
อังค์ถัดแนะไทยพัฒนานวัตกรรม
การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) เปิดเผยรายงานนโยบายด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์ (สทิป) ซึ่งเป็นบทวิเคราะห์เกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพเพื่อพัฒนากลยุทธ์และศักยภาพในการแข่งขันเกี่ยวกับประเทศไทย โดยอังค์ถัดแนะนำให้ไทยต้องพยายามริเริ่มนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันในกิจกรรมที่มีการเพิ่มมูลค่าสูงและหลีกเลี่ยงการตกสู่กับดักรายได้ปานกลาง
การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) เปิดเผยรายงานนโยบายด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์ (สทิป) ซึ่งเป็นบทวิเคราะห์เกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพเพื่อพัฒนากลยุทธ์และศักยภาพในการแข่งขันเกี่ยวกับประเทศไทย โดยอังค์ถัดแนะนำให้ไทยต้องพยายามริเริ่มนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันในกิจกรรมที่มีการเพิ่มมูลค่าสูงและหลีกเลี่ยงการตกสู่กับดักรายได้ปานกลาง
อังค์ถัดได้เสนอแนวปฏิบัติสำหรับการพิจารณาของรัฐบาล มีข้อเสนอแนวปฏิบัติ 3 ทาง คือ
1.ส่งเสริมธรรมาภิบาลและการจัดการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (เอสทีไอ) โดยคณะกรรมการนโยบายเอสทีไอแห่งชาติ สร้างบทบาทที่ชัดเจนและหน้าที่ความรับผิดชอบของสถาบันเอสทีไอ เอสทีไอเพิ่มความรับผิดชอบและกำกับดูแล เพื่อสร้างความแน่ใจในประสิทธิภาพนโยบายเอสทีไอ
2.กระตุ้นการส่งเสริมนวัตกรรม แนะนำกองทุนเพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา รวมถึงขยายส่วนโครงการและองค์การที่ปฏิบัติงานระหว่างแหล่งของความรู้และบริษัท จัดหาแรงจูงใจสำหรับการทำงานร่วมกันของอุตสาหกรรม-สถาบัน และสร้างการใช้งานอัจฉริยะของโครงการเมกะโปรเจกต์ เช่น โครงการรางรถไฟ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในด้านภาครัฐและเอกชนในการวิจัยและพัฒนา
3.ยกระดับระบบการศึกษาเพื่อจัดหาทักษะเอสทีไอที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจ นักเรียน ครูและสถาบันเพื่อทำงานในหน่วยงานเอกชน ตัวอย่างเช่น การอบรมวิชาชีพคู่ขนาน โครงการขับเคลื่อนและการศึกษาแบบผสม ทั้งหมดนี้สามารถนำไปชนรุ่นใหญ่กว่าและมีการซึมซับความรู้และความชำนาญสำหรับประเทศ
พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการเอสทีไอว่า รัฐบาลกำลังนำมาปรับใช้เพื่อหลีกหนีจากกับดักทางรายได้ขนาดกลาง และพยายามแข่งขันในตลาดที่มีมูลค่าสูงกว่า โดยนโยบายเอสทีไอของไทยมีเป้าหมาย เพื่อลดความไม่เท่าเทียมจัดหาโอกาสและความต้องการของสังคม
ด้าน ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการอังค์ถัด กล่าวว่า มีความจำเป็นที่จะต้องปรับใช้โมเดลการเติบโตทางเศรษฐกิจบนพื้นฐานของความรู้และนวัตกรรม และศักยภาพการผลิต ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและการประสานงานระหว่างกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายเอสทีไอเป็นสิ่งจำเป็น การสร้างสรรค์และนวัตกรรมของเยาวชนต้องได้รับการสนับสนุน
ทั้งนี้ ผู้ที่เข้าร่วมการประชุมมีทั้งข้าราชการระดับสูง อธิการบดีและตัวแทนหน่วยงานวิจัยและผู้นำทางธุรกิจ สนับสนุนความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ที่จะกระตุ้นนวัตกรรมทางธุรกิจ โดยภาคเอกชนควรมีบทบาทเชิงรุกในการแสวงหานวัตกรรมและประสานความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ มีการแบ่งปันการรับรู้ถึงความจำเป็นที่จะส่งเสริมเอสทีไอ ทั้งในระดับวิชาชีพและการศึกษาในระดับสูงขึ้นไป เพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรม







