
กรณีพิพาทเรื่องเครื่องหมายการค้า
ถูกถามมาหลายครั้งว่าช่วงนี้ไม่ค่อยเขียนเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะกรณีพิพาทต่างๆ
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ถูกถามมาหลายครั้งว่าช่วงนี้ไม่ค่อยเขียนเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะกรณีพิพาทต่างๆ เพราะอ่านแล้วทำให้เข้าใจมุมมองต่างๆ ดีกว่ามานั่งอ่านทฤษฎีหรือตัวกฎหมาย ผู้อ่านบางท่านถึงกับบอกว่าเปลี่ยนแนวเขียนไป ที่จริงผู้เขียนเห็นว่าการเขียนเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะลิขสิทธิ์นั้น เป็นเรื่องที่ซับซ้อน ยุ่งยาก เขียนให้อ่านเป็นเรื่องเบาๆ อ่านง่ายๆ ยิ่งยากมากขึ้น โดยเฉพาะในแง่มุมของกฎหมาย จึงเขียนได้อย่างมากคือเรื่องของหลักการ ซึ่งหากจะเขียนเรื่องหลักการซ้ำมากๆ เดี๋ยวจะถูกหาว่าไม่มีอะไรใหม่ เขียนวนไปวนมาอยู่นั่นเอง
เรื่องหลักการนั้นผู้เขียนได้เขียนไว้หมดแล้ว เมื่อเริ่มเขียนคอลัมน์นี้ใหม่ๆ ตั้งแต่เรื่องเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ ความลับทางการค้า แผงวงจรรวม สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ รวมถึงว่าอะไรต้องจดทะเบียน อะไรต้องขึ้นทะเบียน อะไรที่เป็นเจ้าของได้เลยเมื่อสร้างสรรค์เสร็จหรือนำออกแสดงครั้งแรก และเรื่องต่างๆ นั้นมีเงื่อนไขอะไรบ้าง แต่อาจเป็นเพราะการเขียนนั้นหลายปีมาแล้ว และผู้อ่านก็มีจำนวนจำกัด วันก่อนจึงได้รับไลน์จากเพื่อนถามมาว่า เดี๋ยวนี้ “ลิขสิทธิ์” ต้องจดทะเบียนด้วยแล้วหรือ เป็นเพราะกฎหมายใหม่ใช่ไหม เพราะเห็นในคลิปที่เขียนๆ กัน แต่ “จดลิขสิทธิ์” “จดลิขสิทธิ์” เลยต้องชี้แจงไปว่า จะกฎหมายใหม่ กฎหมายเก่า “ลิขสิทธิ์” ไม่ต้องจดทะเบียน เพราะเป็นไปตามความตกลงระหว่างประเทศ คือ อนุสัญญากรุงเบิร์น (Bern Convention) ทันทีที่ท่านสร้างสรรค์เสร็จ จะเป็นเจ้าของตลอดชีวิต บวกอีก 50 ปี ไอ้ที่เขาบอก “จดลิขสิทธิ์” นั้น น่าจะหมายถึง จดสิทธิบัตร หรือเครื่องหมายการค้ามากกว่า แต่ความที่ไม่ทราบเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาดีพอ อะไรที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาก็เรียกลิขสิทธิ์ไว้ก่อน
ตั้งใจจะเล่าให้ฟังถึงกรณีพิพาทเรื่องเครื่องหมายการค้า แต่พอแตะเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เลยต้องชี้แจงกันยาวหน่อย และกรณีพิพาทนี้เป็นกรณีพิพาทในต่างประเทศที่มีการตัดสินแล้ว ออกสื่อกันไปเรียบร้อยแล้ว จึงไม่ใช่ความลับ และแสดงให้เห็นถึงความสนใจของสื่อต่างประเทศในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ส่วนกรณีพิพาทในประเทศไทยนั้น เป็นเรื่องที่นำมาเขียนค่อนข้างลำบาก เพราะส่วนใหญ่แม้จะตัดสินเสร็จสิ้นไปแล้ว หรือในบางกรณีศาลมีการไกล่เกลี่ยจนยุติกันไปแล้ว แต่เมื่อไม่ออกสื่อเป็นที่เปิดเผย ก็ไม่แน่ใจว่าสมควรจะนำมาเขียนหรือไม่ ยกเว้นเรื่องที่มีข้อยุติในชั้นศาลฎีกา และมีการรวบรวมเผยแพร่เป็นเล่มๆ แล้ว ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเก่า หรืออาจจะดูไม่น่าสนใจ
ดังนั้น เรื่องที่จะยกมาเล่าสู่กันฟังนี้ เป็นเรื่องพิพาทระหว่างบริษัทผลิตขนมหวานของเยอรมัน ชื่อ “Haribo” ซึ่งจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้เป็นตัวหมีสีทอง ซึ่งขนม Haribo ผลิตและรู้จักกันดี เป็นที่ชื่นชอบ คือ เจลลี่ที่เคี้ยวหนึบๆ รูปต่างๆ รวมทั้งรูปหมีตัวประมาณหัวแม่มือ และถ้าใครเคยผ่านเข้าไปในเลานจ์ของ Lufthansa ที่แฟรงก์เฟิร์ต ก็จะได้ทานขนมนี้กันเสมอ ส่วนอีกบริษัทหนึ่งก็คือ Lindt & Sprüngli AG ซึ่งบริษัทนี้ น่าจะเป็นที่รู้จักมากกว่า เพราะผลิตช็อกโกแลต Lindt นั่นเอง แต่เป็นบริษัทของสวิตเซอร์แลนด์ โดย Haribo ฟ้องบริษัท ซึ่งในที่นี้ขอเรียกสั้นๆ ว่า Lindt ว่าได้นำรูปหมีสีทองของ Haribo ที่ได้จดทะเบียนไว้เป็นเครื่องหมายการค้า ไปทำเป็นช็อกโกแลตรูปหมีสีทองผูกโบสีแดง ถือเป็นการลอกเลียนเครื่องหมายการค้าของ Haribo และจะทำให้ผู้บริโภคสับสนหลงผิด แม้ว่า Lindt จะเป็นช็อกโกแลต และ Haribo จะเป็นเจลลี่หนุบหนับก็ตาม ซึ่ง Haribo ผลิตเจ้าหมีเจลลี่หนุบหนับนี้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1920 และถึงแม้ว่า เครื่องหมายการค้าจะเป็นรูปแบนๆ และเจ้าหมีช็อกโกแลตของสวิสจะเป็น 3 มิติ แต่ปัจจุบันเครื่องหมายการค้าของหลายๆ ประเทศก็ได้รวมภาพ 3 มิติไว้ด้วยแล้ว เช่นกรณีขวดโคคา-โคลา ก็เคยเป็นคดีฟ้องร้องและชนะมาแล้ว แต่กรณีของภาพ 3 มิตินี้ ยังถือเป็นกรณีที่เรียกได้ว่ายุ่งยากซับซ้อนสำหรับการพิจารณาตัดสินของศาลอยู่มาก
Haribo เริ่มฟ้องคดีนี้มาตั้งแต่ก่อนปี ค.ศ. 2012 โดยฟ้องที่ศาลในประเทศเยอรมนี เพื่อให้บริษัท Lindt ระงับการขายช็อกโกแลตหมีชนิดนี้ และศาลชั้นต้นได้ตัดสินว่า Lindt ละเมิดเครื่องหมายการค้าของ Haribo ที่มองเห็นได้ชัดเจน เนื่องจากถือได้ว่าช็อกโกแลตรูปหมีห่อกระดาษสีทองผูกโบสีแดงนั้น เป็นความหมายเดียวกับเครื่องหมายการค้า (Connotation) ที่ Haribo จดทะเบียนไว้ และห้าม Lindt ขายช็อกโกแลตรูปนี้ ในปี ค.ศ. 2012 บริษัท Lindt จึงยื่นอุทธรณ์ โดยให้เหตุผลว่า Lindt ผลิตช็อกโกแลตรูปสัตว์ต่างๆ ในวันอีสเตอร์ เช่น รูปกระต่าย ไม่ใช่เฉพาะหมี และห่อด้วยกระดาษสีทองผูกโบแดงเหมือนๆ กัน
ผลของการอุทธรณ์ปรากฏเมื่อปี ค.ศ. 2014 Lindt เป็นฝ่ายชนะ เนื่องจากสินค้าทั้งสองเป็นคนละชนิดกัน ไม่อาจทำให้ผู้บริโภคสับสนหลงผิดได้ Haribo จึงยื่นฟ้องต่อ Federal Court แต่ Federal Court ได้ตัดสินให้ Lindt ชนะเช่นเดียวกัน โดยเห็นว่าช็อกโกแลตรูปหมีของ Lindt ที่ห่อในกระดาษสีทองผูกโบแดง ไม่ถือว่าลอกเลียนเครื่องหมายการค้าของ Haribo ที่เป็นขนมเจลลี่ผลไม้เคี้ยวหนึบหนับ และไม่ละเมิดเครื่องหมายการค้าของ Haribo
ก็เป็นอันจบกันไปหลายศาล แต่สำหรับสหภาพยุโรปยังมีศาลของสหภาพยุโรปอีกที่เรียกว่า European Court of Justice คราวนี้ก็ขึ้นกับ Haribo แล้วว่าจะฟ้องต่อไหม คงต้องคอยติดตามกันต่อไป
แต่ที่สำคัญคือ เมื่อ ASEAN เป็น AEC ในปลายปีนี้ ในอนาคต AEC จะมีศาลแบบสหภาพยุโรปหรือไม่ หรือยังเป็นอนาคตที่ไกลเกินเอื้อม ตอนนี้ก็ตัวใครตัวมันกันไปก่อน Court of Justice คราวนี้ก็ขึ้นกับ Haribo แล้วว่าจะฟ้องต่อไหม คงต้องคอยติดตามกันต่อไป
แต่ที่สำคัญคือ เมื่อ ASEAN เป็น AEC ในปลายปีนี้ ในอนาคต AEC จะมีศาลแบบสหภาพยุโรปหรือไม่ หรือยังเป็นอนาคตที่ไกลเกินเอื้อม ตอนนี้ก็ตัวใครตัวมันกันไปก่อน







