
“วิษณุ”รับ ทาบ “มีชัย”นั่งประธานกรธ.แล้ว
“รองนายกฯวิษณุ”รับ ทาบ “มีชัย”นั่งประธานกรธ.แล้ว เผย บอกเจ้าตัวขอเวลาคิดก่อนและจะให้คำตอบก่อนนายกฯกลับจากสหรัฐฯ
“รองนายกฯวิษณุ”รับ ทาบ “มีชัย”นั่งประธานกรธ.แล้ว เผย บอกเจ้าตัวขอเวลาคิดก่อนและจะให้คำตอบก่อนนายกฯกลับจากสหรัฐฯ
เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่่ 24 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการสรรหาบุคคลมาเป็นคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) จำนวน 21 คนว่า ยอมรับว่ามีหลายคนที่ตอบรับแล้ว ซึ่งบางคนยังมีเงื่อนไขอยู่บ้าง เช่น ถ้าคนนั้นเป็นประธานกรธ.ก็จะไม่มาเป็น หรือบางก็ยอมรับได้ หรือบางคนขอรอเคลียร์คุณสมบัติก่อน รอเคลียร์เรื่องของเวลาก่อน เพราะครั้งนี้มันต้องเร่งรัด จะมาเอ้อระเหยไม่ได้ เพราะฉะนั้นเขาอาจจะต้องลาออกจากกงาน
เมื่อถามว่า มีนักกฎหมายรุ่นใหม่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า มีการทาบทามนักกฎหมายรุ่นใหม่เหมือนกัน มีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แต่เขาจะรับหรือไม่ยังไม่ทราบ แต่ยอมว่ามีการคุยกันแล้ว อย่างคุณเจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการทางกฎหมาย และอดีตกมธ.ยกร่างฯก็เป็นคนเก่ง แต่ความเก่งก็ต้องคิดอะไรหลายอย่าง เก่งโดยความรู้ที่มี กับเก่งโดยประสบการณ์ ต้องเอามาผสมกัน และการทาบทามบุคคลต่าง ๆ ไม่ใช่ตนคนเดียว คนอื่นก็ไปทาบทามด้วยเช่นเดียวกัน แล้วให้หัวหน้าคสช.เป็นคนเลือก จะบอกว่าพวกไหนมากคงไม่ได้
เมื่อถามว่า ตกลงได้ทาบทามนายมีชัย ฤชุพันธุ์ สมาชิกคสช.แล้วหรือยัง นายวิษณุ กล่าวว่า คุยกับนายมีชัยแล้ว“ซึ่งท่านบอกว่าขอคิดก่อน เพราะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ไม่อยากเข้ามาอยู่กับความวุ่นวายเหล่านี้”เมื่อถามว่า ที่นายมีชัย บอกว่าขอคิดก่อน ได้บอกหรือไม่ว่าขอเวลาคิดไปถึงเมื่อไร นายวิษณุ กล่าวว่า “ท่านมีชัยถามแต่เพียงว่า นายกฯกลับเมื่อไร ผมบอกกลับคืนวันที่ 1 ต.ค. ท่านเลยบอกว่า งั้นก็ยังมีเวลา เอาไว้ตอนนั้นค่อยพูดกัน”
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายมีชัย อาจจะตัดสินใจคืนวันซินเดอเรลลล่าพอดี เลยหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า“ใช่ เพราะไม่อย่างนั้นรถม้า อาจจะกลายเป็นฟักทองก็ได้”เมื่อถามว่า แสดงว่าคืนวันที่ 1 ต.ค.จะได้คำตอบจากนายมีชัย ใช่หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า อย่าไปคาดคั้นขนาดนั้นเลย วันที่ 29-30 ก.ย.อาจจะได้คำตอบแล้วก็ได้ แต่นายกฯกลับก็ต้องมีคำตอบให้แล้ว
เมื่อถามว่า หากนายมีชัย ตอบรับตำแหน่งประธานกรธ.จะต้องลาออกจากเป็นการสมาชิกคสช.หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ และไม่ได้คิดไปถึงเรื่องนั้น ถ้าถามถึงความจำเป็น หรือเงื่อนไขของกฎหมายมันไม่มี สุดแท้แต่นายมีชัย
นายวิษณุ ยังกล่าวถึงคณะทำงานวิเคราะห์ร่างรัฐธรรมนูญปี 58 ที่ถูกคว่ำไปว่า คณะทำงานชุดนี้ เมื่อทำการวิเคราะห์เสร็จก็จบหน้าที่ ไม่มีหน้าที่อื่นต่อ ไม่มีเงินเดือน ค่าตอบแทน หรือเบี้ยเลี้ยงการประชุม แต่ละคนเป็นผู้หลักเป็นใหญ่ ทำงานอื่นอยู่ จะเอาท่านมานั่งคิดเรื่องอื่น เหมือนไปหลอกท่านมา กวักมือให้มาทำเรื่องหนึ่ง อยู่ไปเรื่องนั้นจบให้ทำงานอื่นต่อ มันคงไม่ได้
"ผลวิเคราะห์ที่ได้ถือเป็นเรื่องประโยชน์ภายใน ไม่ถึงกับเป็นทางการ เพราะว่าถ้าพูดไปต้องมีคนพูดโต้ตอบแน่ แค่เป็นข้อมูลเอาไว้ทราบ เพื่อแก้อะไรบางอย่างเท่านั้น"รองนายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่า เอาไว้เป็นข้อมูลในร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ถึงขนาดนั้น มันไม่ได้ถามไปถึงว่าเนื้อหาสาระร่างรัฐธรรมนูญควรจะเป็นยังไง เพราะตรงนั้นคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)ทั้ง 21 คนต้องไปทำเอง ตรงนี้เพียงดูว่าปัญหาร่างรัฐธรรมนูญของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ มันอยู่ตรงไหน บางเรื่องเป็นปัญหาทางความรู้สึกคือ ยังไงถ้าพวกนี้ทำก็ไม่ชอบ คสช.เกี่ยวข้องก็ไม่ชอบ บางเรื่องเป็นปัญหาทางการเมืองคือ ล้มอยากให้คสช.อยู่นาน อย่างนั้นเอามาเป็นสาระไม่ได้ บางเรื่องเป็นปัญหาทางนิติศาสตร์ที่ไม่พอใจเนื้อหา พยายามสุ่มหาความคิดเห็น
ส่วนที่มีข่าวว่าคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตรมว.เกษตรและสหกรณ์ อยากให้รัฐบาลเปิดเวทีรับฟังให้ผู้เห็นต่างทั้ง 2 ฝ่าย ได้แสดงความคิดเห็น เพราะเห็นว่าการมีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.)ไม่สามารถสร้างความปรองดองได้นั้น นายวิษณุ กล่าวว่า เป็นข้อเสนอหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล คสช.เขาคงได้ยินแล้ว และคงนำไปพิจารณาว่า จะผ่อนคลายอย่างไรได้หรือไม่ในภาวะนี้ เพราะมีกฎกติกาอะไรบางอย่าง
นายวิษณุ กล่าวด้วยว่า ตนพูดมาตลอดว่า เมื่อเข้าสู่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ หรือกระบวนการประชามติ ก็ต้องผ่อนคลายความตึงเครียดลง เพื่อสนับสนุนบรรยากาศให้มีการพูดจา และจะได้บรรยากาศความปรองดองมาด้วย คนเราถ้าได้มีโอกาสพูดกัน มันก็น่าจะดีกว่าทะเลาะกัน หรือแม้แต่การที่คสช.เชิญอดีตนักการเมืองไปปรับมโนคติ หรือปรับทัศนคติ ก็มีการรวบรวมแล้วรายงานไปที่หัวหน้าคสช. ซึ่งถ้าเป็นประโยชน์กับรัฐบาลก็จะมีการกรองส่งให้ ซึ่งก็เคยส่งมาให้รัฐบาลบ้างเป็นครั้งเป็นคราว และนายกฯจะมีโน๊ตเล็กๆว่าให้รองนายกฯคนนั้น คนนี้รับทราบ ซึ่งบางเรื่องก็เกี่ยวกับเศรษฐกิจ ถ้าอะไรเป็นประโยชน์ทางการเมือง นายกฯก็จะส่งมาที่ตน แต่สุดท้ายคสช.ก็จะเป็นเจ้าของเรื่อง
เมื่อถามว่า คสช.และรัฐบาล เข้ามาบริหารประเทศได้ปีครึ่งแล้ว แต่ทำไมยังปรองดองไม่ได้ นายวิษณุ กล่าวว่า“ทุกอย่างมันต้องตบมือสองข้าง ทำข้างเดียวไม่ได้ ต้องทำด้วยกันหลายฝ่าย ภาคประชาชนทำข้างเดียว รัฐไม่ตอบสนองก็ไม่ได้ ภาครัฐทำลงไปเอกชนไม่ตอบสนองก็ไม่ได้
"ต้องเข้าใจก่อนว่า บรรยากาศขณะนี้อยู่ในช่วงที่ไม่ปกติ ยังไงก็ไม่ปกติ ต่อให้ยกเลิกกฎอัยการศึกแล้ว ถ้ามันปกติก็เลือกตั้งไปนานแล้ว คำว่าไม่ปกติไม่ได้หมายความว่ายังตีกัน แต่หมายความว่าสิทธิเสรีภาพทั้งหมด ยังไม่สามารถจัดให้ได้อย่างเต็มที่ เหมือนสมัยก่อนได้ เพราะยังเป็นบรรยากาศที่เรียกว่า“อ๊าฟเตอร์ช็อกของการยึดอำนาจ”อยู่ เพราะฉะนั้น ต้องเห็นใจผู้ที่ยึดอำนาจมาว่า ต้องการอำนาจ ต้องการเวลา เขายังต้องการแก้ปัญหาอะไรบางอย่าง ถ้าพูดภาษาแบบนายกฯคือยังอยู่ในโรดแม็ป ระยะที่สอง มันยังไม่ถึงขั้นโรดแม็ประยะที่สาม ซึ่งขั้นที่สาม ก็คืนไปหมดแล้วคือการทำประชามติ เลือกตั้ง โรดแม็ประยะที่ 1 เป็นเรื่องของคสช.คือรัฐบาล และรัฐบาลคือคสช.พอถึงวันที่ 22 ก.ค.กลายเป็นรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ แต่เป็นรัฐธรรมนูญที่คสช.เขียน ซึ่งขณะนี้เราอยู่ช่วงนั้น และต่อจากนั้น 20 เดือน ในสูตรโรดแม็ป 6-4,6-4 หรือจะสั้นกว่านี้ เหลือ 11 เดือนสุดแท้แต่ มันก็จะเข้าสู่โรดแม็ประยะที่สามคือรัฐบาลตัวแทนประชาชน เมื่อยังไม่ถึงขั้นนั้น จะมาคาดหมายทุกอย่างจะต้องกลับไปสมัยก่อนคสช.เข้ามามันคงไม่ได้ เพราะถ้าได้ต้องตอบว่าคสช.มาทำไม ทำไปสนุกๆอย่างนั้นหรอ ดังนั้น จึงเป็นประเด็นสำคัญกับส่ิงที่ถามว่า วันนี้ไม่มีใครจะตอบได้ว่าจะต้องเรียบร้อย เพราะถ้าเรียบร้อยก็ต้องเรียบร้อยทั้งสองฝ่าย ซึ่งบรรยากาศที่สงบเรียบร้อยทุกคนอยากเห็น ทั้งรัฐบาล ประชาชนก็อยากเห็น"นายวิษณุ กล่าว
นายวิษณุ กล่าวต่อว่า ความไม่ผ่อนคลาย การกดดันมันมาจากหลายฝ่าย ถึงใช้คำว่าตบมือทั้งสองข้าง ถ้าตบมือข้างเดียวมันไม่ดัง พยายามพูดจา ขอร้องกัน การแสดงความคิดเห็นทำได้ เหตุที่ทำได้ ไม่ใช่เพราะว่าบ้านเมืองปกติ แต่ที่ทำได้เพราะในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 57 คสช.บอกว่าหลายอย่างให้ทำได้ แต่ทุกคนต้องระงับยับยั้ง ไม่ยั่วยุจนเกินไป ทำให้บรรยากาศมันดีหน่อย







