posttoday
"ทีพีพี" เวทีนี้ควรต้องมีจีน

"ทีพีพี" เวทีนี้ควรต้องมีจีน

07 ตุลาคม 2558

โดย...ธนพล ไชยภาษี

โดย...ธนพล ไชยภาษี

เรียบร้อยไปแล้วสำหรับการเจรจากลุ่มความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือทีพีพี (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement : TPP) ที่มีสหรัฐมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลกเป็นโต้โผใหญ่รวมเข้ากับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น แคนาดา สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ชิลี และเม็กซิโก ถือเป็นการรวมตัวกันทางด้านการค้าที่โลกจับตามองไม่กะพริบ และที่สำคัญกว่านั้น ข้อตกลงดังกล่าวนี้ถือเป็นชัยชนะของสหรัฐทั้งทางด้านการค้าและการเมืองระหว่างประเทศของสหรัฐที่มีต่อจีนในขณะเดียวกันด้วย

หลังจากที่ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2008 การเจรจาก็ได้ข้อตกลงร่วมในการประชุมที่แอตแลนตา จอร์เจีย ของสหรัฐ โดยในด้านเศรษฐกิจนั้น แน่นอนว่าทีพีพีจะกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนที่สำคัญยิ่งของการค้าโลกในภาวะที่เศรษฐกิจโลกซบเซาเช่นนี้ โดยคาดว่ามูลค่าของการค้าภายใต้กรอบข้อตกลงนี้มีมูลค่ามหาศาลคิดเป็นถึง 40% ของเศรษฐกิจโลกทั้งหมดทีเดียว

นั่นหมายความว่า ทีพีพีกำลังกลายเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกไปในขณะนี้

นอกเหนือจากความสำคัญของทีพีพีที่จะกลายเป็นเขตการค้าที่ปลอด หรือลดภาษีระหว่างประเทศสมาชิกทั้ง 12 ชาติ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สหรัฐต้องการบรรลุมากที่สุดนั้นก็คือ การสร้างมาตรฐานการค้าให้เป็นไปในมาตรฐานเดียวกัน กำจัดการแข่งขันที่ไม่ยุติธรรม และกำจัดอุปสรรคทางด้านการค้าที่เกิดจากความยุ่งยากจากภาครัฐไปสู่การค้าที่มีความเสรีมากขึ้น

จึงจะเห็นได้ว่า ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากความร่วมมือในครั้งนี้ก็คือภาคอุตสาหกรรมและเอกชน มากกว่าที่จะเป็นภาครัฐของประเทศนั้นๆ อย่างแท้จริง

นอกจากนั้นแล้ว ทีพีพียังตั้งเป้าหมายที่จะขยายสมาชิกไปสู่ประเทศอื่นๆ ที่กำลังก้าวขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจด้วย ไม่ว่าจะเป็น เกาหลีใต้ อินเดีย หรืออินโดนีเซีย ซึ่งในขณะนี้เกาหลีใต้นั้นได้ตอบรับที่จะเข้าร่วมเขตการค้าเสรีนี้แล้วด้วย ขณะที่ประเทศไทยก็มีการแสดงความสนใจเช่นเดียวกัน

ความสำคัญของทีพีพีในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะอยู่ที่ขนาดอันใหญ่โตของเขตการค้าที่ครอบคลุมมากถึง 12 ประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แต่ทว่ายังเป็นการเริ่มต้นของโอกาสที่สหรัฐจะเปิดการเจรจากับยุโรปได้มากขึ้นต่อแผนการจัดตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างสหรัฐและยุโรปอีกในภายภาคหน้าด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เหนือสิ่งอื่นใดนัยแห่งความสำคัญของกรอบความร่วมมือทีพีพีนั้น ก็คือการขยายอิทธิพลของสหรัฐสู่ภูมิภาคเอเชียมากขึ้น และยังเป็นการสร้างความชัดเจนของอิทธิพลสหรัฐในเอเชียเพื่อสกัดกั้นการขยายอิทธิพลของจีนที่กำลังรุกกินพื้นที่ในเอเชียอยู่ด้วยเช่นกัน

แน่นอนว่า จีนไม่ได้รวมอยู่ในกรอบทีพีพีดังกล่าว แม้ว่าในอนาคตจะยังมีความเป็นไปได้ก็ตาม โดยทางด้านหนังสือพิมพ์โยมิอูริของญี่ปุ่น พันธมิตรสำคัญของสหรัฐในภูมิภาคเอเชียถึงกับรายงานว่า

“ถ้าหากการปรากฏตัวของสหรัฐและญี่ปุ่นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้รับการยกระดับขึ้นด้วยทีพีพี เราก็จะสามารถสกัดกั้นความเคลื่อนไหวของจีนที่จะขยายอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียได้”

ทั้งนี้ ต้องยอมรับกันว่าภูมิภาคเอเชียกลายเป็นสมรภูมิที่มีการแข่งขันอย่างดุเดือดจากมหาอำนาจทั้งจีน สหรัฐ และญี่ปุ่น โดยเฉพาะในแนวรบด้านเศรษฐกิจ

ในขณะที่จีนกำลังแผ่สยายปีกเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนอย่างเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ผ่านความสัมพันธ์ในระดับรัฐบาล ทำให้ธุรกิจของจีนนั้นเริ่มที่จะมีอิทธิพลเหนือหลายประเทศในอาเซียนมากขึ้นเรื่อยๆ

ในขณะที่ญี่ปุ่นเองนั้นก็ยังคงดิ้นรนอย่างต่อเนื่องในการรักษาพื้นที่ในเอเชียเอาไว้ในฐานะที่เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ ขณะที่สหรัฐนั้นก็กลับมาให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเชียอย่างเต็มพิกัดภายใต้นโยบายของประธานาธิบดี บารัก โอบามา

และที่สำคัญ การบรรลุในข้อตกลงทีพีพีในครั้งนี้ ยังจะกระตุ้นให้การแข่งขันระหว่างจีนและโลกตะวันตกเข้มข้นขึ้นทุกขณะ ในด้านหนึ่ง แม้ว่าจีนเองจะไม่ได้เป็นหนึ่งในสมาชิกของทีพีพี แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าจีนก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของความตกลงพันธมิตรทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ Regional Comprehensive Economic Partnership (RCEP) หรือที่เรียกกันว่า อาร์เซ็ป อันประกอบด้วยสมาชิก 16 ประเทศ ได้แก่ สมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ รวมเข้ากับ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อการตั้งเป็นเขตเสรีการค้าเช่นกัน และกรอบข้อตกลงนี้ไม่มีสหรัฐรวมอยู่ด้วย

กระนั้นก็ตาม ดูเหมือนว่าในขณะนี้ทีพีพีสามารถชิงพื้นที่รุกได้ก่อนเมื่อ 12 ประเทศสมาชิกสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ แม้ว่าจะต้องรอให้รัฐสภาของแต่ละประเทศรับรองเสียก่อน แต่กระนั้นก็คาดว่าไม่น่าจะมีปัญหานัก

“ในเมื่อลูกค้าของเรามากกว่า 95% นั้นอยู่นอกประเทศของเรา เราก็ไม่อาจจะปล่อยให้ประเทศอย่างจีนเป็นผู้เขียนกฎของเศรษฐกิจโลกได้ เราควรจะเขียนกฎนั้นขึ้นเอง เปิดตลาดใหม่ให้กับสินค้าอเมริกัน ในขณะที่เราจะต้องกำหนดมาตรฐานที่จะปกป้องแรงงานของเรา และดูแลสิ่งแวดล้อมของเราด้วย” ประธานาธิบดี บารัก กล่าวในครั้งล่าสุด ซึ่งส่งสัญญาณชัดเจนถึงความเป็นคู่แข่งกับจีน

กระนั้นก็ตาม ภายใต้สภาวะอันยากลำบากของโลกในปัจจุบัน ที่ภายใต้ความเป็นปฏิปักษ์กันระหว่างเศรษฐกิจของทั้งสหรัฐและจีนนั้น ในแท้ที่จริงแล้วปฏิสัมพันธ์ของเศรษฐกิจทั้งสองประเทศนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งไม่น้อย

ในระหว่างการเดินทางเยือนสหรัฐอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงแห่งจีน เมื่อปลายเดือนที่แล้วนั้น ผู้นำจีนได้ประกาศชัดเจนว่า จีนและสหรัฐสามารถยกระดับการค้าระหว่างกันได้อย่างมหาศาล อีกทั้งแนวความคิดที่จีนจะเข้าร่วมในกรอบข้อตกลงทีพีพีนั้นก็ยังพอมีความเป็นไปได้ แม้ว่าที่ผ่านมาจีนเองจะยังปฏิเสธท่าทีอยู่ก็ตาม

สำหรับจีนเองการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของทีพีพีนั้นน่าจะช่วยให้จีนยกระดับมาตรฐานในหลายๆ ด้านให้เทียบเท่ากับมาตรฐานในประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม และการคุ้มครองสินทรัพย์ทางปัญญา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ล้วนแต่สอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปโครสร้างเศรษฐกิจของจีนเองอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

ดังนั้น น่าจะเป็นเรื่องดีต่อโลกและต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเอง รวมไปถึงเป็นผลดีต่อการค้าโลกด้วย ถ้าหากในอนาคตจีนจะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีพีพี ซึ่งจะเป็นการเพิ่มปริมาณการค้ามหาศาลมากขึ้นอีกหลายสิบเท่าตัวทีเดียว

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่