่เผยแพร่ข้อความเท็จ หรือข้อความที่กระทบต่อความมั่นคงให้เกิดขึ้นบนอินเทอร์เน็ต ควบคุมโดยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งกฎหมายฉบับดังกล่าวกำหนดให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ไอเอสพี) ต้องเก็บข้อมูลการใช้งานที่เกิดขึ้นของลูกค้า (Log File) ไว้เป็นระยะเวลา 30 วัน
ล็อกไฟล์ดังกล่าวถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยสืบค้นร่องรอยบนอินเทอร์เน็ตให้ไปถึงต้นตอของผู้ที่เป็นคนเผยแพร่คนแรก โดยขั้นตอนการทำงานเริ่มจากเมื่อได้รับการร้องเรียน หรือแจ้งเบาะแส ในเรื่องการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์รูปโป๊ คลิปวิดีโอ หรือคลิปเสียงต่างๆ ทั้งจากช่องทางของไอซีทีผ่านเลขหมาย 1212 ศูนย์บริการภาครัฐ 1111 และจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทางไอซีทีจะนำเลขหมายที่บ่งบอกการใช้งานอินเทอร์เน็ต (ไอพี แอดเดรส) และรหัสแสดงเว็บไซต์ (URL) ขอความร่วมมือไปยังไอเอสพีที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่ผู้โพสต์ เพื่อระงับการเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต
ทั้งนี้ หากไอเอสพีที่ให้บริการอยู่ไม่ให้ความร่วมมือ คือยังคงปล่อยให้มีการเผยแพร่เว็บไซต์ดังกล่าวต่อไป ไอซีทีจะนำข้อมูลหลักฐานขออำนาจศาลเพื่อสั่งปิดยูอาร์แอลดังกล่าว ซึ่งปกติศาลจะใช้เวลาตัดสินภายใน 1 วัน
หลังจากปิดยูอาร์แอล หรือเว็บไซต์ดังกล่าวแล้ว ทางไอซีทีจึงเริ่มกระบวนการสืบค้นจากล็อกไฟล์ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวมีการใช้งานโดยใคร อย่างไร เมื่อสืบไปจนแน่ใจว่าเป็นต้นตอแล้ว จะสังเกตและเฝ้าดูพฤติกรรมนั้นเป็นระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะรวบรวมข้อมูลหลักฐานทั้งหมดให้ตำรวจเพื่อออกหมายจับผู้ที่ดำเนินการดังกล่าว
ปัจจุบันไอซีทีมีเจ้าหน้าที่ดูแลในเรื่องนี้ 24 ชั่วโมง แบ่งเป็นกะ กะละ 30 คน รับผิดชอบ 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มความมั่นคง ซึ่งหมายถึงการโพสต์ข้อความ คลิปรูปภาพ และเสียง หรือกระทู้ที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือเรื่องราวใดๆ ที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ 2.กลุ่มอนาจาร เว็บโป๊ ลามก และ 3.กลุ่มเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับการพนัน ซึ่งช่วงที่ผ่านมามีปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองค่อนข้างมาก ทำให้มีการปิดยูอาร์แอลในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับความ







