
แปลงค่าสัมปทานมือถือ เป็นภาษีสรรพสามิต
เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2558 รมว.ไอซีที เสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับกรณีที่บริษัท ทีโอที ได้รับความเสียหายจากการแก้ไขสัญญาแปลงค่าสัมปทานมือถือไปเป็นภาษีสรรพสามิต ทำให้เกิดคำถามบางประการ
เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2558 รมว.ไอซีที เสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับกรณีที่บริษัท ทีโอที ได้รับความเสียหายจากการแก้ไขสัญญาแปลงค่าสัมปทานมือถือไปเป็นภาษีสรรพสามิต ทำให้เกิดคำถามบางประการ
ในคดียึดทรัพย์คุณทักษิณในปี 2553 ซึ่งคุณทักษิณ ชินวัตร ถูกลงโทษคนเดียวนั้น มีคนตั้งคำถามว่า ถึงแม้เวลาล่วงเลยมาแล้วกว่า 5 ปี เหตุใดยังไม่มีผู้สนับสนุนถูกลงโทษด้วย
ข้อกล่าวหาของอัยการ คือ ในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น คุณทักษิณสั่งราชการให้มีการแปลงค่าสัมปทานที่ต้องชำระให้แก่บริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม เป็นภาษีสรรพสามิตเพื่อประโยชน์แก่บริษัทของคุณทักษิณ
ขั้นตอนด้านกฎหมายนั้น (ก) วันที่ 21 ม.ค. 2546 รมว.คลังเสนอและ ครม.อนุมัติให้ตราพระราชกำหนดสองฉบับ (ข) วันที่ 28 ม.ค. 2546 รมว.คลังออกประกาศกระทรวงการคลัง และ (ค) วันที่ 11 ก.พ. 2546 รมว.คลังเสนอและ ครม.อนุมัติให้เอกชนนำภาษีสรรพสามิตที่ชำระตามพระราชกำหนดดังกล่าวมาหักออกจากค่าสัมปทาน
คณะผู้พิพากษามีมติด้วยเสียงข้างมากว่า การตราพระราชกำหนดทั้งสองฉบับ และการออกประกาศกระทรวงการคลัง รวมทั้งการมีมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว เป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทของคุณทักษิณจนเป็นเหตุให้รัฐได้รับความเสียหาย
ในเรื่องนี้ใครน่าจะอยู่ในข่ายเป็นผู้สนับสนุนที่ควรลงโทษ
ผมเคยอ่านข่าวกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 2 พ.ค. 2554 แหล่งข่าวระบุว่า จุติ ไกรฤกษ์ ซึ่งขณะนั้นเป็น รมว.ไอซีที ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงสรุปผลว่ามีบุคคลที่เกี่ยวข้องมีหลายกลุ่ม เช่น
(1) ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในขณะนั้น ได้แก่ นายกรัฐมนตรี รมว.คลัง รมว.ไอซีที รมว.คมนาคม
(2) ข้าราชการประจำในขณะนั้น อาทิ อธิบดีกรมสรรพสามิต ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสำนักรัฐวิสาหกิจ ปลัดกระทรวงไอซีที ปลัดกระทรวงคมนาคม
(3) พนักงานรัฐวิสาหกิจ
(4) คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น
ในความเห็นของผม ผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เข้าข่ายเป็นสนับสนุนนั้น ตามที่ระบุเฉพาะนายกรัฐมนตรี รมว.คลัง รมว.ไอซีที รมว.คมนาคม นั้น อาจจะยังไม่ครบถ้วน จึงควรมีการตรวจสอบเพื่อพิจารณาบทบาทของบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกราย
แต่ในกลุ่มผู้สนับสนุน ผมคิดว่า ควรตรวจสอบบทบาทของ ครม.ในขณะนั้นทั้งคณะ เนื่องจากการตราพระราชกำหนดทั้งสองฉบับในเดือน ม.ค. 2546 และการมีมติ ครม.เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2546 นั้น เป็นอำนาจและหน้าที่โดยตรงของ ครม. โดยต้องคำนึงด้วยว่า คุณทักษิณได้ปรับ ครม.เปลี่ยนแปลง รมว.คลัง เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2546
ทั้งนี้ เดิมผมพบข่าวดังกล่าวในเว็บไซต์ www.charuayporntorranin.com ที่คุณจรวยพร ธรณินทร์ (อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการและกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม) จัดทำขึ้นเองเพื่อป้องปรามการทุจริตในวงข้าราชการ โดยข่าวนี้มีการระบุชื่อบุคคลต่างๆ ไว้ด้วย แต่มาถึงวันนี้ปรากฏว่า ผมเข้าไปดูบทความนี้ไม่ได้เสียแล้ว ทำให้ผมเกิดข้อสงสัยว่ามีใครสั่งให้หน่วยราชการใดบล็อกข่าวนี้หรือไม่
การชี้ว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นผู้สนับสนุนนั้นเป็นธรรมหรือไม่ เพราะบุคคลเหล่านี้อาจจะไม่ทราบว่าคุณทักษิณมีการอำพรางการถือหุ้น ซึ่งกว่าจะค้นเจอก็ต้องใช้อำนาจพิเศษของ คตส.
โดยสามัญสำนึก ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขณะนั้นย่อมรู้ว่าผู้ที่จะได้ประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญรายหนึ่งเป็นบริษัทของครอบครัวของคุณทักษิณ ดังนั้นผู้กำหนดมาตรการของรัฐก็พึงต้องเฉลียวใจอยู่แล้ว
แต่ในส่วนของพระราชกำหนดทั้งสองฉบับและมติ ครม.เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2546 นั้น ศาลพิเคราะห์ไว้ว่า การที่ ครม.จะตราพระราชกำหนดประสงค์จะหารายได้เข้ารัฐ แต่ในเวลาเดียวกันยอมให้เอกชนซึ่งเสียภาษีสรรพสามิตสามารถนำภาษีสรรพสามิตไปหักออกจากค่าสัมปทานที่ต้องชำระให้แก่หน่วยงานของรัฐได้นั้น เป็นการดำเนินการที่ขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ในการตราพระราชกำหนดทั้งสองฉบับอย่างเห็นได้ชัด เพราะหากรัฐประสงค์จะเก็บภาษีสรรพสามิตเพื่อหารายได้เข้าสู่ประเทศจริง ก็ไม่มีเหตุผลที่จะยอมให้เอกชนนำภาษีที่เสียไปหักออกจากค่าสัมปทานได้
ข้อวินิจฉัยของศาลจึงเป็นการชี้ชัดว่า ผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขณะนั้นควรจะทราบว่า การออกมาตรการดังกล่าวจะไม่สัมฤทธิผลในการเพิ่มพูนรายได้ให้แก่รัฐบาล ดังนั้นการอนุมัติมาตรการดังกล่าว จึงส่อเค้าการมีเจตนาเพื่อสนับสนุนคุณทักษิณในการทำความผิดเสียมากกว่า
เนื่องจากการลงโทษผู้สนับสนุนเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย ผมจึงได้มีหนังสือแจ้งท่านนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ไปแล้ว เสนอแนะให้ท่านทำการตรวจสอบเพื่อดำเนินการตามกฎหมายให้ถูกต้องครบถ้วน เพราะ ครม.ของท่านได้รับทราบเรื่องนี้เป็นทางการแล้ว
อนึ่ง แนวคิดที่ออกมาตรการยอมให้หักภาษีสรรพสามิตกับค่าสัมปทานนั้น ผมได้ข้อมูลว่า ในปี 2546 ที่มีการยกร่างมาตรการนี้ ก็มีนักวิชาการด้านการคลังส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยและพยายามท้วงติงแล้ว
กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยอธิบายว่า ภาษีอากรกับค่าสัมปทานนั้นเปรียบเสมือนน้ำกับน้ำมัน ไม่สามารถปะปนหรือใช้แทนกันได้ และที่สำคัญที่สุดก็คือ ถ้าหากยอมให้นำภาษีสรรพสามิตมาชดเชยกับค่าสัมปทานแล้ว ก็จะเป็นการสร้างตัวอย่างที่ผิด และต่อไปก็จะมีการเรียกร้องจากเอกชนที่ชำระภาษีในรูปแบบต่างๆ จะขอนำเงินที่ชำระภาษีดังกล่าวมาหักเพื่อชดเชยกับค่าสัมปทานหรือกับภาระอื่นที่เอกชนต้องจ่ายแก่รัฐได้อย่างไม่สิ้นสุด
ถ้าปล่อยให้มีหลักการอย่างนี้ การบริหารการคลังของประเทศก็จะเจ๊งแน่นอน และจะกระทบการหารายได้เข้าประเทศอย่างหนักอีกด้วย







