
นาทีทองได้มาแล้ว คสช.ต้องใช้ให้เป็น
"6-7 เดือนจากนี้ไป จึงเป็นช่วงเวลาทองของรัฐบาล ซึ่งจะต้องบริหารให้ได้ใจประชาชน โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ ถ้ารัฐบาลทำได้ดี ก็จะมีผลต่อการเมืองในอนาคต"
โดย...ทีมข่าวการเมือง โพสต์ทูเดย์
การเมืองไทยได้เดินมาถึงจุดตัดที่สำคัญ ภายหลังสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ส่งผลให้ต้องเริ่มต้นกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 กำหนดให้ดำเนินการต่อ คือ การให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 21 คนภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ สปช.ลงมติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยคณะกรรมการร่างฯ ชุดนี้มีเวลาทำงาน 180 วัน หรือ 6 เดือน จากนั้นจะส่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำประชามติ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการราวๆ 4 เดือน
ด้วยกระบวนการดังกล่าวที่ว่าทั้งหมดนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะมีผลให้ คสช.ได้รับเวลาในการอยู่ในตำแหน่งต่อไปอีกอย่างน้อยประมาณ 6-7 เดือน หรืออาจจะถึง 1 ปีไปโดยปริยาย จนกว่าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ การทำประชามติ การออกกฎหมายสำหรับการเลือกตั้งจะแล้วเสร็จ และจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ
ในทัศนะของ “คำนูณ สิทธิสมาน” อดีต กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีผ่านโพสต์ทูเดย์เห็นว่า เวลาที่เพิ่มขึ้นของ คสช.เป็นเวลาทองที่ต้องใช้ให้ดีที่สามารถนำไปสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นให้ได้ แต่หากทำให้เกิดประโยชน์ไม่ได้ก็จะมีผลกระทบต่อ คสช.อย่างมีนัยสำคัญด้วย
คำนูณ เกริ่นว่า หลังจากที่ทาง สปช.ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 6 ก.ย. ผลที่เกิดขึ้นคือ ทำให้กระบวนการต่างๆ บวกไปอีก 6-7 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 6 ก.ย. ขณะเดียวกันสังคมจะไม่มีปัญหาความคิดเห็นที่แตกต่างเกี่ยวกับเรื่องร่างรัฐธรรมนูญด้วย เพราะถ้าสมมติว่าร่างรัฐธรรมนูญผ่าน สปช. บรรยากาศทางการเมืองในสังคมก็คงจะมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางจนกว่าจะถึงวันทำประชามติในต้นปี 2559 ซึ่งบรรยากาศที่ปราศจากการวิพากษ์เรื่องร่างรัฐธรรมนูญตรงนี้จะช่วยให้ คสช.และรัฐบาลมีสมาธิกับการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ ที่เป็นปัญหาที่สำคัญของประเทศไม่น้อยไปกว่าปัญหาทางการเมือง
โอกาสทองแก้เศรษฐกิจ
“เมื่อเป็นเช่นนี้ อย่างน้อยบรรยากาศจากนี้ไปจนถึงเดือน ม.ค. 2559 ก็จะไม่มีประเด็นขัดแย้งเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ เพราะว่าร่างรัฐธรรมนูญโดยกรรมการชุดใหม่กว่าจะเสร็จน่าจะประมาณเดือน มี.ค., เม.ย. หรือ พ.ค. 2559 ถามว่าผลที่เกิดขึ้นคืออะไร คือว่ารัฐบาลซึ่งเพิ่งปรับคณะรัฐมนตรี โดยมี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ จะได้มีเวลาทำงาน และจะมีมาตรการใหม่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งตอนนี้มีออกมา 2 ชุดแล้ว และคาดว่าต้องมีมาตรการต่างๆ ออกมาอีก เพื่อให้เศรษฐกิจได้รับการแก้ไขไปในทิศทางที่ดี และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน”
