posttoday
ซูเปอร์โฮลดิ้ง ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจครึ่งทาง

ซูเปอร์โฮลดิ้ง ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจครึ่งทาง

21 ตุลาคม 2558

การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจของประเทศถือเป็น 1 ใน 4 ของแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจที่กำลังเร่งเดินหน้าในขณะนี้ หลังออกมาตรการกระตุ้นพยุงเศรษฐกิจได้ผลระดับหนึ่ง

การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจของประเทศถือเป็น 1 ใน 4 ของแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจที่กำลังเร่งเดินหน้าในขณะนี้ หลังออกมาตรการกระตุ้นพยุงเศรษฐกิจได้ผลระดับหนึ่ง

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า การปฏิรูปเศรษฐกิจต้องดำเนินการ 4 ด้าน ด้านแรกการปรับสมดุลเศรษฐกิจภายในและภายนอกประเทศ ด้านที่สองเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าของไทย ด้านที่สามลดภาระงบประมาณสนับสนุนให้มีการลงทุนรัฐร่วมกับเอกชน หรือ PPP มากขึ้น

สำหรับด้านสุดท้าย คือการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากปัจจุบันรัฐวิสาหกิจไทยสร้างผลตอบแทนต่อทรัพย์สินเพียง 2% ซึ่งถือว่าต่ำ หากปฏิรูปรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพการทำงานมากกว่านี้ จะเป็นแรงสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย

จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ณ วันที่ 30 ก.ย. 2557 รัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง มีสินทรัพย์รวม 12.29 ล้านล้านบาท หากคิดผลตอบแทนต่อทรัพย์สินที่ 2% ก็เท่ากับมีผลตอบแทนต่อทรัพย์สินประมาณปีละ 2 แสนล้านบาท โดยสินทรัพย์ดังกล่าวเป็นของกลุ่มสถาบันการเงินจำนวน 7.22 ล้านล้านบาท และกลุ่มที่ไม่ใช่สถาบันการเงินจำนวน 5.06 ล้านล้านบาท

ขณะที่รัฐวิสาหกิจมีหนี้สินรวมกันจำนวน 9.70 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นหนี้สินของกลุ่มสถาบันการเงินจำนวน 6.66 ล้านล้านบาท และกลุ่มที่ไม่ใช่สถาบันการเงินจำนวน 3.04 ล้านล้านบาท

ด้านรายได้รวมมีจำนวน 4.05 ล้านล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 2.31 แสนล้านบาท โดยมีความสามารถในการทำกำไรเท่ากับ 5.73% โดยรัฐวิสาหกิจในสาขาสถาบันการเงินมีรายได้รวมประมาณ 2.43 แสนล้านบาท มีกำไรสุทธิ 5.12 หมื่นล้านบาท มีความสามารถในการทำกำไร 18.4% ขณะที่รัฐวิสาหกิจกลุ่มที่ไม่ใช่สถาบันการเงินมีรายได้ถึง 3.64 ล้านล้านบาท มีกำไรสุทธิ 1.80 แสนล้านบาท มีความสามารถการทำกำไร 4.79% จะเห็นได้ว่าการทำกำไรของรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่เป็นประเภทสถาบันการเงิน ส่วนผลกำไรของรัฐวิสาหกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงินส่วนใหญ่ก็เป็นรัฐวิสาหกิจอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

สคร.รายงานรัฐวิสาหกิจที่ทำกำไร 10 อันดับแรกของปี 2557 ที่ผ่านมา อันดับหนึ่ง ได้แก่ บริษัท ปตท. 8.24 หมื่นล้านบาท รองลงมาเป็นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 3.67 หมื่นล้านบาท ตามมาด้วยธนาคารกรุงไทย 2.51 หมื่นล้านบาท เป็นต้น

สำหรับการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลชุดนี้ที่ผ่านมา ได้มีการประเดิมการตั้งซูเปอร์บอร์ดขึ้นมาเพื่อกำกับดูแลภาพรวมของรัฐวิสาหกิจทั้งหมด มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยการทำงานกว่า 1 ปีที่ผ่านมา ได้ดำเนินการเรื่องสำคัญ ได้แก่ การฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาจำนวน 7 แห่ง ประกอบด้วย บริษัท การบินไทย บริษัท ทีโอที บริษัท กสท โทรคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์)

นอกจากนี้ ยังดำเนินการโอนการกำกับตรวจสอบดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำกับดูแล เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการทำงานเหมือนอย่างที่เกิดขึ้นกับเอสเอ็มอีแบงก์และไอแบงก์ ที่ปล่อยสินเชื่อไม่มีประสิทธิภาพ มีการทุจริต ทำให้ธนาคารทั้งสองแห่งมีหนี้เสียรวมกันถึง 1 แสนล้านบาท หรือประมาณ 40-50% ของสินเชื่อทั้งหมด

