
รับมือสังคมคนชรา
คำเตือนจากหน่วยงานในประเทศและต่างประเทศว่า ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพราะอัตราการเกิดต่ำในขณะที่ความเจริญทางการแพทย์ทำให้ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น ผลกระทบในทางเศรษฐกิจจะเกิดปัญหาตามมามากมาย ทั้งการขาดแคลนแรงงาน การขยายตัวของเศรษฐกิจต่ำ และรัฐบาลอาจไม่สามารถจัดหารัฐสวัสดิการได้เพียงพอมาดูแลผู้สูงอายุเหล่านี้
คำเตือนจากหน่วยงานในประเทศและต่างประเทศว่า ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพราะอัตราการเกิดต่ำในขณะที่ความเจริญทางการแพทย์ทำให้ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น ผลกระทบในทางเศรษฐกิจจะเกิดปัญหาตามมามากมาย ทั้งการขาดแคลนแรงงาน การขยายตัวของเศรษฐกิจต่ำ และรัฐบาลอาจไม่สามารถจัดหารัฐสวัสดิการได้เพียงพอมาดูแลผู้สูงอายุเหล่านี้
กระทรวงการคลังประมาณการว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า ภาระงบประมาณในการดูแลผู้เกษียณอายุและดูแลคนชราจะเพิ่มขึ้นเป็น 8 แสนล้านบาท หรือ 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จากปัจจุบันที่ตกปีละ 3 แสนล้านบาท หรือประมาณ 2% ของจีดีพี
การที่คุณภาพชีวิตของคนไทยที่ปัจจุบันยังอยู่ในวัยทำงานจะดีขึ้นหรือแย่ลง ขึ้นอยู่กับฐานะการเงินในอนาคตด้วย หากปล่อยให้คนไทยออมต่ำและหวังพึ่งรัฐสวัสดิการเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะจะเป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดินมาก เรื่องเช่นนี้อยู่ที่การวางแผนและการเตรียมตัว หากเตรียมรับมือไว้ดี เมื่อถึงวัยชราก็จะไม่ลำบากมากนัก
สิ่งที่รัฐบาลควรจะต้องส่งเสริมประชาชนเพื่อให้เตรียมตัวรับมือสังคมผู้สูงอายุให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีโดยไม่ต้องรอพึ่งพาสวัสดิการของรัฐ คือ การส่งเสริมให้ประชาชนออมให้มากขึ้น ทั้งในภาคบังคับและภาคสมัครใจ
การออมภาคบังคับที่ได้ให้ดำเนินการแล้ว คือ การออมเงินผ่านกองทุนประกันสังคม และการออมแบบชราภาพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
สำหรับการออมภาคสมัครใจนั้นเริ่มมีมากขึ้นแต่ก็ยังนับว่าน้อย เช่น ออมผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ การออมด้วยการซื้อกองทุนรวมเพื่อการเกษียณอายุ (อาร์เอ็มเอฟ) การซื้อประกันสะสมทรัพย์ และประกันชราภาพ กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ซึ่งการออมภาคสมัครใจเหล่านี้รัฐจูงใจให้ประชาชนออมด้วยการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเข้ามาช่วย
แต่แค่นี้ยังไม่พอ รัฐบาลควรจะจัดให้มีการออมในรูปแบบใหม่ๆ เพิ่มเติมขึ้นมาอีก เพื่อให้คนชั้นกลางและกลุ่มรากหญ้ามีโอกาสออมง่ายขึ้น
รัฐบาลเองก็ต้องเปลี่ยนวิธีการคิดใหม่ อย่าเป็นห่วงด้านรายได้มากจนละเลยเรื่องการส่งเสริมการออม และยังเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับประชาชนโดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเสียเอง โดยเฉพาะการไม่จ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมตามกฎหมายจำนวน 8 แสนล้านบาท ทำให้ประกันสังคมเสียโอกาสที่จะนำเงินจำนวนนี้ไปหาผลประโยชน์ให้งอกเงย เพื่อมาไว้รอจ่ายให้ผู้ที่เกษียณอายุงานไปแล้ว ทั้งที่มีการเตือนมาตลอดว่า หากลงทุนได้ผลตอบแทนต่ำกองทุนประกันสังคมอาจจะเงินหมดภายใน 10-20 ปีข้างหน้า
สำหรับการออมเงินผ่านกองทุนรวมแอลทีเอฟ ก็เป็นการออมเพื่ออนาคต ไม่ใช่คิดแต่ว่าคนรวยจะได้ประโยชน์ ขณะนี้ผู้ที่ลงทุนในกองทุนรวมก็ขยายลงมาที่กลุ่มคนชั้นกลาง ถึงจะเป็นการออมระยะกลาง แต่เมื่อนำเงินลงทุนต่อเนื่องก็เป็นเงินระยะยาวได้







