
คสช.เสียงแตกหนุน‘มีชัย-อานันท์’ เก้าอี้ประธาน กรธ.
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
น่าสนใจไม่น้อยกับท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายหลังออกมาระบุว่าจะยังไม่ตัดสินใจเลือกบุคคลมาทำหน้าที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 23 ก.ย.-1 ต.ค.นี้
เดิมที พล.อ.ประยุทธ์ มั่นใจว่าจะดำเนินการคัดเลือกรายชื่อได้เสร็จสิ้นในวันที่ 22 ก.ย. แต่ทำไปทำมาทุกอย่างต้องเลื่อนออกไปก่อน ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จะมีเวลาตัดสินใจจนถึงวันสุดท้ายในวันที่ 5 ต.ค.
ปัญหาหนักอกที่สุดในเวลานี้ คือ การเลือกบุคคลเข้ามาทำหน้าที่ประธาน กรธ.
จนถึงขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่สามารถเคาะบุคคลเข้ามาเป็นประธาน กรธ.ได้ เมื่อ กรธ.ยังไม่มีหัวที่ชัดเจน ย่อมทำให้การเลือก กรธ.อีก 20 คนต้องสะดุดลงไปด้วย
การชะงักงันที่ว่านั้นเกิดขึ้นแล้วในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่ง คสช.มอบโควตาให้ 3 คน โดยการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) เมื่อวันที่ 22 ก.ย. มีวาระจะเลือกสมาชิก สนช.ไปเป็น กรธ. แต่ต้องชะลอออกไปก่อน เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องประธาน กรธ. หาก สนช.ส่งชื่อไปอาจมีผลให้ทำงานกับประธาน กรธ.ได้ลำบาก จึงคิดว่าจะให้ พล.อ.ประยุทธ์
มาเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตัวเอง
อย่างไรก็ตาม ถ้าจะหาสาเหตุหลักของการที่ คสช.ยังไม่สามารถตบโต๊ะเลือกประธาน กรธ.ได้อยู่ที่ความขัดแย้งภายใน คสช.เอง โดยแบ่งเป็นฝ่ายสนับสนุน “มีชัย ฤชุพันธุ์” อดีตประธาน สนช. และฝ่ายเชียร์“อานันท์ ปันยารชุน” อดีตนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ มีรายงานว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะพี่เบิ้มของ คสช.ส่งสัญญาณเชียร์อาจารย์มีชัยพอสมควร โดยมองว่าเป็นบุคคลที่เข้าทำงานให้กับ คสช.ตั้งแต่เริ่มลงมือรัฐประหารเมื่อเดือน พ.ค. 2557 ในฐานะสมาชิก คสช. และคอยให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแก่ คสช.มาโดยตลอด จึงย่อมเข้าใจเจตนารมณ์ในการทำงานของ คสช.เป็นอย่างดี
จากคุณสมบัติดังกล่าวน่าจะช่วยให้อาจารย์มีชัยสามารถเป็นผู้ถ่ายทอดความคิดความอ่านของ คสช.ลงไปในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ เหนืออื่นอาจารย์มีชัยมีสถานะเป็น “นักกฎหมายมากบารมี” มีลูกศิษย์ที่อยู่ในแวดวงนิติบัญญัติอยู่หลายคน แน่นอนว่าย่อมทำให้การทำงานภายใน กรธ.มีความราบรื่นอย่างพอสมควร เพราะทุกคนย่อมต้องเกรงใจและเกรงบารมีของอาจารย์มีชัย
ส่วนเหตุที่ฝ่ายนี้ไม่สนับสนุนอดีตนายกฯ อานันท์ เพราะเกรงว่า คสช.จะคุมอานันท์ไม่ได้ โดยมีบทเรียนให้เห็นมาแล้วเมื่อครั้งที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ได้รัฐประหารเมื่อปี 2534 และให้เก้าอี้นายกฯ แก่อานันท์ แต่ปรากฏว่ามีปัญหาทางความคิดกับ รสช.พอสมควร ทำให้กังวลว่าปัญหาแบบนั้นจะมาซ้ำรอยอีก
ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนอานันท์นั้นมีรายงานว่านำโดย พล.อ.ประยุทธ์ โดยฝ่ายนี้ไม่ได้กังขาฝีไม้ลายมือของอาจารย์มีชัย แต่เป็นห่วงเรื่องปัญหาทางการเมืองที่จะตามมามากกว่า
เพียงแค่มีชื่ออาจารย์มีชัยมาเป็นตัวเต็งประธาน กรธ. ปรากฏว่ามีเสียงต่อต้านออกมาบ้างแล้ว โดยเริ่มจากกลุ่ม “อดุลย์ เขียวบริบูรณ์” ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35
“อาจาร์มีชัยมีบทบาทในการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2534 หลัง รสช.ยึดอำนาจ เปิดทางสืบทอดอำนาจให้ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ขึ้นเป็นนายกฯ คนนอก และกลายเป็นชนวนของเหตุการณ์นองเลือดในครั้งนั้น อยากให้ คสช.ใช้เหตุการณ์พฤษภาทมิฬเป็นบทเรียน” ท่าทีที่เข้มข้นจากอดุลย์
ดังนั้น ฝ่ายนี้จึงเห็นว่าอดีตนายกฯ อานันท์น่าจะเหมาะสมที่สุด เนื่องจากมีความประนีประนอม และสามารถประสานงานกับกลุ่มการเมืองได้ทุกกลุ่มและทุกสี โดยเฉพาะกับฝ่ายพรรคเพื่อไทย เพราะเคยทำงานร่วมกับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อครั้งถูกเชิญมาทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.)
ไม่เพียงเท่านี้ อานันท์ยังเคยเป็นประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 การันตีได้เลยว่าเรื่องการควบคุมการประชุม กรธ.ไม่น่าจะเป็นปัญหา ประกอบกับรัฐธรรมนูญฉบับที่อานันท์ทำมากับมือนั้นเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายมากที่สุด ย่อมเป็นเครื่องหมายการค้าได้ว่าแรงต่อต้านที่จะพุ่งหา กรธ.ที่มีอานันท์เป็นประธานน่าจะมีน้อยกว่าถ้าเทียบกับการให้อาจารย์มีชัยมานั่งหัวโต๊ะ
ที่สำคัญมองว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่สองที่ทำขึ้นภายใต้การนำของอดีตนายกฯ อานันท์ น่าจะช่วยให้การทำประชามติในอนาคตเป็นไปได้อย่างราบรื่น อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่หลายภาคส่วนในสังคมให้การยอมรับอดีตนายกฯ อานันท์
ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติย่อมเป็นผลบวกแก่ตัว คสช. แต่หากผลออกมาเป็นตรงกันข้าม คสช.ก็จะตกที่นั่งลำบาก แม้ว่าจะมีกฎหมายเป็นอาวุธครบมือก็ตาม จึงเห็นว่าท่ามกลางสถานการณ์ที่ความ
ขัดแย้งมีความรุนแรง ไม่มีใครเหมาะกับการเป็นผู้นำในการเขียนร่างรัฐธรรมนูญมากเท่ากับอานันท์อีกแล้ว
ไม่น่าเชื่อว่าการชิงเก้าอี้ประธาน กรธ.จะกลายเป็นศึกในที่หนักของ คสช. คงต้องรอดูว่าจะเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่ส่งผลร้ายต่อ คสช.ระยะยาวหรือไม่ต่อไป







