
ไม่ควรตั้ง สปท.
การแต่งตั้งสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จำนวน 200 คน เพื่อดําเนินการให้เกิดการปฏิรูปด้านต่างๆ สืบต่อจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ถูกยุบไปนั้น ปรากฏว่ายิ่งใกล้วันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะลงนามแต่งตั้ง กลับยิ่งมีข้อครหาไม่โปร่งใส มีการล็อบบี้วิ่งเต้นกันวุ่นวาย รวมถึงการตั้งตอบแทนคนใกล้ชิดของ คสช.ตลอดเวลา
การแต่งตั้งสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จำนวน 200 คน เพื่อดําเนินการให้เกิดการปฏิรูปด้านต่างๆ สืบต่อจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ถูกยุบไปนั้น ปรากฏว่ายิ่งใกล้วันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะลงนามแต่งตั้ง กลับยิ่งมีข้อครหาไม่โปร่งใส มีการล็อบบี้วิ่งเต้นกันวุ่นวาย รวมถึงการตั้งตอบแทนคนใกล้ชิดของ คสช.ตลอดเวลา
แม้ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาการันตี จะคัดเลือกบุคคลทุกภาคส่วนที่มีความรู้ ความสามารถ ให้เข้ามาทำงานเพื่อชาติอย่างแท้จริง โดยไม่สนใจพวกที่วิ่งเต้น แต่ทว่ายังมีผู้คนเคลือบแคลงสงสัยอยู่ดี เพราะกระบวนวิธีการสรรหาดังกล่าวไม่มีมาตรฐานน่าเชื่อถือ เนื่องจากเป็นการทำกันภายใต้อำนาจ พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.เพียงเท่านั้น
ความจริงสถานการณ์ขณะนี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตั้งสมาชิก สปท.ด้วยซ้ำไป เพราะเมื่อดูอำนาจหน้าที่ของ สปท. แทบจะไม่มีบทบาทอะไรตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2558 มาตรา 39/2 ระบุเพียงว่า เมื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติสิ้นสุด ให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศขึ้น เพื่อดําเนินการให้เกิดการปฏิรูปด้านต่างๆ สืบต่อจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยให้คํานึงถึงความสําคัญเร่งด่วนและความสัมฤทธิผลของการปฏิรูปในระยะเวลาที่เหลืออยู่
สปท.จะไม่มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แต่อย่างใด จะมีก็เพียงแค่หน้าที่สานงานต่อจาก สปช.เดิม ที่ได้ทำแผนปฏิรูปไว้ 11 ด้าน แบ่งเป็น 37 วาระการปฏิรูป และ 6 วาระการพัฒนา ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ และคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบแผนปฏิรูปดังกล่าวแล้ว
อย่างไรก็ตาม โดยหลักแล้วในการผลักดัน 37 วาระการปฏิรูป และ 6 วาระการพัฒนาให้เกิดเป็นรูปธรรม มีผลบังคับใช้นั้น ควรจะเป็นหน้าที่โดยตรงของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และรัฐบาลมากกว่า โดยเฉพาะเรื่องใดถ้าจะต้องออกเป็นกฎหมาย ทางคณะรัฐมนตรีจะต้องเสนอให้ สนช.ให้ความเห็นชอบ และส่วนไหนที่จะต้องกำหนดเป็นนโยบายก็ให้รัฐบาลสั่งดำเนินการได้ทันที
ขณะเดียวกัน หากแผนงานใดหรือวาระปฏิรูปเรื่องใดยังไม่มีความชัดเจน จำเป็นต้องศึกษาให้รอบด้าน ทางรัฐบาลภายใต้คณะรัฐมนตรีหรือคำสั่งนายกรัฐมนตรีจะตั้งคณะทำงาน จะเป็นในรูปแบบคณะกรรมการขึ้นมาทำหน้าที่เฉพาะเรื่องก็ได้ ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากกว่า
ขณะเดียวกันต้องไม่ลืมว่า การตั้ง สปท.จะใช้งบประมาณจำนวนมาก ไม่ต่างจาก สปช.ที่ผ่านมา ที่มีเงินเดือนและค่าตอบแทนสูง คนละ 113,560 บาท และยังมีเงินค่าตอบแทน ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชํานาญการ และผู้ช่วยดําเนินงานอีก 5 คน ซึ่งเดือนละหลายหมื่นบาท ทำให้สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ
ดังนั้น ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ทบทวน ยกเลิกการแต่งตั้งสมาชิก สปท.เสีย เพราะนอกจากจะไม่เป็นที่ข้อครหาเรื่องการตั้งตอบแทนกันแล้ว ยังช่วยชาติประหยัดงบประมาณประเทศชาติอีกมหาศาล







