
เกาะระเบียงอุตสาหกรรมแม่โขง ลงทุนเขตศก.พนมเปญ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
การลงทุนของไทยในกัมพูชา ยุคคลื่นลูกที่สาม (The Third Wave) กำลังจะแตกต่างไปจากยุคที่ผ่านมา เมื่อโอกาสของการค้าและการลงทุนถูกขยายช่องให้กว้างขึ้น ด้วยการนำของทัพอุตสาหกรรมญี่ปุ่น ภายใต้ระเบียงอุตสาหกรรมแม่โขง Mekong Industrial Belt
ตามรายงานของเอเชียน นิกเกอิ รีวิว และขแมร์ ไทมส์ กรุงพนมเปญคือหัวใจสำคัญของการผลิตและโลจิสติกส์ ที่สามารถเชื่อมท่าเรือน้ำลึกในโฮจิมินห์ เวียดนาม เป็นเกตเวย์สู่มหาสมุทรแปซิฟิก และยังเป็นจุดเชื่อมต่อที่ใกล้ญี่ปุ่นที่สุด
ในอีกทางหนึ่ง พนมเปญจะเชื่อมต่อไปยังประเทศไทย ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมในภูมิภาคนี้ที่มีการยกระดับการผลิตให้ซับซ้อนขึ้นและใช้แรงงานมีฝีมือมากขึ้น โดยเชื่อมผ่านปอยเปตไปยังเขตอุตสาหกรรมภาคตะวันออก เพื่อไปจบที่ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง หรือเชื่อมไปยังกรุงเทพฯ และต่อไปยังท่าเรือน้ำลึกทวายในเมียนมา เพื่อกระจายสินค้าไปยังเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และยุโรป ได้โดยไม่ต้องอ้อมผ่านช่องแคบมะละกา
ภายใต้บริบทการค้าและการลงทุนที่เปลี่ยนไปเช่นนี้ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ เล็งเห็นความสำคัญที่นักลงทุนไทยจำเป็นต้องรู้และก้าวตามให้ทัน จึงได้ร่วมกับ สมาคมมิตรภาพไทย-กัมพูชา บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ (เอพีเอ็ม) รวมถึงหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ และเอ็มทูเอฟ จัดสัมมนาเรื่อง “โลจิสติกส์พลิกโฉมกัมพูชา” เพื่อให้นักลงทุนได้รับฟังและลงพื้นที่ิจริง พร้อมทั้งพบคำแนะนำการลงทุนตัวต่อตัวไทย-กัมพูชา ที่กรุงพนมเปญ ในวันที่ 8 ต.ค.นี้
จึงไม่น่าแปลกใจที่กัมพูชาในวันนี้จะเต็มไปด้วยเขตเศรษฐกิจพิเศษทั่วประเทศถึงราว 30 แห่ง โดยมีเขตเศรษฐกิจพิเศษพนมเปญ (PPSEZ) นำทัพการเติบโตที่รวดเร็วที่สุด
“จากเมื่อปลายปี 2013 ซึ่งเรามีโรงงานทั้งหมด 34 แห่ง ทุกวันนี้ได้ขยายเป็น 77 แห่ง โดยส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนญี่ปุ่น ในจำนวนนี้หลายรายเป็นการโยกย้าย หรือขยายการลงทุนมาจากประเทศไทย ตามนโยบายไทยแลนด์พลัสวันของญี่ปุ่น และคาดว่าจะมีทั้งนักลงทุนญี่ปุ่นและนักลงทุนไทยมาเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอีก หลังจากที่เปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปลายปี 2558” มิเชล จ้าว
ผู้จัดการอาวุโสของเขตเศรษฐกิจพิเศษพนมเปญ เปิดเผยกับโพสต์ทูเดย์
ภายในพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ PPSEZ นับเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่พัฒนามากที่สุด บนทำเลที่อยู่ห่างจากสนามบินนานาชาติพนมเปญเพียง 8 กิโลเมตร และห่างจากใจกลางเมือง 10 กิโลเมตร อีกทั้งพนมเปญยังเป็นใจกลางสำคัญของโลจิสติกส์ในภูมิภาค ที่เชื่อมต่อยังไทยและเวียดนาม และกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบขนส่งทางรางเชื่อมกับสีหนุวิลล์
จ้าว ฉายภาพให้ชัดเจนขึ้นว่า การเข้ามาของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างญี่ปุ่นและจีน ทำให้กัมพูชาเป็นจุดดึงดูดการลงทุนที่มากกว่าการเป็นแหล่งผลิตค่าแรงต่ำ หรือฐานการส่งออกเพื่อใช้สิทธิประโยชน์จีเอสพีเหมือนที่ผ่านมา เพราะยังหมายถึงการเติบโตในประเทศที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนสามารถเจาะตลาดภายในได้
ปัจจุบันมีนักลงทุนอาเซียนจากมาเลเซียและสิงคโปร์เข้ามาลงทุนที่ PPSEZ มากที่สุดในแง่จำนวนบริษัท แต่หากคิดเป็นมูลค่าการลงทุนแล้ว ไทยอยู่ในอันดับที่ 2 รองจากเวียดนาม นำโดยบริษัท เบทาโกร ที่จะผลิตเนื้อสัตว์กว่า 2 แสนตัน/ปี ป้อนเข้าสู่ตลาดในกัมพูชา ขณะที่บริษัท เอสวีไอ ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กำลังจะเปิดบริษัทตามมาในเร็วๆ นี้ เพื่อใช้เป็นฐานส่งออกไปยังต่างประเทศ
