posttoday
ศก.โลกโค้งสุดท้ายหมดลุ้น เสี่ยงยาวถึงสิ้นปี

ศก.โลกโค้งสุดท้ายหมดลุ้น เสี่ยงยาวถึงสิ้นปี

12 ตุลาคม 2558

เศรษฐกิจโลกล่วงเข้าสู่ไตรมาส 4 ได้เพียง 10 กว่าวัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)

โดย...ธนพล ไชยภาษี

เศรษฐกิจโลกล่วงเข้าสู่ไตรมาส 4 ได้เพียง 10 กว่าวัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ก็ประกาศลดแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ไปแล้วในที่สุด โดยคาดว่าจะเติบโตได้ที่เพียง 3.1% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 3.3% และคาดว่าปีหน้าเศรษฐกิจโลกจะกลับมาเติบโตได้ที่ 3.6% 

แน่นอนว่าปัจจัยเสี่ยงหลักๆ ที่เป็นตัวฉุดเศรษฐกิจโลกนั้น ก็ยังคงเป็นการฟื้นตัวที่อยู่ในระดับกลางๆ ของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ขณะที่ตลาดเกิดใหม่ก็ประสบกับปัญหาการชะลอตัวและการได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง

แน่นอนว่าปัจจัยของประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วที่มีอัตราการฟื้นตัวที่เชื่องช้านั้น หลักๆ ก็หมายถึงสหรัฐที่ดูเหมือนว่าในปีนี้เศรษฐกิจของสหรัฐจะดู “ผิดฟอร์ม” ไปพอสมควรจากเดิมที่คาดการณ์กันว่าสหรัฐจะ
มีการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง และเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกได้เป็นอย่างดี แต่ในที่สุดแล้วเศรษฐกิจสหรัฐก็แสดงให้เห็นแล้วว่า
ยังไม่สามารถต้านทานกับกระแสขาลงของเศรษฐกิจโลกได้ดีนัก มิหนำซ้ำสภาพเศรษฐกิจภายในของสหรัฐเองก็ยังฟื้นตัวได้อย่างไม่เต็มที่ด้วยซ้ำ

กระแสลมต้านกำลังเป็นที่กล่าวขวัญถึงมากที่สุดในขณะนี้ของเศรษฐกิจสหรัฐ ก็หลีกหนีไม่พ้นสถานการณ์การจ้างงานที่ดูเหมือนว่ากำลังฟื้นได้อย่างแข็งแกร่ง แต่เนื้อในนั้นก็ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ โดยในขณะนี้อัตราการว่างงานโดยรวมของสหรัฐนั้นอยู่ต่ำที่ 5.1% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 7 ปี แต่ทว่าในเดือน ก.ย.ล่าสุดนั้นเศรษฐกิจสหรัฐมีการสร้างงานเพิ่มมากขึ้นที่ 1.42 แสนตำแหน่งเท่านั้น ซึ่งถือว่าผิดคาดจากที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เอาไว้มาก ซึ่งตามปกตินั้นการสร้างงานในระดับที่สูงกว่า 2 แสนตำแหน่งนั้นจะถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ

ยิ่งไปกว่านั้น เริ่มมีการคาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของสหรัฐในไตรมาส 4 นั้นจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 1.1% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าในไตรมาส 3 ซึ่งอยู่ที่ 3.9% ขณะที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐก็ยังปรับตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 อีกด้วย

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐที่อยู่ในภาวะเชื่องช้าอยู่แล้วนั้น ยังคงอาจจะต้องประสบกับกระแสลมต้านจากภาคการค้าของสหรัฐเองอีกด้วย อันเป็นผลจากการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐเอง ซึ่งคาดว่าจะส่งผล
กระทบต่อผลประกอบการของบรรดาภาคเอกชนสหรัฐในไตรมาส 4 นี้

การแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐอย่างต่อเนื่องในปีนี้ เริ่มที่จะส่งผลกระทบต่อการทำกำไรของหลายบริษัท ซึ่งยังทำให้เอกชนรายใหญ่ของสหรัฐหลายรายเริ่มที่จะปรับลดแนวโน้มยอดขายและผลประกอบการลง

ประเด็นหนึ่งต้องไม่ลืมว่า บรรดาเอกชนสหรัฐนั้นถือเป็นบริษัทนานาชาติที่ต้องพึ่งพาธุรกิจในต่างประเทศที่สูงมาก การแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐนอกเหนือจากจะทำให้ศักยภาพการแข่งขันของสินค้าสหรัฐอ่อนแอลง ยังทำให้เมื่อแลกผลกำไรกลับมาเป็นเงินเหรียญสหรัฐยังได้ปริมาณที่ลดลงอีกด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อครั้งที่ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ได้ประกาศลดค่าเงินหลายครั้งติดต่อกันเมื่อช่วงเดือน ก.ย. ซึ่งแน่นอนว่าจะยิ่งทำให้สินค้าจากสหรัฐยิ่งสูญเสียศักยภาพการแข่งขันลงอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินหยวนของจีนนั้น ในขณะเดียวกันก็จะกลายเป็นความเสี่ยงอีกด้านหนึ่งที่เศรษฐกิจโลกและตลาดทุนโลกจะต้องเผชิญหน้าต่อไปในช่วงไตรมาส 4 นี้

เห็นได้จากการส่งสัญญาณของ อี้กัง รองผู้ว่าการธนาคารกลางจีน ที่กล่าวในระหว่างการเข้าร่วมประชุมของไอเอ็มเอฟ ที่กรุงลิมา ประเทศเปรู เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่บอกว่าจีนจะทำให้ค่าเงินหยวนนั้นมีความ “ยืดหยุ่น” มากไปกว่านี้

ท่าทีดังกล่าว ถือเป็นการส่งสัญญาณเป็นนัยที่ค่อนข้างชัดเจนว่า ในช่วงไตรมาส 4 นี้ จีนอาจจะปล่อยให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงไปอีก เพื่อแสดงให้เห็นว่าทางการจีนลดการแทรกแซงค่าเงินลง และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั่วโลก ว่าค่าเงินหยวนของจีนนั้นจะถูกกำหนดด้วยกลไกตลาดมากขึ้น

แต่ถึงกระนั้น การผลักดันของจีนที่ทำให้ค่าเงินหยวนมีความยืดหยุ่นมากขึ้นนั้น ในด้านหนึ่งแม้ว่าจะถือเป็นการผลักดันเงินของจีนขึ้นสู่เวทีระดับสากล แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้นก็จะยิ่งทำให้ค่าเงินหยวนกลายเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้น และเป็นความเสี่ยงต่อประเทศผู้ส่งออกรายอื่นๆ และอาจจะกระตุ้นให้เกิดความเสี่ยงของสงครามค่าเงินตามมา

ดังจะเห็นได้ว่า การปรับลดอัตราอ้างอิงแลกเปลี่ยนเงินหยวนของจีนเมื่อครั้งก่อนหน้านี้นั้น ได้กระตุ้นให้บางชาติต้องปรับลดค่าเงินของตัวเองลงทันทีเพื่อรักษาศักยภาพการส่งออกของประเทศเอาไว้ เช่น เวียดนาม ที่มีการปรับลดค่าเงินมาหลายครั้งแล้วเช่นกันในปีนี้

ขณะเดียวกัน อีกความเสี่ยงหนึ่งที่จะเป็นปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจโลกในช่วงไตรมาส 4 นี้ ก็คือการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐที่ยังอยู่ในภาวะ “คลุมเครือ” เอาแน่เอานอนไม่ได้