งานสำคัญอีกเรื่องที่ซูเปอร์บอร์ดผลักดันเป็นอย่างมาก คือ การตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ หรือซูเปอร์โฮลดิ้ง ขึ้นมากำกับดูแลกำหนดยุทธศาสตร์และทิศทางการลงทุนของรัฐวิสาหกิจทั้งหมด ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการตัดตอนรัฐวิสาหกิจกับกระทรวงต้นสังกัดเดิม ซึ่งที่ผ่านมาปัญหานักการเมืองแทรกแซงการทำงานของรัฐวิสาหกิจ โดยการส่งคนเข้าไปเป็นกรรมการและผู้บริหารเพื่อหาผลประโยชน์จำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม การตั้งซูเปอร์โฮลดิ้งไม่สามารถแก้ปัญหารัฐวิสาหกิจทั้งระบบ เพราะเบื้องต้นซูเปอร์โฮลดิ้งที่จะตั้งขึ้นจะดูแลรัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ และรัฐวิสาหกิจที่แปลงสภาพเป็นบริษัทจำกัดแล้วเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่มีผลการดำเนินงานดี จะมีปัญหาบ้าง เช่น บริษัท การบินไทย ก็ได้มีการแก้ไขปัญหาไปได้มาก พ้นจากวิกฤตไปได้ระดับหนึ่งแล้ว ส่วนบริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม แม้ว่าจะมีปัญหาการดำเนินการ แต่ก็ยังมีแผนการทำธุรกิจและภารกิจสำคัญเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาล

นอกจากนี้ การตั้งซูเปอร์โฮลดิ้งยังมีปัญหาว่าจะถูกการเมืองเข้าแทรกแซง โดยการส่งคนเข้ามาเป็นผู้บริหารกุมอำนาจการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ของประเทศไว้หมด ดังนั้นคนที่เข้ามาเป็นหัวเรือของ
ซูเปอร์โฮลดิ้งจะต้องเป็นคนที่มีหลักการ หนักแน่น ไม่อ่อนไหวตามฝ่ายการเมือง ซึ่งมีการคาดกันว่าผู้ที่จะมานั่งหัวเรือคนแรกของ
ซูเปอร์โฮลดิ้ง คือ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการ ธปท. และปัจจุบันเป็นประธานอนุกรรมการยกร่างกฎหมายการจัดตั้งซูเปอร์โฮลดิ้ง ซึ่งน่าจะเป็นการเริ่มต้นของซูเปอร์โฮลดิ้งที่มีธรรมาภิบาลและดำเนินงานตรงกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งขึ้นมาระดับหนึ่ง

ปัญหาของการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจจึงอยู่ที่รัฐวิสาหกิจที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือยังไม่แปรสภาพ ซึ่งมีหลายแห่งที่มีปัญหา และการต้องอยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงต้นสังกัดเหมือนเดิมต่อไป ทำให้การแก้ไขปัญหาไม่คืบหน้าเหมือนที่ผ่านมา และเมื่อมีรัฐบาลใหม่เข้ามาก็อาจจะมีปัญหาซ้ำรอยเดิม คือ การปลดผู้บริหารเก่า และส่งคนใหม่ที่ใกล้ชิดเข้ามาเป็นกรรมการและผู้บริหาร เพื่อหาผลประโยชน์จากรัฐวิสาหกิจ ทำให้รัฐวิสาหกิจมีปัญหาการดำเนินการเงินมากกว่าที่เป็นอยู่ วนเวียนเป็นวัฏจักรเลวร้ายต่อเนื่อง

นอกจากนี้ จากการศึกษาของ สคร. ยังพบว่ารัฐวิสาหกิจไม่ต่ำกว่า 10 แห่ง ควรต้องถูกยุบหรือควบรวม แต่ที่ผ่านมารัฐบาลแทบจะไม่มีการดำเนินการตามข้อเสนอ เพราะต้องการเก็บรัฐวิสาหกิจไว้ให้คนใกล้ชิดเข้าไปนั่งเป็นกรรมการ ผู้บริหาร รวมถึงเป็นพนักงาน เพื่อหาผลประโยชน์

ดังนั้น การตั้งซูเปอร์โฮลดิ้งจึงแก้ปัญหารัฐวิสาหกิจได้เพียงบางส่วนเท่านั้น แต่ปัญหาของรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่ที่ยังแก้ยากและคาราคาซัง คือรัฐวิสาหกิจที่จะอยู่นอกการกำกับดูแลของซูเปอร์โฮลดิ้ง ทำให้การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจไม่สะเด็ดน้ำ ยังมีปัญหาที่รัฐบาลแก้ได้ไม่เบ็ดเสร็จอยู่ต่อไป

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่