posttoday
รัฐปรุงยาหม้อใหญ่ ซื้อใจเอสเอ็มอี

รัฐปรุงยาหม้อใหญ่ ซื้อใจเอสเอ็มอี

15 กรกฎาคม 2553

ทางออกของรัฐบาลตอนนี้ควรเงยหน้าออกมามองสภาพปัญหาที่แท้จริงว่า สถานการณ์เดินหน้าไปถึงไหน และจัดลำดับคนที่เดือดร้อนใหม่

ทางออกของรัฐบาลตอนนี้ควรเงยหน้าออกมามองสภาพปัญหาที่แท้จริงว่า สถานการณ์เดินหน้าไปถึงไหน และจัดลำดับคนที่เดือดร้อนใหม่

โดย...ทีมข่าวการเงิน

หากจะพลิกมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 13 ก.ค. จะเห็นถึงความพยายามในการปรุง “ยาหม้อใหญ่” หวังเพื่อเอาใจผู้ประกอบการทั้งน้อยใหญ่

แยกได้เป็น 3 กลุ่มคือ ยาชุดแรก มุ่งช่วยกลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมเนื่องจากความไม่สงบทางการเมือง ที่คณะกรรมการเยียวยาชุด นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี รีบคว้าชิ้นปลามันประกาศมาตรการจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้ประกอบการทั้งที่โดนไฟไหม้และไม่โดนไฟไหม้

 

รัฐปรุงยาหม้อใหญ่ ซื้อใจเอสเอ็มอี

คนที่โดนไฟไหม้สินค้าได้รับความเสียหาย ได้รับเงินชดเชยตารางเมตรละ 1 หมื่นบาท สูงสุดไม่เกิน 50 ตารางเมตร หรือสูงสุดต่อรายได้เกิน 5 แสนบาท

ส่วนผู้ประกอบที่ไม่โดนไฟไหม้ แต่สินค้าได้รับความเสียหายเช่น โดนเขม่าควัน หรือโดนเคมีที่ใช้ในการดับไฟทำให้สินค้าได้รับความเสียหาย จะได้รับเงินชดเชยตารางเมตรละ 5,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 50 ตารางเมตร หรือสูงสุดไม่เกิน 2.5 แสนบาทต่อราย

สาเหตุสำคัญที่รัฐต้องยอมสั่งให้สำนักนายกฯ ควักเงินสำรองจ่ายเงินถึง 600 ล้านบาทให้ผู้ประกอบการไปก่อน เนื่องจากการเจรจากับบริษัทประกันให้จ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประกอบการที่มีการทำประกันอัคคีภัยไว้ ล้มไม่เป็นท่า ทำให้ต้องออกมาตรการเสริมโดยการดึงกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ต้องการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทประกันที่ทำเป็นทองไม่รู้ร้อนให้ออกมามีความรับผิดชอบต่อสังคมบ้าง

แต่ก็เป็นที่น่าแปลกใจว่า แม้มาตรการจ่ายเงินชดเชยจะสามารถผ่านมติที่ประชุม ครม.มาได้ แต่กลับไร้ซึ่งวิธีปฏิบัติว่าใครคือคนที่สมควรจะได้รับเงินชดเชยส่วนนี้ เช่น ผู้ประกอบการที่ได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาลรายละ 5 หมื่นบาทแล้ว ยังมีโอกาสได้เงินนี้อีกหรือไม่

แล้วกรณีที่ร้านไม่ไหม้ไฟ และสินค้ามีความเสียหายเล็กน้อยไม่ถึง 50% จะได้รับเงินชดเชยที่ตารางเมตรละ 5,000 บาทได้หรือไม่ และผู้ประกอบการที่อยากได้เงินตรงนี้ควรจะไปขึ้นทะเบียนที่ไหน และใครจะเป็นเจ้าภาพ

เรื่องนี้คนในที่ประชุมคณะกรรมการเยียวยา ที่มีนายกอร์ปศักดิ์ นั่งเป็นประธานอยู่หัวโต๊ะเองก็ยังตอบไม่ได้ว่าหลักเกณฑ์คืออะไร ความไม่ชัดเจนที่ว่านี้ทำให้ตั้งข้อสังเกตได้ว่าเป็นการออกมาตรการเพื่อหาเสียง

ยาชุดที่ 2 มุ่งช่วยผู้ประกอบการที่ไม่เกี่ยวกับแยกราชประสงค์ และที่ไม่อยู่ใน “เรดโซน 7 เขต” แต่ได้รับผลกระทบ เช่น พ่อค้าแม่ค้าย่านถนนข้าวสาร ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแหล่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่สร้างรายได้เข้าประเทศปีหนึ่งหลายหมื่นล้านบาท

รวมถึงผู้ประกอบการในละแวกใกล้เคียง กำลังจะถูกเก็บตก โดยรัฐได้มอบหมายให้ธนาคารออมสินเข้ามาดูแลเรื่องสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือด้านสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการอยู่ แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปว่าธนาคารออมสินนำสินเชื่อโครงการใดออกมาให้กู้ เบื้องต้นเชื่อว่าน่าจะใช้สินเชื่อในโครงการธนาคารประชาชนเช่นเดิม

นอกจากนี้ ยังอนุมัติโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำช่วยเหลือผู้ถูกเลิกจ้างและว่างงาน ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง เพื่อประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ และธุรกิจขายตรง ภายใต้ โครงการเรนโบว์ โปรเจกต์ ในวงเงิน 5,000 ล้านบาท ตามที่นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ เสนอ โดยเป็นการปรับกลุ่มเป้าหมาย จากเดิมที่เป็นโครงการช่วยเหลือแก่ธุรกิจโลจิสติกส์ที่ขาดสภาพคล่องทางการเงิน วงเงิน 3,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ จะเป็นการปล่อยกู้ผ่านธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ วงเงินไม่เกินรายละ 1 ล้านบาท คิดดอกเบี้ย MLR ลบ 3% ต่อปี เป็นเวลา 2 ปี โดยปีแรกจ่ายเฉพาะดอกเบี้ย ไม่ต้องจ่ายคืนเงินต้น ระยะเวลากู้ยืมสูงสุดไม่เกิน 5 ปี

สำหรับยาชุดที่ 3 จัดเป็นพิเศษให้ตามที่ภาคธุรกิจท่องเที่ยวและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เสนอขอความช่วยเหลือด้าน สภาพคล่อง 1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น การช่วยเหลือเอสเอ็มอีท่องเที่ยว 5,000 ล้านบาท และผู้ประกอบการโรงแรมขนาดใหญ่อีก 5,000 ล้านบาท แต่ ครม.มีมติอนุมัติเพียงในส่วนการช่วยเหลือเอสเอ็มอีท่องเที่ยว วงเงิน 5,000 ล้านบาท โดยให้ ธพว.ปล่อยกู้ให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีท่องเที่ยวทั่วประเทศ แต่ให้ใช้วงเงินเดิมที่เคยอนุมัติและยังเหลืออีกประมาณ 2,000 ล้านบาทให้หมดก่อน

พร้อมกันนี้ ยังได้ปรับเงื่อนไขการปล่อยกู้จากรายละไม่เกิน 5 ล้านบาท เป็นรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท ระยะเวลา 8 ปี ปลอดชำระเงินต้น 2 ปี อัตราดอกเบี้ย MLR ลบ 3 ใน 2 ปีแรก ส่วนปีที่ 3 เป็นต้นไป คิดดอกเบี้ย MLR โดยรัฐบาลจะอุดหนุนส่วนต่างดอกเบี้ยให้ ธพว.ในอัตรา 2% ต่อปีเป็นเวลา 2 ปี ส่วนข้อเสนอไม่ให้มีการตรวจสอบเครดิตบูโรนั้น นายกรัฐมนตรีเกรงว่าจะไม่เป็นสากล จึงให้ทางธนาคารใช้ดุลยพินิจในการผ่อนปรนเงื่อนไขให้

ส่วนการช่วยเหลือผู้ประกอบการโรงแรมขนาดใหญ่นั้น ครม.ไม่อนุมัติ เพราะทางเอสเอ็มอีแบงก์เองก็สุดกล้ำกลืนไม่กล้าฝืนไปช่วยผู้ประกอบการขนาดใหญ่ กลัวจะผิดหลักเกณฑ์ เพราะทางกระทรวงการท่องเที่ยวฯ สั่งวงเงินโอดีต่อรายไว้ถึง 50 ล้านบาท เรื่องจึงไม่จบ เพราะเงินที่ว่าไม่น่าจะเป็นเงินที่เอาไปเสริมสภาพคล่อง แต่น่าจะเอาไปต่อเติมโรงแรมใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิมมากกว่า

อีกทั้งโรงแรมขนาดใหญ่ต่างก็เป็นลูกหนี้แบงก์พาณิชย์กันเป็นหลักหลายร้อยล้านทั้งนั้น แถมหลักประกันก็ไม่มีแล้วแบงก์รัฐหน้าไหนจะกล้ามาปล่อยกู้ให้อีก จนประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง รีบออกมากู้หน้ากระทรวงการท่องเที่ยวฯ โดยเสนอให้ดึง บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้าไปช่วยค้ำประกันการขอสินเชื่อจากธนาคารได้ โดยย้ำว่าต้องเป็นการกู้เพื่อเสริมสภาพคล่อง ไม่ใช่การนำไปสร้างโรงแรมใหม่

สรุปว่า ยาหม้อชุดใหม่ที่รัฐบาลกำลังจะปรุงมาเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ทั้งที่ได้รับและไม่ได้รับผลกระทบจากการเมืองดูจะมั่วซั่ว ขาดความชัดเจน และนำไปสู่การทุจริตหรือจ่ายเงินช่วยเหลือคนไม่ตรงจุดหรือตรงตามความต้องการได้

เพราะขณะนี้เชื่อว่าหลายมาตรการที่รัฐได้ดำเนินการมาเกือบ 2 เดือนที่ผ่านมานั้นได้มุ่งการให้ความช่วยเหลือไปที่เอสเอ็มอีส่วนกลางมากจนเกินพอแล้ว เพราะจ่ายทั้งเงินชดเชย ซึ่งบางรายเป็นแค่แผงค้าเล็กกลับเวียนเทียนขอเงินชดเชยจากหลายที่หลายหน่วยงานรวมกันมากกว่าแสนบาทไปแล้ว

ขณะที่เอสเอ็มอีที่อยู่ในต่างจังหวัด โดยเฉพาะพวกที่ทำธุรกิจท่องเที่ยว และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น พวกค้าขายของฝาก กำลังจะอดตายเพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติต่างพากัน JUST SAY NO ไม่มีใครกล้าเข้ามาเที่ยวประเทศไทย...แลนด์ออฟสมาย เนื่องจากยังกังวลกับเรื่องความไม่สงบทางการเมือง ก็เพราะภาพที่เผยแพร่ผ่านสื่อต่างประเทศนั้น ทำให้ประเทศไทยถูกเปรียบว่าไม่ต่างอะไรกับหนัง Hotel Rwanda

ทางออกของรัฐบาลตอนนี้ควรเงยหน้าออกมามองสภาพปัญหาที่แท้จริงว่า สถานการณ์เดินหน้าไปถึงไหน และจัดลำดับคนที่เดือดร้อนใหม่ว่า ใครต้องการความช่วยเหลือมากกว่ากัน เพราะคนที่เคยเดือดร้อนเมื่อ 2 เดือนก่อน วันนี้คนบางกลุ่มอาจกำลังจะลุกขึ้นใหม่ได้แล้ว แต่ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่กระจายอยู่ในจุดอื่นๆ ของประเทศกำลังจะล้มหายตายจากไป จะทำให้การปรุงยาชุดใหม่ของรัฐบาลรักษาได้ตรงกับโรค ไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณไปกับเรื่องแค่ต้องการหาเสียง เพราะคนที่เสียภาษีก็กำลังเดือดร้อนอยู่เช่นกัน

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่