posttoday
ค้าเสรีมะกัน-ยุโรปไม่ง่าย เมื่อกระแสต้านแรงกว่า ‘หนุน’

ค้าเสรีมะกัน-ยุโรปไม่ง่าย เมื่อกระแสต้านแรงกว่า ‘หนุน’

15 ตุลาคม 2558

โดย...ธนพล ไชยภาษี

โดย...ธนพล ไชยภาษี

ทันทีทันใดหลังจากที่ข้อตกลงความร่วมมือหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ระหว่างสหรัฐ และอีก 11 ประเทศบรรลุข้อตกลงไปเรียบร้อยแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐก็เดินหน้าลุยเจรจาข้อตกลงหุ้นส่วนทางด้านการค้าและการลงทุนทรานส์แอตแลนติก (ทีทีไอพี) ขึ้นในทันที ซึ่งการเจรจาเริ่มต้นขึ้นมาตั้งแต่ปี 2013 และจะมีการเจรจาขึ้นอีกรอบหนึ่งในวันจันทร์หน้านี้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าข้อตกลงทีพีพีระหว่างสหรัฐและอีก 11 ประเทศที่บรรลุไปแล้วนั้นจะได้รับการโหมกระหน่ำถึงความสำเร็จในด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมา เพราะ 12 ประเทศรวมกันนั้นมีขนาดของจีดีพีรวมกันถึง 40% ของจีดีพีโลกทีเดียว แต่ทว่าสำหรับข้อตกลงระหว่างสหรัฐและยุโรปในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างกันหรือทีทีไอพีนั้นกลับไม่ได้รับการต้อนรับเสียเท่าไหร่นัก

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ประชาชนนับแสนคนในกรุงเบอร์ลิน และอีกในหลายๆ เมืองของยุโรป รวมไปถึงกรุงอัมสเตอร์ดัมในเนเธอร์แลนด์ ตลอดไปจนถึงกรุงลอนดอนของอังกฤษนั้น ได้มีการรวมตัวกันต่อต้านและประท้วงความร่วมมือทีทีไอพีในครั้งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดความคาดหมายพอสมควรที่คนยุโรปนั้นกลับไปต้อนรับการมาของมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกอย่างสหรัฐ

ทั้งนี้ ตามข้อมูลที่กล่าวอ้างนั้น หากการเจรจาทีทีไอพีสำเร็จลุล่วงขึ้น ก็จะทำให้กลายเป็นเขตการค้าเสรีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกทีเดียว โดยสหรัฐจะทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมสำคัญของทีทีไอพีและทีพีพีอีกด้วย โดยจากฝั่งยุโรปนั้นมีการคาดการณ์ว่าทีทีไอพีจะทำให้เศรษฐกิจของสหภาพยุโรปขยายตัวขึ้นอีกราว 1.2 แสนล้านยูโร ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวได้อีก 9.5 หมื่นล้านยูโร และเศรษฐกิจอังกฤษจะขยายตัวเพิ่มขึ้นที่ราว 1,000 ล้านปอนด์ทีเดียว

ดูเหมือนว่าจากตัวเลขที่ประเมินดังกล่าวข้างต้นนั้น ยุโรปน่าจะได้ผลประโยชน์มากที่สุด แต่ทว่าก็เป็นยุโรปเช่นเดียวกันที่มีกระแสการต่อต้านมากที่สุด อย่างในอังกฤษนั้นได้มีคนลงนามเป็นจำนวนมากกว่า 5 แสนคนจากชาวยุโรปทั้งสิ้น 3.5 ล้านคนที่ได้ลงนามยื่นเรื่องขอให้คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ล้มเลิกแผนการเจรจาดังกล่าว อีกทั้งสำหรับเยอรมนีเขตเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ของยุโรปนั้นก็ถือว่าเป็นโต้โผสำคัญของการต่อต้านแผนการจัดตั้งทีทีไอพีนี้ทีเดียว

แต่สำหรับสหรัฐนั้นดังจะเห็นได้ว่าการเจรจาทีทีไอพีนั้นมีความสำคัญไม่แพ้ทีพีพีที่สำเร็จลุล่วงไปแล้ว โดยประธานาธิบดี บารัก โอบามา นั้นต้องการให้การเจรจาลุล่วงไปได้ก่อนที่โอบามาจะลาจากเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐในปลายปีหน้านี้

