posttoday
ปกครองอย่างปรองดอง (ตอนจบ)

ปกครองอย่างปรองดอง (ตอนจบ)

17 กรกฎาคม 2553

หลายท่านบอกว่า ถ้าเป็นไปได้อยากย้อนยุคไปเกิดในสมัยกรุงสุโขทัย ในยุคที่ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว... พ่อขุนบ่เอาจกอบในไพร่ลู่ทาง... ใครใคร่ค้าม้าค้าค้าวัวค้าช้างค้า...”

ทั้งสามประโยคนี้แปลว่า บ้านเมืองอุดมสมบูรณ์ ผู้ปกครองไม่กดขี่ขูดรีด และมีเสรีภาพในทางค้าขายหรือไปมาหาสู่กัน และมีชื่อเรียกวิธีการปกครองแบบนี้ว่า “ปิตุราชา” แปลว่า “พ่อปกครองลูก” ซึ่งความรักของพ่อ (และแม่) มากมายแค่ไหนก็เป็นที่ทราบกันดี คนส่วนใหญ่จึงเชื่อกันว่าการปกครองแบบนี้เป็นการปกครองที่น่าจะเหมาะสมกับคนไทยและสังคมไทยมากที่สุด

ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยก็ปกครองแบบ“ปิตุราชา” เพราะเรามีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นประดุจ “พ่อของแผ่นดิน” และท่านก็รักประชาชนของท่านยิ่งกว่าตัวท่านเอง ในขณะที่ประชาชนก็รักและเทิดทูนท่านยิ่งกว่าชีวิต

แต่ทำไมประเทศไทยจึงไม่สุขเหมือนฝันอย่างในครั้งกรุงสุโขทัย?

บางท่านที่เพิ่งจะมาอ่านบทความเรื่องนี้เอาในวันนี้ ผู้เขียนขอสรุปเนื้อหาในสามตอนที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ให้ทราบสักเล็กน้อยว่า ผู้เขียนกำลังชวนท่านผู้อ่าน “ฝัน” ถึงอนาคตของบ้านเมืองไทยในแนวของความสมานฉันท์ปรองดอง คือให้คนไทยกลับมาคืนดีกันและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ซึ่งในแนวคิดของผู้เขียนเชื่อว่าเป็นไปได้ไม่ยาก เพราะพื้นฐานทางสังคมและวัฒนธรรมของไทยเอื้อต่อความสมานสามัคคีกันได้ดีพอสมควร โดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง “พ่อปกครองลูก” นี้

ปัญหาของสังคมไทยก็คือหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ผู้นำหลายคน “ทะลึ่ง” อยากทำตัวเป็นพ่อของประชาชนบ้าง ในขณะเดียวกันก็มีประชาชน “หัวแข็ง” อยู่จำนวนหนึ่งที่ไม่ยอมรับอำนาจของผู้ปกครอง ในทำนองว่าถ้าเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงแล้ว ทุกคนควรจะต้องเสมอภาคเท่าเทียมกัน เลย “ทะลึ่ง” ไม่เคารพศรัทธา “พ่อจอมปลอม” เหล่านั้น

แต่ก่อนที่ยังไม่มีการปกครองท้องถิ่น ความทะลึ่งดังกล่าวก็ยังจำกัดอยู่แต่ในแวดวงการเมืองการปกครองในส่วนกลาง แต่พอมีการปกครองท้องถิ่นขึ้นมาในระยะเวลา 10 กว่าปีนี้ ประชาชนในท้องถิ่นก็รู้เช่นเห็นชาติเช่นกันว่า นักการเมืองท้องถิ่นนั้นก็ “กากีนั้ง” คือก็เหมือนๆ กันกับนักการเมืองระดับชาติ จึงพลอยไม่เคารพและไม่เชื่อถือผู้บริหารท้องถิ่นเหล่านั้นด้วย

มาถึงตอนจบของบทความเรื่องนี้ ผู้เขียนจึงขอเสนอแนวคิดที่จะผนวกคุณค่าของวัฒนธรรมที่ดีงามในสังคมไทย อย่างเช่น ระบบอุปถัมภ์และความอ่อนน้อมถ่อมตน เข้าด้วยกันกับคุณค่าของระบอบประชาธิปไตย อย่างเช่น การใช้เหตุผลและการประสานประโยชน์

อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ระบบอุปถัมภ์ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใด เพราะอุปถัมภ์หมายถึงการโอบอุ้มช่วยเหลือซึ่งเป็นมนุษยธรรมขั้นสูง แต่คนมักไปมองว่าการอุปถัมภ์กันคือการเล่นพรรคเล่นพวก ใช้เส้นสาย ใช้อิทธิพล ตลอดจนเป็นช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์ โดยอ้างว่าทำเพื่อลูกน้องและบริวารเหล่านั้น (หรือสำหรับนักการเมืองก็คือทำเพื่อประชาชนที่เลือกตนเข้ามา) แต่ถ้ามองในด้านบวกเราก็จะเห็นสายสัมพันธ์ของความสนิทสนม ความไว้วางใจ และการเชื่อมโยงกันอย่างเป็นเครือข่าย

ในขณะที่ความอ่อนน้อมถ่อมตน คนที่ว่าเป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตยก็เพราะไปยอมคนอื่นเสียหมด ทำให้ไม่มีศักดิ์ศรี เชื่อฟังและก้มหัวให้กับผู้มีอำนาจ แต่ในความเป็นจริงคุณลักษณะเรื่องความอ่อนน้อมถ่อมตนนี้ถือได้ว่าเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของ “ผู้นำ” เพราะในสังคมสมัยใหม่ คนที่จะนำคนอื่นได้จะต้องยอมรับฟังคนอื่นด้วยดี ในขณะที่ก็ต้องไม่ยกตนข่มท่าน ทั้งยังจะต้องทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้อื่นด้วย

