
เดินเกมการค้าอย่างไร เมื่อเทรนด์โลกเปลี่ยน? (ตอนจบ)
โดย...ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์
โดย...ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์
การก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลยังก่อให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าจากทั่วโลก ลดต้นทุนในการเข้าถึงสินค้าและบริการ เพิ่มการแข่งขัน และเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเหล่านี้ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมต่างๆ มากมาย
ดังนั้น การปรับกลยุทธ์และโมเดลธุรกิจเพื่อให้สอดรับกับความท้าทายและโอกาสใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น จึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการในยุคนี้ นับตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2551 เป็นต้นมา การค้าทั่วโลกขยายตัวได้ช้ากว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ แตกต่างจากสถานการณ์ในช่วงก่อนหน้า ซึ่งปริมาณการส่งออกสามารถขยายตัวได้มากกว่าเศรษฐกิจโลกถึง 1.6 เท่า
ทั้งนี้ การขยายตัวของการค้าโลกที่ชะลอตัวดังกล่าว ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัญหาสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเงิน รวมทั้งการฟื้นตัวของอุปสงค์ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่ยังคงเปราะบาง ทำให้ไม่มีกลไกขับเคลื่อนความต้องการในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม การค้าโลกในอีก 5 ปีข้างหน้า มีแนวโน้มเติบโตได้ดีขึ้น แม้ว่าอาจจะไม่สูงเท่ากับในอดีต จากอานิสงส์ของการเปลี่ยนแปลงในเชิงพลวัตทางการค้าและรูปแบบความต้องการสินค้าในตลาดโลกใน 3 ประการหลัก ได้แก่
1) กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะก้าวขึ้นมาเป็นตัวขับเคลื่อนหลักการเติบโตของการค้าโลก 2) ความต้องการสินค้าของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่เปลี่ยนแปลงไป จะเป็นตัวกำหนดประเภทสินค้าที่มีแนวโน้มเติบโตสูงในอนาคต และ 3) การก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของลักษณะสินค้าและบริการ รวมทั้งรูปแบบการค้าระหว่างประเทศ 1) กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะก้าวขึ้นมาเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการเติบโตของการค้าโลกในช่วง 10 ปีข้างหน้า จีน อินเดีย กลุ่มประเทศอาเซียน กลุ่มประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ จะมีอิทธิพลต่อเวทีการค้าโลกมากขึ้น
ทั้งนี้ จากข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุว่า ในช่วงระหว่างปี 2559-2563 กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะมีความต้องการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 6.1% สูงกว่าในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว รวมทั้งยังเติบโตเร็วกว่าปริมาณการนำเข้าของโลกอีกด้วย ซึ่งการเติบโตดังกล่าวได้รับอานิสงส์หลักมาจากความต้องการนำเข้าสินค้าจากประเทศเศรษฐกิจหลักอย่างจีน อินเดีย กลุ่มประเทศอาเซียน 5 (ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์) รวมไปถึงกลุ่มประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ และกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม)
เนื่องจากประชากรในประเทศเหล่านี้มีกำลังซื้อที่เพิ่มสูงขึ้นและมีการเข้าสู่สังคมเมืองมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้มีความต้องการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ระดับรายได้และความเป็นอยู่ของประชาชนในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ปรับตัวดีขึ้นตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ผู้บริโภคในประเทศเหล่านี้มีการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มมากขึ้น กำลังซื้อของคนในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งสะท้อนได้จากรายได้ต่อหัวประชากรเพิ่มขึ้นกว่า 2.4 เท่า ในปี 2557 จากเมื่อปี 2543 และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องเฉลี่ยที่ราว 6% ต่อปี ระหว่าง 2559-2563
นอกจากนี้ จำนวนประชากรที่อยู่ต่ำกว่าเส้นแบ่งความยากจนในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ยังปรับลดลงจาก 31% ของจำนวนประชากรทั้งหมดในปี 2545 มาเหลือเพียง 17% ในปี 2544 และยังมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องไปอยู่ที่ 13% ในปี 2558 โดยเป็นผลมาจากการลดลงของประชากรยากจนที่อยู่ในประเทศจีนและอินเดียเป็นหลัก การก้าวเข้าสู่สังคมเมืองของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา คืออีกหนึ่งปัจจัยหนุนที่ส่งผลให้ผู้บริโภคในประเทศดังกล่าวมีความต้องการสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีของประเทศจีนซึ่งพบว่าสัดส่วนประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 26% ในปี 2532 มาอยู่ที่ 49% ในปี 2543 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 61% ในปี 2563 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายพัฒนาจีนตะวันตก หรือ “Go West Policy” ของรัฐบาลจีน โดยเฉพาะในเมืองรองระดับ 2 และ 3 ที่จะเอื้อให้เกิดความเจริญและสนับสนุนให้เกิดความเป็นเมืองมากขึ้น
ในขณะที่อินเดียและกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ซึ่งกำลังเริ่มผันบทบาทตัวเองให้กลายเป็นโรงงานผลิตสินค้าที่สำคัญของโลกในอนาคต ก็กำลังก้าวเข้าสู่ความเป็นสังคมเมืองมากขึ้นเช่นกัน โดยคาดว่าภายในปี 2563 สัดส่วนประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองในอินเดียและกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี จะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 35% จากราว 30% ในปี 2543
ทั้งนี้ ระดับรายได้ที่เพิ่มขึ้นและการก้าวเข้าสู่สังคมเมืองของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของกลุ่มชนชั้นกลางในประเทศ และทำให้รูปแบบความต้องการเปลี่ยนแปลงไปสู่สินค้าที่มีคุณภาพสูงและมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคอาหารแปรรูปหรืออาหารเพื่อสุขภาพ จากเดิมที่เป็นการบริโภคอาหารจำเป็นหรือสินค้าเกษตรแปรรูปขั้นต้นอย่างข้าวและน้ำตาล รวมไปถึงความต้องการใช้สินค้าเทคโนโลยีต่างๆ มากขึ้น อาทิ สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ซึ่งเป็นรูปแบบการบริโภคที่คล้ายคลึงกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
ขณะเดียวกัน การย้ายฐานการผลิตของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วมายังกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เพื่ออาศัยประโยชน์จากค่าแรงและต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ยังช่วยสนับสนุนให้การค้าภายในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันเอง (South-south Trade) มีสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการย้ายฐานการผลิตในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตรถยนต์มายังไทย ส่งผลให้ไทยกลายเป็นฐานการส่งออกรถยนต์ของญี่ปุ่นไปยังประเทศอื่นๆ ภายในภูมิภาค และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา อาทิ ซาอุดิอาระเบีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม เป็นต้น ซึ่งช่วยเพิ่มการค้าแบบ South-south Trade ให้มากขึ้น
ทั้งนี้ จากข้อมูลล่าสุดในปี 2546 พบว่าสัดส่วนการค้าแบบ South-south Trade เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 26% จาก 13% ในปี 2543 โดยธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) คาดการณ์ว่าภายในปี 2573 การค้าแบบ South-south Trade นี้ จะมีสัดส่วนที่สูงกว่าการค้าระหว่างกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (North-north Trade) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการค้าภายในกลุ่มนี้ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต
อย่างไรก็ดี เมื่อภาวะเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเติบโตสูงขึ้น และมีกลุ่มชนชั้นกลางในประเทศเพิ่มขึ้น ค่าแรงและต้นทุนการผลิตในประเทศเหล่านี้ย่อมจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงส่งผลให้ต้องมีการย้ายฐานการผลิตออกไปยังประเทศที่ด้อยพัฒนากว่าในที่สุด ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎี “Flying Geese”
ตัวอย่างที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนคือ “จีน” ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “โรงงานของโลก” และฐานการผลิตสินค้าที่สำคัญมาอย่างยาวนาน ก็เริ่มมีการย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศเช่นเดียวกัน จากค่าแรงในประเทศที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยพบว่าปัจจุบันบริษัทในจีนเริ่มมีการขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี และอินเดีย ซึ่งในปี 2546 มูลค่าการลงทุนของจีนในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี เพิ่มขึ้นถึง 39 เท่า และมูลค่าการลงทุนของจีนในอินเดียเพิ่มขึ้นราว 13 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2548 ซึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวมีส่วนช่วยให้เกิดการกระจายฐานการผลิตสินค้า และเพิ่มบทบาททางการค้าของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเวทีโลกให้เพิ่มสูงขึ้น







