
พลิกปมบึ้มราชประสงค์ "เพื่อไทย-นปช." สะท้าน
แม้จะยังไม่มีหลักฐานชัดเจนที่สรุปต้นตอเหตุบึ้ม แต่จากหลักฐานที่พบเวลานี้คงยากที่เสื้อแดงจะปฏิเสธความเกี่ยวข้อง
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
มูลเหตุจากปมเรื่องการเมืองกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง!!!!
หลังจากก่อนหน้านี้มูลเหตุจูงใจในคดีระเบิดที่ศาลท้าวมหาพรหมสี่แยกราชประสงค์ และท่าเรือสาทร ถูกเทน้ำหนักมายังเรื่องการค้ามนุษย์ ที่กลุ่มเสียประโยชน์ออกมาตอบโต้เอาคืน แถมยังจับตาไปยังกลุ่มชาวอุยกูร์ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในช่วงนั้น
เมื่อทางการไทยส่งตัวชาวอุยกูร์กลับจีนกว่า 90 คน จนนำมาสู่ความไม่พอใจ ถึงขั้นมีเหตุบุกทำลายสถานกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ของไทย นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่กี่วันไทยได้ส่งกลับชาวอุยกูร์อีกส่วนไปยังตุรกีประมาณ 170 คนไปแล้ว
เรื่องนี้ยิ่งทำให้ “น้ำหนัก” สมมติฐานของคดีนี้สมเหตุสมผลขึ้น จนค่อยๆ กลบประเด็นว่ามีสาเหตุการเมืองของฝ่ายที่เสียอำนาจ หรือกลุ่มป่วนที่เจ้าหน้าที่เคยตั้งประเด็นไว้ตั้งแต่แรก
จนล่าสุด พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ออกมาแถลงสรุปผลการคุมตัวผู้ต้องหาที่แม้จะยังคงตั้งประเด็นไว้ที่เรื่องการค้ามนุษย์ จากกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปจับกุมและทำลายเครือข่าย
แต่ขณะเดียวกันได้เปิดปมใหม่โดยพบคนไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ และเชื่อมโยงกับเหตุระเบิดที่สมานเมตตาแมนชั่น ซึ่งตำรวจยังต้องไปหาส่วนเชื่อมโยง
“คนจ้างวานอาจจะต้องการให้เกิดเหตุร้าย โดยการว่าจ้างคนอีกกลุ่มที่อาจจะไม่พอใจการทำงานเข้มงวดของรัฐเข้ามาก่อเหตุ เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งกลุ่มผู้ก่อเหตุและจ้างวาน” ผบ.ตร. อธิบาย
สปอตไลต์จึงพุ่งไปยังตัวละครสำคัญอย่าง อ๊อด พยุงวงศ์ หรือ ยงยุทธ พบแก้ว ที่ พล.ต.อ.สมยศ เอ่ยถึงว่าเป็นผู้ต้องหาชาวไทยที่เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดกลางกรุงที่มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากครั้งนี้
ความสำคัญของอ๊อดอยู่ตรงที่เป็นผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดที่สมานเมตตาแมนชั่น ย่านบางบัวทอง จ.นนทบุรี เมื่อปี 2553 และที่บ้านเช่าแห่งหนึ่งย่านมีนบุรี เมื่อปี 2557
สอดรับไปกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง
หากจำได้ ระเบิดที่สมานเมตตาแมนชั่นครั้งนั้น มีที่มาจากห้องพักของ สมัย วงศ์สุวรรณ์ อดีตการ์ดเสื้อแดง จนเป็นเหตุให้สมัยและผู้ไม่เกี่ยวข้องต้องจบชีวิตไป 4 คน ทิศทางการสืบสวนขณะนั้น พบว่ามีการเตรียมระเบิดเพื่อใช้ก่อเหตุความรุนแรงทางการเมือง