จงพิจารณาดูอดีตนายกรัฐมนตรีบางคนที่ “จมไม่ลง” หลงว่าตัวเองยังใหญ่คับโลก จึงต้องลอยเท้งเต้งไปทั่วโลกหาฝั่งเข้าจอดไม่ได้อยู่ในขณะนี้

ขณะนี้กำลังมีการทำงานกันอย่างขะมักเขม้นของคณะกรรมการเพื่อพิจารณาแนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ชุดที่มีท่านอาจารย์สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธานนั่นแหละ) เรื่องหนึ่งที่เป็นประเด็นของการทำงานก็คือ “รัฐไทย” ในยุคใหม่ควรจะเป็นเช่นไร โดยมีธงว่า 1.จะต้องธำรงไว้ซึ่งระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2.จะต้องมีรัฐสภาและรัฐบาลที่ดีมีประสิทธิภาพและมั่นคงเข้มแข็ง 3.การบริหารราชการที่ปลอดจากการคอร์รัปชันโกงกิน และ 4.การมีส่วนร่วมของประชาชน

ในความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเห็นว่า การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนนี่แหละคือสิ่งที่ “ยากที่สุด” ในการสร้างระบอบประชาธิปไตยตามแนวคิดดังกล่าว

ประการแรก คนไทยคุ้นเคยกับการที่มีผู้ปกครองคอยโอบอุ้มคุ้มครอง และรับรู้แต่เพียงว่าถ้าเขา (ผู้ปกครอง) ยังคงทำประโยชน์ให้ได้ (เช่น ทำนโยบายประชานิยมต่างๆ) ก็ไม่เห็นจะต้องเดือดร้อนหรือคิดเปลี่ยนแปลงผู้ปกครอง ประการต่อมา คนไทยยังชอบที่จะทำอะไรโดยหวังสิ่งตอบแทน จึงเป็นช่องทางให้นักการเมืองเลวๆ เอาอามิสสินจ้างเข้ามาหลอกล่อ เพื่อให้คนทั้งหลายตกเป็นหนี้บุญคุณ และประการสุดท้าย ด้วยความใจอ่อน อภัยง่าย และไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืด เรื่องร้ายๆ ในสังคมไทยจึงเกิดขึ้นบ่อยๆ โดยที่ไม่มีใครอยากจดจำไว้เป็นบทเรียน

คนไทยจึงเหมาะสำหรับการปกครองที่ต้องมี “ผู้นำที่ดี” ซึ่งจะต้องเป็นผู้นำแบบ“พ่อพระ” คือไม่เอาเปรียบประชาชนรักและเสียสละเพื่อประชาชนด้วยความจริงใจ อย่างที่เราเห็นได้จากพระราชจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน

ในอนาคตหลายคนหวังพึ่งการปกครองท้องถิ่น โดยคาดหวังว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐบาลในส่วนกลางได้เป็นอย่างดี ซึ่งก็แน่นอนว่าในทางทฤษฎีเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างเลิศหรู แต่ในทางปฏิบัติ (โดยเฉพาะที่เป็นอยู่ในประเทศไทย) ค่อนข้างจะมีปัญหา นั่นก็คือนักการเมืองระดับชาติคงจะไม่ปล่อยให้ผลประโยชน์ที่เคยได้ “กอบกำ” กันที่ส่วนกลาง จะต้องถูกแบ่งให้กับท้องถิ่น ในขณะที่ท้องถิ่นของไทยก็พยายามคิดแต่เพียงว่า ทำอย่างไรจึงจะได้ “มีเงินมีทอง” เป็นของตนเองบ้าง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นความคิดที่ส่อให้เห็นว่า “เอาแต่ได้” ด้วยกันทั้งสิ้น

อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วว่า นักการเมืองไทยส่วนใหญ่คิดแต่จะควบคุมบงการประชาชน ซึ่งก็ส่อไปถึงความที่อยากจะเป็น “พ่อ” ของประชาชน แต่เอาเข้าจริงก็เป็นได้แค่ “พ่อเลี้ยง” ที่คนภาคเหนือจะใช้เรียกคนที่ทำมาหากิน (ไม่ว่าจะสุจริตหรือทุจริต) จนร่ำรวยเป็นที่นับหน้าถือตา (ในความร่ำรวยที่เหนือกว่าคนอื่นนั้น) แต่ในความหมายทั่วไปก็คือ คนที่ไม่ใช่ผู้ให้กำเนิด แต่มาแต่งงานหรืออยู่กินกับแม่ของเรา แถมบางที (อย่างที่เห็นในละครน้ำเน่า) ก็มีจิตใจคิดร้ายคดโกง ทำร้ายเราซึ่งเป็นลูกเลี้ยง หรือโกงกินผลาญสมบัติของครอบครัวเราอีกด้วย

พูดให้ชัดๆ การสร้างประชาธิปไตยเชิงสมานฉันท์เพื่อการปกครองแบบปรองดอง จะต้องเริ่มจากความคิดที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะทำให้นักการเมือง (ทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น) มีวุฒิภาวะของความเป็น “พ่อ” อย่างแท้จริง ที่ประชาชนจะเคารพเชื่อถือได้อย่างสนิทใจ

ประเทศชาติก็เหมือนครอบครัว พ่อดีแม่ดี ลูกก็มีความสุข

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้แหละโยม!

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน