
สมคิดกล่อมญี่ปุ่น ลงทุน‘ซูเปอร์คลัสเตอร์’
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เร่งศึกษาแนวทางการให้สิทธิประโยชน์การถือครองที่ดินแก่ต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย รวมทั้งจะให้สิทธิประโยชน์ภาษีจูงใจต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในลักษณะรวมกลุ่มอุตสาหกรรม (คลัสเตอร์) กับผู้ประกอบการไทย ในการวิจัยและพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเฉพาะคลัสเตอร์วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) กลุ่มเกษตร ยานยนต์ ยา อาหาร และไอที เป็นต้น เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เร่งศึกษาแนวทางการให้สิทธิประโยชน์การถือครองที่ดินแก่ต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย รวมทั้งจะให้สิทธิประโยชน์ภาษีจูงใจต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในลักษณะรวมกลุ่มอุตสาหกรรม (คลัสเตอร์) กับผู้ประกอบการไทย ในการวิจัยและพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเฉพาะคลัสเตอร์วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) กลุ่มเกษตร ยานยนต์ ยา อาหาร และไอที เป็นต้น เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ
เบื้องต้นจะมีการขยายพื้นที่อุตสาหกรรมออกไปยัง จ.ฉะเชิงเทรา ปทุมธานี และ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี นอกเหนือไปจากเทศบาลเมืองมาบตาพุด และ อ.แหลมฉบัง
อีกด้วย
ชิโร ซะโดะชิมะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย กล่าวว่า นักลงทุนญี่ปุ่นสนใจใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเครื่องจักรขนาดใหญ่และเครื่องจักรความละเอียดสูงสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมในไทย เพื่อกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากไทยเป็นประเทศศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนที่มีศักยภาพ นอกจากนี้ ญี่ปุ่นสนใจตั้งสถาบันการศึกษาที่เน้นด้านการวิจัยและพัฒนาในไทยมากขึ้นด้วย
“ขณะนี้นักลงทุนญี่ปุ่นพอใจแผนส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอและมาตรการกระตุ้นการลงทุนที่เพิ่มสิทธิประโยชน์เป็น 13 ปี ซึ่งช่วยส่งเสริมการลงทุนและอำนวยความสะดวกมากขึ้น เชื่อว่าจะมีนักลงทุนจากญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้นแน่นอน” ชิโร กล่าว
ด้าน อรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบตามที่บอร์ดบีโอไอเห็นชอบมาตรการส่งเสริมนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่
1.การพัฒนาในกลุ่มอุตสาหกรรมซูเปอร์คลัสเตอร์ สำหรับกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์โทรคมนาคม ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดิจิทัล อุตสาหกรรมอาหารที่ใช้นวัตกรรม อุตสาหกรรมการแพทย์และการรักษาพยาบาล
สำหรับพื้นที่ที่ให้การส่งเสริมเป็นพื้นที่ที่มีการเชื่อมโยงของห่วงโซ่การผลิต รวมทั้งมีองค์ประกอบสนับสนุนอื่นๆ เช่น มีสถาบันศึกษา ศูนย์วิจัย วัตถุดิบ และแรงงานที่สามารถส่งเสริมการพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมได้ ประกอบไปด้วย 9 จังหวัด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครราชสีมา เชียงใหม่ และภูเก็ต
2.การสนับสนุนอุตสาหกรรมในพื้นที่คลัสเตอร์เป้าหมายอื่นๆ โดยมี 2 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรแปรรูป และอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม โดยเน้นการสร้างจุดเด่นเป็นศูนย์กลางการออกแบบและเส้นใยคุณสมบัติพิเศษ โดยในกลุ่มนี้ให้สิทธิประโยชน์ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3–8 ปี และลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% เพิ่มเติมอีก 5 ปี และยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร
ขณะเดียวกัน สมคิด ยังเปิดเผยว่า ศักยภาพการลงทุนในประเทศไทยจะดึงดูดนักลงทุนชาวต่างชาติมากขึ้น เมื่อไทยเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) โดยขณะนี้รัฐบาลได้สร้างความพร้อมเพื่อรองรับการลงทุนจากต่างชาติเพิ่มอีก โดยการศึกษาเส้นทางรถไฟขนส่งสินค้าสายตะวันออกพาดไปยังตะวันตก หรือ อีสต์-เวสต์ คอริดอร์ 2 เส้นทาง คือ เส้นบนและเส้นล่าง
“เส้นทางที่น่าสนใจ ซึ่งอยากให้นักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามามากที่สุดขณะนี้ คือ เส้นทาง อีสต์-เวสท์ คอริดอร์ เส้นล่าง ซึ่งจะตอบสนองการลงทุนของญี่ปุ่นได้ดีที่สุดจุดหนึ่ง มากพอๆ กับที่ญี่ปุ่นต้องการลงทุนเส้นเชียงใหม่ ซึ่งภายในกลางเดือน ต.ค.-พ.ย. จะมีการไปโรดโชว์ที่ญี่ปุ่น และจะติดตามความคืบหน้าเรื่องนี้ด้วย แต่หากญี่ปุ่นยังไม่มีความสนใจ ไทยจะเดินหน้าลงทุนเอง” สมคิด กล่าว
สำหรับรถไฟขนส่งสินค้าเส้นล่างเริ่มต้นที่ จ.กาญจนบุรี ผ่านไปยัง จ.เพชรบุรี ราชบุรี อ.ลาดกระบัง และแหลมฉบัง เพราะโรงงานอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นที่มีฐานการผลิตในไทยส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมลาดกระบัง แหลมฉบัง และภาคตะวันออกของไทย ขณะที่เส้นทางสายบนจะเชื่อมโยง จ.มุกดาหาร ผ่านเข้าไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่าน อ.แม่สอด จ.เชียงราย และเข้าไปยัง จังหวัดทวาย เมียนมา