แม้ว่าการประกาศตัวเลขการจ้างงานในสหรัฐประจำเดือน ก.ย.นั้นจะมีการจ้างงานใหม่เพิ่มอยู่ที่ 1.42 แสนตำแหน่ง ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เอาไว้ ซึ่งทำให้ทั้งนักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ต่างมองว่าเนื่องจากความอ่อนแอของภาคแรงงานสหรัฐที่ยังเห็นอยู่น่าจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐประกาศชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปก่อน

ยิ่งไปกว่านั้น จากรายงานการประชุมครั้งล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐนั้นได้มีการแสดงออกถึงความวิตกกังวลต่อสถานการณ์เงินเฟ้อในประเทศที่ยังกระเตื้องขึ้นไม่มากนัก และยังอยู่ต่ำกว่าเป้าหมายที่ 2.0% อย่างมาก ซึ่งจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐจะไม่ตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยแน่นอน

แต่กระนั้นก็ตาม ในขณะนี้ยังไม่มีใครสามารถฟันธงได้ถึงทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐในขณะนี้ เนื่องจากที่ผ่านมานั้นเป็นการ“คาดเดา” ไปกันเอง อีกทั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟด ก็ได้ย้ำต่อเนื่องหลายครั้งว่า การขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกน่าจะเกิดขึ้นก่อนปลายปีนี้

ทั้งนี้ ตามกำหนดการของธนาคารกกลางสหรัฐนั้น จะมีการประชุมคณะกรรมการผู้กำหนดนโยบายอีก 2 ครั้ง ในปี 2015 นี้ คือในระหว่างวันที่ 27-28 ต.ค. และวันที่ 15-16 ธ.ค. ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า ในการประชุมเดือน ต.ค.นั้นเฟดไม่น่าจะมีการประกาศขึ้นดอกเบี้ยอย่างแน่นอน แต่สำหรับในวันที่ 15-16 ธ.ค.นั้น ยังคงมีโอกาสที่เฟดจะยังประกาศนโยบายนี้อยู่เช่นกัน

และตราบใดที่เฟดยังไม่มีท่าทีที่ชัดเจนถึงการเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยออกไปเป็นปีหน้า กรอบเวลาการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดก็จะยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกในไตรมาส 4 นี้ต่อไป

ขณะเดียวกัน การชะลอตัวของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่นั้นจะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่จะถูกจับตามมองมากที่สุดสำหรับไตรมาส 4 นี้ ภายหลังจากที่กลุ่มประเทศเหล่านี้ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลจากค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่า และความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์จากจีน
ที่ปรับตัวลดลง

แน่นอนว่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อ่อนตัวลงและอยู่ในภาวะซบเซา ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเกิดใหม่เหล่านี้อย่างรุนแรงที่สุด ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของประเทศเหล่านี้พุ่งสูงขึ้นไปด้วย ขณะที่ปริมาณการกู้หนี้ของทั้งภาคเอกชนและภาครัฐของประเทศเหล่านี้ก็อยู่ในปริมาณมากอยู่แล้ว

ดังนั้น ถ้าหากอัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกกลับเข้าสู่ภาวะขาขึ้นเมื่อไหร่ตามนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ ก็จะยิ่งเป็นการซ้ำเติมประเทศเหล่านี้อย่างรุนแรงที่สุด โดยนักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยถึงกับมองว่า วิกฤตที่จะเกิดขึ้นกับตลาดเกิดใหม่นั้นอาจจะเป็นการจุดชนวนให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งใหม่ด้วยซ้ำ

จะเห็นได้ว่า ความโกลาหล ความผันผวน ความไม่แน่นอน ความเชื่องช้า ตลอดจนความคลุมเครือของทิศทางเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นมาตลอดปีนี้จะยังไม่สามารถสรุปผลได้ในไตรมาส 4 โดยที่ปัจจัยความเสี่ยงจากด้านต่างๆ นั้นยังจะเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจโลกให้อ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ

ซึ่งจะทำให้ไตรมาส 4 ของปีนี้ยังเป็นปีที่ไม่อาจจะไว้ใจอะไรได้แม้แต่น้อย...!

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69