“ข้อดีคือทำให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่มีเวลาในการบริหารราชการแผ่นดินอีกพอสมควร จากเดิมที่ทำงานกันมาประมาณปีกว่าๆ โดยเฉพาะในเรื่องการบริหารเศรษฐกิจที่จะมีมาตรการออกมาเป็นชุด ไปได้สะดวกพอสมควร โดยที่ไม่มีความขัดแย้งการร่างรัฐธรรมนูญมาเป็นตัวที่จะดึงความสนใจ อย่างน้อยที่สุด 6-7 เดือนจากนี้ไป ถ้ามาตรการของรัฐบาลออกมาในเชิงบวกก็มีผลดีต่อรัฐบาล”
คำนูณชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับเศรษฐกิจผ่านเรื่องการทำประชามติว่า การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บางครั้งไม่ได้อยู่ที่เนื้อหา แต่เป็นการสะท้อนอารมณ์และความรู้สึกทางการเมืองของประชาชน จะมีสักกี่คนอ่านรัฐธรรมนูญได้ทั้งฉบับ หากเขาไม่รู้สึกว่าปัญหาเศรษฐกิจดีขึ้น เขาก็จะไปเชื่อพรรคการเมืองผ่านระบบต่างๆ ดังนั้นจุดชี้ขาดจริงคือผลงานของรัฐบาล ท่านทำงานได้เร็วจากมาตรการที่ออกมาแล้ว ก็ควรบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพด้วย หากประชาชนรับได้ในระยะเวลา 1-2 ปี ก็จะเป็นเรื่องที่ดีต่อทุกฝ่าย
“ปัญหาเศรษฐกิจกับการเมืองมีความสัมพันธ์กัน ประชาชนอาจไม่รู้ว่าสูญเสียอะไร ถ้าตราบใดเงินในกระเป๋ายังมีให้ใช้คล่องอยู่ แต่ถ้าเงินในกระเป๋าลดลงเมื่อไหร ตรงนั้นจะเป็นปัญหาขึ้นมาทันที เดิมพันเป็นครั้งใหญ่ที่สุด ซึ่งรัฐบาลและ คสช.ต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ได้ในระดับสำคัญ นโยบายของพรรคการเมืองที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าดีนั้น ท่านจะเปลี่ยนใจประชาชนได้อย่างไร”
“ขณะนี้ คสช.เริ่มได้ใจประชาชนบ้างแล้วจากความสงบที่เกิดขึ้นชั่วคราว ทว่าอาจยังไม่เพียงพอ เพราะต้องทำให้ได้ใจประชาชนเพิ่มขึ้นจากการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการสร้างผลงานและการสร้างความรู้สึกใหม่ด้วย”
เวลาทองเดิมพันรัฐบาล-คสช.
ช่วง 6-7 เดือน ถือว่าเป็นช่วงที่เดิมพันของ คสช.? คำนูณประเมินว่า จุดที่จะชี้ขาดการเมืองในอนาคตนั่นคือผลงานของรัฐบาล รัฐบาลมีเวลานับจากนี้ไปจนถึงการเลือกตั้งและมีรัฐบาลชุดใหม่น่าจะประมาณ 2 ปี ในช่วง 6-7 เดือนแรกจะไม่มีประเด็นการขัดแย้งของปัญหารัฐธรรมนูญ โดยหลังจาก 6-7 เดือนนี้ไปแล้ว ถ้าร่างรัฐธรรมนูญโดยคณะกรรมการร่างฯ ชุดใหม่ดำเนินการเสร็จ สถานการณ์ก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม คือ จะเกิดการวิจารณ์ในเนื้อหาจนกว่าจะถึงวันออกเสียงประชามติ
“6-7 เดือนจากนี้ไป จึงเป็นช่วงเวลาทองของรัฐบาล ซึ่งจะต้องบริหารให้ได้ใจประชาชน โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ เป็นปัญหาของประเทศและโลก ถ้ารัฐบาลทำได้ดี ก็จะมีผลต่อการเมืองในอนาคต แต่ถ้าทำแล้วไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ในอนาคตก็ยากที่จะคาดเดา”
การกำหนดวันเลือกตั้งเป็นกลางปี 2560 เร็วไปหรือช้าไป? คำนูณตอบว่า คงแล้วแต่มุมมองของแต่ละคน ประชาชนบางกลุ่มอาจเฉยๆ เพราะคงเบื่อบ้านเมืองที่ขัดแย้งในช่วงระบอบปกติจำนวนไม่น้อย แต่ไม่ได้แปลว่า เขาจะยอมรับสภาพแบบนี้ที่ไม่ดีขึ้น เพราะฉะนั้นจะนานจะเร็วอยู่ที่ผลงานของรัฐบาลมากกว่า โดยเฉพาะผลงานที่ใกล้ชิดกับประชาชน คือเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าท้าย ในเวลา 2 ปีที่เห็นอนาคตตั้งแต่ 6-7 เดือนแรกจนกว่าร่างรัฐธรรมนูญจะออกมา ประเด็นทางการเมืองก็จะไปอยู่ที่ร่างรัฐธรรมนูญ
“ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของสถานการณ์ ทุกอย่างมีความพอดี ประชาชนก็ไม่ได้ขัดขวาง หรือเห็นด้วย แต่ถ้ากลับไปเร็วมันก็เสี่ยง แต่ถ้าจะไม่กลับไปเลยก็ไปไม่ได้ ช่วงที่ท่านอยู่นี้ก็ควรมีวิธีการแก้ไขให้ดีขึ้น เช่น ตอนนี้มีสภาเดียว มีกระทั่งมาตรา 44 ท่านต้องเร่งทำให้เกิดมรรคผลโดยเร็วก็จะเป็นผลดี เป็นเรื่องที่ท้าท้าย”
มั่นใจงาน กมธ.ยกร่างฯ ไม่สูญเปล่า
มาโฟกัสเรื่องร่างรัฐธรรมนูญกันบ้าง คำนูณในฐานะอดีต กมธ.ยกร่างฯ มองถึงทิศทางการเขียนกฎหมายสูงสุดของประเทศรอบใหม่ ว่า ก่อนอื่นไม่ขอวิจารณ์ว่าเรื่องอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีข่าวว่าจะมาทำหน้าที่ในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แต่ถ้ามองในเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ส่วนตัวเชื่อว่าการทำงานของอดีตคณะ กมธ.ยกร่างฯ ทั้ง 36 คน จะได้รับไปพิจารณา
“แม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 36 คน ไม่ผ่าน แต่มันก็ไม่ใช่การสูญเปล่า เชื่อว่าคณะกรรมการร่างฯ ชุดต่อใหม่ ต้องยึดแนวทางตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 และร่างรัฐธรรมนูญฉบับอดีต กมธ.ยกร่างฯ 36 คน มาเปรียบเทียบ สำหรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับอดีตคณะ กมธ.ยกร่างฯ ที่ตกไป ถึงจะมีความเห็นแตกต่างกัน แต่ว่ามันก็เป็นการร่างรัฐธรรมนูญมิติใหม่ที่แตกต่างไปจากฉบับ 2540 และ 2550 เพราะเป็นร่างฉบับที่ยอมรับสภาพความเป็นจริงของสังคม ไม่ได้ยึดตามฉบับเก่าๆ ทั้งหมด และเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ยอมรับว่าควรมีระยะเปลี่ยนผ่านช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพื่อช่วยให้เป็นจุดเริ่มต้นเยียวยาของสังคมไทย ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีที่ยืนในสังคมแล้ว สุดแท้แต่ผู้รับผิดชอบจะนำไปประยุกต์อย่างไร”
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเอาใจนักการเมืองในระดับหนึ่งหรือไม่ เพื่อลดความขัดแย้ง? คำนูณวิเคราะห์ว่า ไม่เชื่อว่าเสียงโหวตของประชาชนต้องขึ้นอยู่กับเสียงโหวตของพรรคการเมืองใหญ่ตลอดไป ถ้าพรรคการเมืองเขาไม่เอาด้วย และจะต้องทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ก็คงไม่ต้องร่างอะไรเลย ใช้ฉบับเก่าๆ ที่เอาใจพรรคการเมือง แล้วบ้านเมืองก็แก้ปัญหาไม่ได้ ซึ่งมั่นใจว่าประชาชนสามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้โดยปราศจากการแสดงความคิดเห็นของพรรคการเมือง เพราะประชาชนมีประสบการณ์ในการผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองมาแล้ว
“ประชาชนส่วนใหญ่ผ่านช่วงวิกฤตของบ้านเมืองตลอดระยะเวลา เกือบ 10 ที่ผ่านมา ถ้านับจากเดือน ก.พ. 2549 ที่มีการชุมนุมค้างคืนที่พระบรมรูปทรงม้า มาจนถึงวันที่ 22 พ.ค. 2557 ที่เป็นการรัฐประหาร 8 ปีเต็ม มีการชุมนุมของทุกฝ่าย รวมกันแล้ว 701 วัน หากย้อนไป คงจำได้ เดินทางก็ไม่สะดวก ปิดถนน มีความรุนแรงตลอด มีผู้บาดเจ็บไปประมาณ 4,000 คน เสียชีวิตอย่างน้อย 131 คน มีค่าเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่าหลายหมื่นล้านบาท”
“ความขัดแย้งนี้ไม่ได้สิ้นสุดไปเพราะรัฐประหาร เพียงแค่ระงับชั่วคราว เพราะความขัดแย้งยังคงดำรงอยู่ แต่ละฝ่ายก็พูดในสาระเดิมๆ ไม่ว่าจะฝ่ายพรรคการเมือง ฝ่ายต้าน ยิ่งในโลกออนไลน์ถ้อยคำการเกลียดชังยังคงเหมือนเดิม หากเรากลับไปใช้รัฐธรรมนูญเดิม ก็พอจะคาดหมายว่าวิกฤตก็จะกลับมาอีก ดังนั้นควรต้องหาทางแก้ไขไม่ให้ความขัดแย้งมันรุนแรงขึ้นมาอีก”
คำนูณขยายความถึงท่าทีของพรรคการเมืองอีก ว่า เท่าที่ผ่านมาความเห็นของพรรคการเมืองต่างๆ จะมีลักษณะใกล้เคียงกัน คือจะพูดถึงความเป็นประชาธิปไตยและความไม่เป็นประชาธิปไตยจะขึ้นอยู่กับการเลือกตั้งเป็นสำคัญ พรรคการเมืองควรต้องมีข้อเสนอที่พัฒนากว่านี้ ไม่ใช่อยู่กับระบบเลือกตั้ง ที่มาของ สว. ที่มาของนายกรัฐมนตรี
“ถ้าใครจะเขียนรัฐธรรมนูญให้พรรคการเมืองโดนใจ ก็ต้องนายกรัฐมนตรีมาจาก สส. เท่านั้น สว.ต้องเลือกตั้งเท่านั้น มันก็จะวนเท่านี้ เพราะว่าในความเป็นจริงของสังคม ถ้าจะทำรัฐธรรมนูญในรูปแบบเดิมที่พรรคการเมืองต้องการ เราก็ต้องถามว่าความขัดแย้งจะกลับมาหรือไม่ อย่าพูดถึงที่ขั้วไหนจะเป็นรัฐบาลแล้วอีกขั้วหนึ่งจะยอมหรือไม่ ต้องยอมรับในตอนนี้สังคมส่วนหนึ่งไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้งในเร็ววัน เพราะมองว่ากลัวสภาพวิกฤตแบบเดิม อีกบางพวกก็ต้องการให้ คสช.อยู่จนกว่าจะเรียบร้อย ปฏิรูปให้เสร็จค่อยกลับมามีการเลือกตั้ง”
อย่างไรก็ตาม แม้ในความคิดของคำนูณจะมองว่า ท่าทีของพรรคการเมืองใหญ่อาจจะไม่มีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนในการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญก็จริง แต่รัฐบาลและ คสช.สมควรลงมาช่วยทำงานอีกแรงด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 21 คน ทำงานเพียงลำพัง เพราะหาก คสช.มองไม่เห็นถึงความสำคัญในส่วนนี้ ย่อมจะทำให้เกิดปัญหาระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญในอนาคต
“ที่ผ่านมา ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสื่อในเรื่องของนักการเมืองต่างๆ ไม่ใช่เรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนในร่างรัฐธรรมนูญ ประชาชนจึงเสพแต่สิ่งที่นักการเมืองวิพากษ์วิจารณ์ ดังนั้นควรทำอย่างไรที่จะให้สังคมได้รับข้อมูลทั้งสองด้าน”
“ขึ้นอยู่กับรัฐบาลและ คสช.ต้องตัดสินใจ ท่านกำลังวางตัวเป็นกลางจากเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ จึงไม่แสดงท่าทีว่ามีความเห็นอย่างไรต่อร่างรัฐธรรมนูญ แต่คราวนี้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 21 คน มาจาก คสช. ไม่ควรปล่อยให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 21 คน ทำงานลำพัง เพราะคงไม่ผิดอะไรที่จะมอบทิศทางให้แก่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แม้จะมีแนวทางแล้วคือจะทำอย่างไรไม่ให้บ้านเมืองกลับไปเป็นเหมือนเดิม และการปฏิรูปประเทศในช่วง 2 ปี ต้องเดินหน้าต่อไป”
ประสาน สปช.เต็มที่ แต่ยังถูกคว่ำกลางสภา
นอกเหนือไปจากการมองทิศทางการเมืองในบริบทว่าด้วยการร่างรัฐธรรมนูญและการทำงานของรัฐบาลแล้ว “คำนูณ สิทธิสมาน” โฆษกคณะ กมธ.ยกร่างฯ ยังย้อนถึงการทำงานของคณะ กมธ.ยกร่างฯ ที่ผ่านมาจนถึงวันที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญด้วย
คำนูณ ระบุว่า การทำงานของพวกเราทั้ง 36 คน ต้องการแก้ไขปัญหาในอดีตพร้อมๆ กับการวางกลไกเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยในอนาคต จึงเห็นว่าจะปล่อยให้เกิดภาวะที่เรียกว่าสุดขั้วสองทางไม่ได้ คือ จะปล่อยให้มีประชาธิปไตยที่ยึดถือแต่การเลือกตั้งอย่างเดียวไม่ได้ และจะปล่อยให้ประเทศถูกบริหารด้วยรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเพียง 45 มาตราไม่ได้เช่นกัน กลายเป็นที่มาว่าคณะ กมธ.ยกร่างฯ ต้องพยายามทำกติกาที่ไม่เป็นต้นเหตุของการเกิดวิกฤต เพราะในอดีตก็มีตัวอย่างมาให้เห็นแล้ว และคิดว่าไม่ควรพาประเทศไปเผชิญกับสถานการณ์แบบนั้น ที่ผ่านมาประเทศเจอกับวิกฤตมากพอแล้ว
สาเหตุที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาไม่ได้รับการยอมรับจาก สปช. เพราะมีการบัญญัติคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) เอาไว้ในช่วงท้ายของการทำงาน ซึ่ง สปช.ไม่มีสิทธิจะขอแก้ไขแล้ว? คำนูณ ตอบคำถามดังกล่าวโดยพยายามชี้ให้เห็นว่า คปป.ไม่ใช่ต้นเหตุของการทำให้ร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำ แต่เป็นเรื่องทัศนะในทางการเมืองของสมาชิก สปช.แต่ละคนที่ย่อมมีสิทธิจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ กำหนดมา
“ยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องที่เอามาใส่ในตอนท้ายเหมือนที่บางคนพูด ถ้าติดตามข่าวมาตั้งแต่ต้น อันนี้จะอยู่ตั้งแต่ในแนวคิดของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า เราจะต้องตอบโจทย์ของประเทศในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา เราจึงแบ่งรัฐธรรมนูญเป็น 4 ภาค และเรื่องนี้จะอยู่ในภาคที่ 4 การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ซึ่งจะมีอายุเพียง 5 ปี ซึ่งมีมาแต่ต้น พอมีร่างแรกก็จะมีชื่อของคณะกรรมการชุดนี้ออกมาแล้ว เพียงแต่ไม่ได้ชื่อกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดอง และรูปแบบอาจจะไม่ใช่แบบนี้ทั้งหมด แต่จะมีทั้งคณะกรรมการปฏิรูป คณะกรรมการเสริมสร้างความปรองดอง แยกออกจากกัน
“ตอนนั้นถ้าจำได้ก็มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่มีสมาชิก 120 คน ก็ถือเป็นส่วนประกอบของกลไกพิเศษ เมื่อมีร่างแรก คำขอแก้ไขก็มีหลากหลายจากทั้ง ครม.และ สปช. เราก็นำคำของคณะ กมธ.ยกร่างฯ มาเป็นฐานเพื่อปรับปรุงเนื้อหาจากร่างแรก เช่น เอากรรมการปฏิรูปไปรวมกับกรรมการปรองดอง เป็นต้น
“คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ชุดที่แล้วตระหนักในปัญหาว่าจะให้เกิดสุดขั้วสองทางไม่ได้ แต่เราต้องมีทางออก คือ ต้องมีรัฐธรรมนูญที่เป็นตัวกำหนดกลไกกติกาได้ และตัวรัฐธรรมนูญต้องไม่สร้างวิกฤตเสียเอง สุดท้ายแล้วก็ต้องทำประชามติ ในการรณรงค์การทำประชามติ ก็ต้องให้ข้อเท็จจริงแก่ประชาชนอย่างตรงไปตรงมา ว่าทำไมต้องเขียนมาอย่างนั้น ทำไมต้องมีกลไกพิเศษ ทำไมต้องมีประชาธิปไตยในระยะเปลี่ยนผ่าน
“ถ้าจะพูดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนั้นไม่เป็นประชาธิปไตย ก็พูดได้ ถ้าความหมายของการเป็นประชาธิปไตย คือ ก่อน 22 พ.ค. 2557 หรือก่อนนั้น ซึ่งนักวิชาการจำนวนไม่น้อยก็พูดเสมอว่า นั้นไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่เป็นเผด็จการรัฐสภา อาจารย์อมร จันทรสมบูรณ์ บอกไว้ว่า เป็นระบบผูกขาดอำนาจของนายทุนนักการเมืองในระบบรัฐสภา ในงานหลายชิ้นก็บอก ภายใต้สติปัญญาของ 36 คน จึงคิดว่าสมควรไปถามประชาชนว่าต้องการอย่างไร ซึ่งคิดว่าการให้ประชาชนตัดสินเป็นสิ่งที่ดีที่สุดดีกว่าจะให้ใครมาตัดสินเอง”
เมื่อถามถึงปัญหาในการประสานงานของคณะ กมธ.ยกร่างฯ และ สปช.ก่อนลงมติร่างรัฐธรรมนูญ ในเรื่องนี้ คำนูณ อธิบายยืนยันว่า คณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้ประสานงานและทำความเข้าใจกับ สปช.มาโดยตลอด โดยเฉพาะการพยายามผลักดันให้ข้อเสนอของ สปช.ในด้านต่างๆ ให้มาอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญมากที่สุด รวมไปถึงการจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ ที่กำหนดแนวทางการปฏิรูปตามความคิดของ สปช. แต่เมื่อ สปช.ลงมติเสียงข้างมากไม่เห็นด้วย คณะ กมธ.ยกร่างฯ ก็ยอมรับความคิดเห็นของทุกฝ่าย
“มีการประสานงานกับ สปช.แต่ละกลุ่มอย่างมากที่สุด ในเรื่องของเนื้อหาการปฏิรูป มีการประสานใกล้ชิดกับคณะกรรมาธิการทั้ง 18 คณะ แล้วก็พยายามทำเนื้อหาของการปฏิรูปมาใส่ไว้ให้มากที่สุดในร่างแรก จากนั้นในร่างที่สองก็มีความคิดว่าต้องตัดทอนให้สั้นลง ก็จะหยิบยกเนื้อหาของการปฏิรูปไปอยู่ในร่างพระราชบัญญัติประกอบการปฏิรูปที่มาจากผลงานของ สปช.เป็นหลัก แต่ว่าบางท่านก็อาจจะเห็นต่างบ้าง โดยเฉพาะในส่วนโครงสร้างของการเมืองอื่นที่มีความเห็นแตกต่างกันไป”
สุดท้าย คำนูณ สรุปว่า การทำงานของคณะ กมธ.ยกร่างฯ ตลอดเวลาที่ผ่านมาได้รับฟังข้อเสนอของทุกฝ่ายอย่างรอบด้านมากที่สุดเท่าที่มีเวลาอย่างจำกัด และปฏิบัติตามภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 กำหนดทุกประการ
“คณะ กมธ.ยกร่างฯ ทั้ง 36 คน ทำไปตามกฎของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 คณะ กมธ.ยกร่างฯ มีอิสระจาก สปช. แตกต่างจากรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ มาจากสภาทั้งสองชุด การทำรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 เมื่อคณะ กมธ.ยกร่างฯ แก้ไขในประเด็นแล้วต้องให้สภาลงมติโหวตเป็นรายมาตรา แต่ว่ารัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557 ไม่ได้กำหนดแบบนั้น โดยหากมีคำขอแก้ไขก็ให้เป็นสิทธิของคณะ กมธ.ยกร่างฯ โดยไม่ต้องเอากลับโหวตทีละมาตรา ซึ่งการโหวตทีละมาตราอาจทำให้เกิดความขัดแย้ง
“แต่สำหรับคณะกรรมการใหม่ทั้ง 21 คน มีการเปลี่ยนชื่อ ไม่ใช่คณะกรรมาธิการที่มีนัยเสมือนคณะกรรมาธิการของสภา แต่ตอนนี้ก็เป็นแค่กรรมการเฉยๆ ไม่เกี่ยวกับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้วย โดยเมื่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญทำงานเสร็จแล้วก็จะส่งร่างรัฐธรรมนูญให้กับคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อจัดให้ประชาชนลงมติทันที ซึ่งคิดว่าเป็นความต้องการที่อยากให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมีอิสระจากหลายฝ่ายพอสมควร” คำนูณ ทิ้งท้าย







