
เลือกตั้ง’60 รัฐบาลผสมแน่
คร่ำหวอดในแวดวงการเมืองมาหลายสิบปีรอบนี้ สุชน ชาลีเครือ วิเคราะห์ข้ามช็อตหลังโรดแมป 6+4+6+4 ว่า
โดย...ธนพล บางยี่ขัน / เลอลักษณ์ จันทร์เทพ
คร่ำหวอดในแวดวงการเมืองมาหลายสิบปีรอบนี้ สุชน ชาลีเครือ วิเคราะห์ข้ามช็อตหลังโรดแมป 6+4+6+4 ว่า รัฐบาลหลังเลือกตั้งปี 2560 เป็นรัฐบาลผสมจากหลายพรรคการเมืองแน่นอน
“ความรู้สึกของประชาชนเวลานี้คือ อยากให้เลือกตั้งคราวหน้าทำให้ประเทศเดินต่อไปได้ ประเทศมีความปรองดอง และถ้าพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์สามารถจับมือกัน เชื่อว่าประชาชนจะเฮกันพอสมควร อย่าไปคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ เมื่อถึงเวลานั้นต้องคอยดู”
แม้จะเคยรั้งตำแหน่งอดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทย แต่ สุชน วิเคราะห์แบบออกตัวว่า คาดเดาไม่ได้ว่าพรรคเพื่อไทยจะกลับมาเป็นแกนนำบริหารประเทศหรือไม่ แต่ถ้าดูตามความนิยมขณะนี้ต้องยอมรับว่า พรรคเพื่อไทยยังเป็นพรรคใหญ่และฐานเสียงที่ต่างจังหวัดมีอยู่มาก ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงความคิดของประชาชนไม่ใช่เรื่องง่าย
“ทุกอย่างอยู่ที่ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ เวลานั้นอำนาจจะอยู่ในมือประชาชน ถ้าสุดท้ายที่ประชาชนเลือกแล้วก็ต้องยอมรับ อย่าไปแกล้งเขาทำทุกอย่างตามกติกา ซึ่งจากนี้ต้องดูการเขียนกติกาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรด้วยว่าจะระบุไว้อย่างไร จะสามารถเขียนให้เปิดโอกาสในการแข่งขันในพื้นที่ได้เต็มที่หรือไม่ และเมื่อกติกาออกมาแล้วพรรคเพื่อไทยจากนี้ไปหลายอย่างอาจจะเปลี่ยนแปลงก็ได้ รวมถึงพรรคการเมืองอื่นๆ ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องของอนาคต”
ส่วนเสียงดักคอว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นการออกแบบมาบั่นทอนพรรคเพื่อไทยหรือไม่ อดีตประธานวุฒิสภา มองว่า ต้องรอดูกลไกรัฐ อำนาจรัฐ หรือแม้แต่กลไกของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับพรรคเพื่อไทย ว่าคิดอย่างไร จะทำอย่างไร ถ้ากติกาความคิดเห็นเป็นธรรม ก็ไม่น่าเป็นห่วง
สำหรับเนื้อหาการร่างรัฐธรรมนูญมีหลายประเด็นที่จะต้องพิจารณาให้รอบคอบ และทำให้เกิดความปรองดองขึ้นในสังคม เริ่มต้นจากประเด็นร้อนอย่าง “คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ” (คปป.) ที่ถูกจุดประเด็นขึ้นมาอีกรอบช่วงนี้
ความเห็นส่วนตัว มองว่า ด้วยหลักการการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานระบอบประชาธิปไตยให้ ระยะเวลาก็ร่วม 83 ปีมาแล้ว เพราะพระองค์ท่านต้องการให้อำนาจเป็นของปวงชนชาวไทย ไม่ต้องการให้อำนาจไปตกอยู่กับผู้หนึ่งผู้ใด
ดังนั้น ระบอบประชาธิปไตยจึงต้องให้อำนาจแก่ประชาชนอย่างแท้จริง ภายใต้กรอบกติกาบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่ไม่สามารถเป็นประชาธิปไตยในรูปแบบอื่นได้ ซึ่งหลักการบริหารราชการแผ่นดินมี 3 อำนาจหลัก คือ อำนาจฝ่ายบริหาร ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ ต้องใช้อำนาจทั้ง 3 ฝ่ายนี้ให้เกิดการถ่วงดุลกัน
“เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วเข้าใจกันว่า คปป.เปรียบเหมือนซูเปอร์รัฐบาล และก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่เป็นที่ยอมรับ ดังนั้นถ้าคิดว่าจะต้องมี คปป.จริงๆ ต้องพิจารณาให้รอบคอบว่ามีความจำเป็นอย่างไร ที่จะต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ และส่วนตัวก็ไม่ได้เห็นขัดแย้ง แต่ถ้าจะเขียนให้ คปป.มีอำนาจเหนือ 3 อำนาจหลัก ไม่ถูกต้อง”
ดังนั้น หากจะคงไว้อาจต้องทบทวนปรับโครงสร้างอำนาจ โดยล้อมาจาก 3 อำนาจหลัก แต่ไม่สามารถที่จะเข้ามาบริหารได้ เช่น อาจจะให้อำนาจ เป็นเพียงแค่คณะทำงานหนึ่งที่สามารถสั่งการ หรือแนะนำแนวทางให้กับรัฐบาล หรือคณะผู้มีอำนาจรัฐาธิปัตย์ในขณะนั้นๆ อย่าเข้าไปบริหารหรือทำเอง ซึ่งถ้าโครงสร้างอำนาจ คปป.เป็นแบบนี้ได้ เชื่อว่าความรู้สึกการต่อต้านหรือไม่เห็นด้วยอาจจะผ่อนคลายลงหน่อย
สำหรับประเด็น “องค์กรอิสระ” จากประสบการณ์การทำงานการเมืองมา 30 ปี อยู่บนเส้นทางวุฒิสภามาตลอด จึงมีส่วนรับรู้กลไกที่มาและหน้าที่ขององค์กรอิสระอยู่บ้าง โดยเฉพาะช่วงที่ได้นั่งเป็นประธานวุฒิสภา ได้มีส่วนให้ความเห็นชอบตั้งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ซึ่งในรัฐธรรมนูญเขียนเรื่องหลักการขององค์กรอิสระไว้ดี แต่เมื่อถึงขั้นตอนการปฏิบัติยังถูกข้อครหาจนทุกวันนี้
แถมเป็นอีกมูลเหตุหนึ่งของข้อขัดแย้งทางการเมือง เพราะการใช้อำนาจขององค์กรอิสระที่มาตามรัฐธรรมนูญถูกกล่าวหาทั้งตัวบุคคลและตัวองค์กรเองที่ไม่สามารถทำตามเจตนารมณ์ได้ตามหลักการได้ รวมทั้งบางองค์กรยังมีการขยายฐานอำนาจของตนเองด้วย เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ขยายฐานองค์กรตัวเองไปถึงระดับจังหวัด แต่ก็ยังแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นไม่ได้ หรือแม้กระทั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ขยายฐานไปต่างจังหวัดเช่นกัน แต่ประชาชนก็ยังไม่ชื่นชม ยังมีข้อตำหนิ จึงต้องทบทวนในส่วนของอำนาจ กกต. ว่าจะให้ดาบ ให้อาวุธ ได้แค่ไหน
สุชน กล่าวว่า ประเด็นที่มา สว.นั้น หากย้อนกลับไปดูร่างรัฐธรรมนูญ 2517 และ 2534 เป็นหลัก จะเห็นว่าช่วงนั้นอำนาจสิทธิเสรีภาพของประชาชนค่อนข้างเต็มที่ โดยที่มาของ สว.ตามรัฐธรรมนูญ 2517 กำหนดให้มีวุฒิสภาอันประกอบด้วยสมาชิกซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงเลือกและแต่งตั้ง ขณะที่รัฐธรรมนูญ 2534 กำหนดว่า ให้มีวุฒิสภาอันประกอบด้วยสมาชิกซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีความรู้ความชำนาญในวิชาการหรืออาชีพต่างๆ
“จะเห็นว่า สว.ไม่ได้มีสัดส่วนของการแต่งตั้งเลย แต่กลับเลือกได้กลุ่มคนที่ดี สามารถมาบริหารได้ดี ดีกว่า สว.ในยุคสมัยนี้เสียอีก กระทั่งรัฐธรรมนูญ 2540 ก็ได้กำหนดให้ สว.มีที่มาหลากหลาย ทั้งจากการแต่งตั้ง และเลือกตั้งจากประชาชน โดยอำนาจเป็นเพียงวุฒิสภาที่กลั่นกรองกฎหมาย หรือเป็นองค์ประกอบรัฐสภาเท่านั้น แต่กฎหมายเหล่านี้สังเกตว่าอำนาจของ สว.นั้นไม่มีอำนาจถอดถอนได้ ซึ่งถือว่าเป็นข้อดี
...การเขียนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ หากจะให้มี สว.ที่มาจากการสรรหาก็ไม่ผิด แต่กระบวนการต้องโปร่งใส อย่าปล่อยให้เอาพรรคเอาพวก หรือวิ่งเต้นกันเข้ามา ต้องให้มีความเป็นธรรมเกิดขึ้น และต้องไม่ให้อำนาจในการถอดถอนได้ ซึ่งอำนาจถอดถอนจะต้องให้อำนาจกับกระบวนการศาลเท่านั้น”
ส่วนประเด็นที่มา สส. สุชน วิเคราะห์ว่า ย้อนไปดูรัฐธรรมนูญ 2534 พบว่า สส. ไม่มีแบบบัญชีรายชื่อ และคนก็ไม่ค่อยทะเลาะกันเท่าไหร่ แต่ช่วงหลังตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 ที่ออกแบบให้ สส.มีที่มาจากสัดส่วนบัญชีรายชื่อ ด้วยเหตุผลที่ว่าเสียดายบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ที่หากลงแข่งขันในพื้นที่ประชาชนจะไม่เลือก เพราะไม่รู้จักประชาชน หรือเป็นคนไม่มีเงิน ประชาชนรู้จักแต่คนในพื้นที่ที่เขารู้จัก รู้จักแต่คนท้องถิ่น
สุชน มองว่า จุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ 2540 ยังทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็งขึ้น โตขึ้นเป็นยักษ์ ใหญ่โตเกินกว่าจะเอายัดลงขวดได้ เช่น พรรคเพื่อไทย ที่โตขึ้นด้วยตัวบุคคล นโยบายที่โดนใจกับประชาชน และสามารถสัมผัสได้ ซึ่งคู่แข่งทางการเมืองอื่นๆ ก็ยังไม่สามารถที่จะแข่งได้
การร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันถ้าจะยึดตามเดิมให้เหมือนสมัยรัฐธรรมนูญ 2540 ก็ยาก เพราะการเมืองเข้มแข็งเกินไป แต่ถ้าจะไปใช้ระบบสัดส่วนผสม แบบ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้ร่างไว้ก็ยากเช่นกัน และที่ว่ายากไม่ใช่พรรคการเมืองรับไม่ได้ แต่เพราะประชาชนต่างหากที่ไม่คุ้นชิน ทำให้ประชาชนรับไม่ได้
ถามว่า “ตัวแปรสำคัญ” ที่จะทำให้การเมืองไทยในอนาคตต้องวุ่นวายหรือจะสงบ สุชน มองว่า คือการสร้างความปรองดองของคนในชาติ โดยเฉพาะภาคส่วนพรรคการเมือง ที่ยังไงก็แล้วเมื่อถึงกระบวนการสุดท้ายแล้วเราต้องให้เกียรติประชาชน ที่ได้เลือกพรรคการเมืองเข้ามาจากการนำเสนอนโยบายและให้ความเชื่อใจเข้ามาบริหารประเทศ
“การสร้างกติกาโดยเขียนร่างรัฐธรรมนูญป้องกันคนโกงเข้ามามีบทบาททางการเมือง ก็มีคำถามใหญ่อยู่เหมือนกันว่า แล้วคนที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองครบตามกำหนดระยะเวลา 5 ปีไปแล้ว หรือบางคนพ้นจากคดีอาญาทางการเมืองไปแล้ว ต้องเท่ากับว่าคนเหล่านี้บริสุทธิ์หรือไม่ และจะไปถอดถอนหรือตัดสิทธิตลอดชีวิตนั้น ผมไม่เห็นด้วย
เราต้องให้โอกาสทุกคน แต่ไม่ได้หมายความว่าผมไม่ต่อต้านคอร์รัปชั่น ส่วนตัวมองว่าการเขียนเรื่องตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต เป็นเพียงแค่เขียนเสือให้วัวกลัว ให้เกิดความสะใจเฉยๆ ซึ่งไม่ใช่วิธีการหรือกระบวนการป้องกันไม่ให้คนไม่ดีเข้าสู่การเมืองได้ ซึ่งถือว่าเป็นอีกประเด็นที่จะต้องนำมาคิดและหาทางออกเช่นกัน” สุชน กล่าวทิ้งท้าย