เชื่อมโยงไปถึง กษิ ดิฐธนรัชต์ นักธุรกิจค้าปุ๋ยยูเรียจาก จ.นราธิวาส ที่อยู่ระหว่างการหลบหนีจนถึงขณะนี้ ก่อนที่จะมาเป็นประเด็นอีกครั้งเมื่อเกิดเหตุระเบิดที่มีนบุรี ปี 2557 ซึ่งพบว่าในที่เกิดเหตุมีหลักฐานเป็นบัตรอาสาตำรวจบ้าน โดยมีรูปภาพของ กษิ แต่ใช้ชื่อบุคคลอื่น
กลายเป็นจิ๊กซอว์ที่เชื่อมต่อทั้งเหตุการณ์สมานเมตตาแมนชั่นและมีนบุรี จนมาถึงเหตุการณ์ล่าสุดระเบิดที่ราชประสงค์ไว้ด้วยกัน
โดยมีตัวละครสำคัญอย่างอ๊อดที่ครั้งนี้ยังรับหน้าที่คล้ายเดิมเป็นคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดหาสถานที่และอุปกรณ์ระเบิด โดยมีหลักฐานจากภาพวงจรปิดและพยานที่ระบุได้ชัดว่าอ๊อดไปซื้ออุปกรณ์ประกอบระเบิดมาจากจุดใดบ้าง
ที่น่าสนใจกว่านั้น คือ ประวัติของอ๊อดนั้นเคยพบว่าถูกจับข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และยังต้องคดีอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งอาชญากรรม ยาเสพติด และการพนัน
แต่ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. ซึ่งระบุว่าอ๊อดเคยถูกจับมาแล้ว 9 ครั้ง แต่ทั้งหมดกลับระบุเลขบัตรประจำตัวประชาชนของอ๊อดไม่ได้ และยังไม่รู้ว่าอ๊อดหลบหนีไปอยู่ในประเทศไทยหรือไปต่างแดนแล้ว
นี่จึงเป็นอีกปริศนาที่ทำให้คดีนี้ยังไม่อาจเดินไปจนสุดทางสืบสาวหาต้นตอที่แท้จริงได้ในเวลานี้
ทว่า ด้านหนึ่งถูกมองว่าการตั้งเป้ามาให้น้ำหนักเรื่องปมการเมืองนั้น เป็นเพราะไม่ต้องการให้เรื่องนี้บานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่สุ่มเสี่ยงกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
แถมยังจะสร้างปัญหาให้กับรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะที่เป็นคนตัดสินใจดำเนินการส่งชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน
การโยงเป็นเรื่องปมการเมืองจึงไม่ต่างจากกระสุนนัดเดียวที่ได้นกถึงสองตัว คือ หนึ่ง สร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง โดยปัดไม่ต้องแบกความรับผิดชอบว่ามาจากการตัดสินใจผิดที่ส่งชาวอุยกูร์กลับจีน และสอง ยังทำลายน้ำหนักและความน่าเชื่อถือของเสื้อแดงที่พัวพันถึงพรรคเพื่อไทย
แม้ขณะนี้จะไม่มีหลักฐานชัดเจนที่สรุปได้ว่าต้นตอเหตุบึ้มครั้งนี้มาจากสาเหตุใด แต่จากหลักฐานที่พบเวลานี้คงยากที่เสื้อแดงจะปฏิเสธความเกี่ยวข้องได้ทั้งหมด ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
แถมยังถูกมัดอีกเปลาะหนึ่ง เมื่อ ชูชาติ กันภัย ทนายกลุ่มคนเสื้อแดง กระโดดมารับหน้าที่ทนายให้ อาเดม การาดัค หนึ่งในผู้ต้องหาคดีนี้
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม หนึ่งในเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้น มองว่าอาจเป็นความพยายามปกป้องไม่ให้เกิดการซัดทอดมายังกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะสร้างความเสียหายมากกว่าที่เป็นอยู่
แต่ทั้งหมดคงต้องรอให้ทุกอย่างสรุปสุดท้ายด้วยผลการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะคลี่คลายความชัดเจนให้สังคมต่อไป