ทั้งนี้ นักลงทุนที่ได้รับการรับรองเป็นโครงการที่มีคุณภาพ (QIP) จะได้รับสิทธิพิเศษยกเว้นภาษีใน 3 ด้านหลักๆ คือ 1.ภาษีนำเข้าวัสดุการก่อสร้างและอุปกรณ์การผลิต 2.ภาษีนำเข้าอุปกรณ์การผลิตเพื่ออุตสาหกรรมการส่งออก และยกเว้นภาษีการส่งออก 3.การยกเว้นภาษีกำไร แต่ถ้าลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษด้วย จะได้รับการยกเว้นภาษีแวตเพิ่มอีก 10% สำหรับการนำเข้าวัตถุดิบบางประเภทในอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก และอุตสาหกรรมเพื่อการบริโภคภายใน
จุดเด่นของการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษพนมเปญ คือสิทธิการเช่าที่ดินสำหรับต่างชาติที่นานถึง 50 ปี เก็บค่าเช่าครั้งแรกครั้งเดียว และสามารถต่ออายุได้อีก 50 ปี โดยระหว่างสัญญาเช่าในช่วง 50 ปีแรก ยังสามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้เช่ารายอื่นแทนได้ ขณะเดียวกันยังตอบโจทย์นักลงทุนต่างชาติด้วยการเป็นวันสต็อปเซอร์วิส ที่มีหน่วยงานราชการและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมารวมไว้จุดเดียวภายในเขตอุตสาหกรรม ทำให้เพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการดำเนินการมากขึ้น
ที่สำคัญ เขตอุตสาหกรรมที่นี่ยังสามารถตอบโจทย์เรื่องสาธารณูปโภคพื้นฐาน เนื่องจากมีโรงไฟฟ้าของตัวเอง สามารถอุดช่องโหว่ความมั่นคงทางพลังงานได้ แม้ว่าราคาค่าไฟต่อหน่วยจะอยู่ที่ 0.1898 เหรียญสหรัฐ ซึ่งแพงกว่าในหลายประเทศอาเซียน แต่นักลงทุนก็จะได้ความมั่นใจว่าการผลิตจะไม่มีปัญหาเรื่องการจ่ายกระแสไฟฟ้าเกิดขึ้น
ทั้งนี้ การลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในอีกด้านหนึ่งก็สร้างแรงกระเพื่อมต่ออุตสาหกรรมเองด้วย อาทิ การเรียกร้องขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่เกิดขึ้นในปีนี้ ซึ่ง จ้าว กล่าวว่า เป็นหนึ่งในความกังวลของนักลงทุนต่างชาติที่นี่เช่นกัน หลังจากที่มีความพยายามเรียกร้องขึ้นเป็น 140 เหรียญสหรัฐ/เดือน ซึ่งหากดูย้อนหลังในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าค่าแรงขั้นต่ำทยอยขยับขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจาก 61 เป็น 80 ไปจน 100 และมาจบที่ 128 เหรียญสหรัฐ หลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากยุทธศาสตร์โลจิสติกส์และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ได้มากกว่าเสียแล้ว กัมพูชาจะยังคงเป็นเป้าหมายที่ดึงดูดการลงทุนไปพร้อมกับพื้นที่อื่นๆ ในลุ่มแม่น้ำโขงต่อไป
เพื่อรองรับแนวเส้นทางอุตสาหกรรมใหม่ที่จะขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในฝั่งปอยเปต ที่เชื่อมต่อโดยตรงไปยังเขตอุตสาหกรรมทางภาคตะวันออกของไทย ทาง PPSEZ จึงมีแผนเตรียมจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์กัมพูชาภายในปีนี้ โดยคาดว่าจะสามารถระดมทุนได้ 15 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 540 ล้านบาท) โดยทุนจำนวนนี้จะถูกนำไปลงทุนต่อในเขตเศรษฐกิจพิเศษปอยเปต จังหวัดบันเตียเมียนเจย เป็นแห่งต่อไป ซึ่งเบื้องต้น PPSEZ ได้ซื้อที่แล้วประมาณกว่า 300 ไร่ และกำลังอยู่ระหว่างกระบวนการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน
“เราเพิ่งได้รับไลเซนส์ในการเปิดไอพีโอเมื่อเดือน ส.ค. เพื่อเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์กัมพูชาในเร็วๆ นี้ ซึ่งเมื่อระดมทุนเสร็จสิ้นแล้ว เราจะเดินหน้าเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มอีกแห่งในปอยเปต เพื่อรองรับการลงทุนบริเวณพรมแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อไป” ผู้จัดการอาวุโส PPSEZ กล่าว