นอกจากนั้น จะเห็นได้ว่าวัตถุประสงค์การเจรจาเขตการค้าเสรีของสหรัฐกับข้อตกลงทีพีพีที่ผ่านมานั้น เป้าหมายหลักสำคัญอย่างหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือ การคงไว้ซึ่งอิทธิพลสหรัฐในการกำหนดกฎระเบียบของการค้าในเวทีโลกที่สำคัญ และเป็นการเปิดตลาดใหม่ๆ ให้กับเอกชน และอุตสาหกรรมของสหรัฐที่จะรุกไปยังพื้นที่ตลาดใหม่ได้อย่างเสรีมากขึ้น โดยสหรัฐไม่ต้องกังวลต่อไปถึงเรื่องการถูกละเมิดลิขสิทธิ์อีกด้วย

แต่สำคัญยุโรปนั้น การเจรจาทีทีไอพีกลับกลายเป็นสิ่งที่ชาวยุโรปจำนวนมากไม่ต้องการให้เกิดขึ้น ด้วยเหตุผลต่างๆ ดังนี้

ประการแรก คือ การขาดความโปร่งใส การเจรจาทีทีไอพีระหว่างสหรัฐและยุโรป ซึ่งดำเนินการมาหลายครั้งตั้งแต่ปี 2013 นั้น ถูกปิดเป็นความลับมาโดยตลอด ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ “ไม่ปกติ” นักสำหรับการเจรจาในข้อตกลงการค้าที่มีขนาดใหญ่เช่นนี้

ทั้งฝ่ายสหรัฐและยุโรปเองต่างพยายามสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชนว่าจะทำให้การเจรจาครั้งนี้มีความโปร่งใสมากที่สุด แต่กระนั้นก็มีการตั้งข้อสังเกตว่าตราบใดที่ไม่มีการเสนอร่างต่อสาธารณชน ก็จะทำให้สาธารณชนไม่มีส่วนร่วมต่อไป

ยิ่งไปกว่านั้น มีรายงานว่าแทนที่สาธารณชนจะได้เห็นร่างของการเจรจา แต่กลับเป็นบริษัทเอกชนรายใหญ่ที่กลับเห็นรายละเอียดของการเจรจามากกว่าเสียอีก ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าบรรดาบริษัทเอกชนนั้นอาจจะมีส่วนในการขึ้นโครงร่างในข้อตกลงของทั้งสองทวีปก็เป็นได้

ทั้งนี้ เว็บไซต์ซีเอ็นเอ็นรายงานว่ามีการตั้งรางวัลสูงถึง 1 แสนยูโรให้กับคนที่นำเอกสารรายละเอียดของทีทีไอพีนี้มานำเสนอ

ประการต่อมา คือ มีความเสี่ยงสูงมากที่ข้อตกลงดังกล่าวนี้จะให้อำนาจกับภาคธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะการให้อำนาจของเอกชนสหรัฐ

ทั้งนี้ ได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้นเรื่อยๆ ว่าภายใต้ข้อตกลงทีทีไอพีนั้นจะเอื้อประโยชน์ให้กับภาคธุรกิจโดยเฉพาะของสหรัฐ ซึ่งอาจจะมีการให้สิทธิพิเศษกับภาคเอกชนในทางตุลาการ โดยที่อาจจะทำให้ภาคเอกชนมีเอกสิทธิ์เหนือรัฐได้ อย่างเช่นตัวอย่างการที่บริษัทบุหรี่ของสหรัฐแห่งหนึ่งเคยได้ทำการฟ้องร้องรัฐบาลออสเตรเลียในเรื่องของกฎหมายซองบุหรี่ที่เคยเกิดมาเป็นตัวอย่างแล้ว เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่ยุโรปไม่ต้องการอย่างยิ่งที่อำนาจพิเศษจะได้รับการประเคนให้กับบรรดาเอกชน และยุโรปพยายามอย่างยิ่งที่จะผลักดันให้เกิดการปฏิรูประบบศาลระหว่างประเทศให้ดีขึ้นกว่านี้ด้วย

นอกจากนั้นแล้ว ต้องไม่ลืมว่ายุโรปถือเป็นภูมิภาคที่เป็นรัฐสวัสดิการที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องสาธารณสุข การศึกษา และการขนส่ง รัฐล้วนแต่มีส่วนในการจัดหาสวัสดิการอันยอดเยี่ยมเหล่านี้ให้กับเอกชน

หนึ่งในความวิตกังวลจากข้อตกลงทีทีไอพีนี้ก็คือ ถ้าหากการเจรจาสำเร็จลุล่วงไปแล้ว ระบบสวัสดิการสาธารณะเหล่านี้ก็มีโอกาสสูงที่จะถูกแปรรูปเป็นรัฐวิสาหกิจไปได้ และอาจจะทำให้เอกชนสหรัฐเข้ามาครอบครองกิจการเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม ทางด้านอีซีเปิดเผยว่า ภาคบริการสาธารณะเหล่านี้ไม่รวมอยู่ในข้อตกลง แต่ทว่าจากข้อมูลที่รั่วไหลออกมานั้นพบว่าสหรัฐพยายามที่จะผลักดันเรื่องนี้อยู่อย่างแข็งขันไม่น้อย

ขณะเดียวกัน แน่นอนว่าถ้าหากข้อตกลงลุล่วงไปได้นั้น ทั้งยุโรปและอเมริกาก็จะต้องปรับกฎระเบียบการค้า รวมไปถึงการกำจัดอุปสรรคทางการค้าลงระหว่างกัน แต่กระนั้นหลายประเทศในยุโรปต่างวิตกกังวลว่าการปรับลดอุปสรรคเหล่านั้น รวมไปถึงกฎระเบียบต่างๆ ลง จะไปทำให้กฎระเบียบต่างๆ ของยุโรป โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยทางอากาศ และการปกป้องสิ่งแวดล้อม ซึ่งยุโรปนั้นมีมาตรฐานสูงมาก และสูงมากกว่าในสหรัฐจะได้รับผลกระทบและลดความเข้มข้นลงได้ด้วย

ทั้งนี้ นักเคลื่อนไหวจำนวนไม่น้อยที่กำลังเปิดโปงว่าข้อตกลงทีทีไอพีนั้นจะไปลดความเข้มข้นของกฎระเบียบด้านสินค้าจีเอ็มโอ และสินค้าปนเปื้อนยาฆ่าแมลงของยุโรปลง อีกทั้งยังอาจจะส่งผลกระทบต่อข้อห้ามการใช้สารเคมีบางตัวในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางอีกด้วย

และสุดท้ายนั้นคือความระแวงต่อการเคลื่อนย้ายของแรงงาน แน่นอนว่ายุโรปเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีสหภาพแรงงานที่แข็งแกร่งและแอ็กทีฟมากที่สุดในโลก

ข้อตกลงทีทีไอพีนั้นมีความเสี่ยงที่จะทำให้ตลาดแรงงานของยุโรปเกิดการแข่งขันมากขึ้นในบางภาคอุตสาหกรรมซึ่งอาจจะทำให้แรงงานยุโรปบางส่วนต้องตกงานลง

ขณะที่เอกชนบางส่วนซึ่งคาดว่าไม่น้อย ก็จะย้ายฐานการผลิตไปยังสหรัฐเนื่องจากมีกฎหมายที่เคร่งครัดน้อยกว่า รวมไปถึงกฎหมายแรงงานที่เคร่งครัดน้อยกว่าในสหรัฐด้วยเช่นกัน และนั่นอาจจะเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เกิดการเลย์ออฟมากขึ้นในยุโรป

ซึ่งข้อสังเกตนี้ถือว่าสวนทางกับการโฆษณาชวนเชื่อของภาครัฐที่พยายามบอกว่าทีทีไอพีนั้นจะช่วยสร้างงานให้กับยุโรปมากขึ้นกว่าเดิม

โดยสรุปแล้ว แม้ว่าสหรัฐจะประสบผลสำเร็จในข้อตกลงทีพีพีกับชาติสมาชิกในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกไปแล้ว แต่สำหรับข้อตกลงทีทีไอพีนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับสหรัฐอย่างแน่นอน เพราะมาตรฐานในหลายๆ ด้านของยุโรปนั้นถือว่า “สูง” กว่าสหรัฐมาก

และยุโรปคงไม่ถูกสหรัฐบีบได้ง่ายๆ เหมือนกับชาติเล็กๆ ในเอเชียหรืออเมริกาใต้เสียด้วย

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม