
พระครูดีโลด ผู้ปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุพนม (1)
ต้องยอมรับว่าเรื่องราวความเข้มขลังทางวิชาอาคมไม่ว่าจะด้านเมตตา มหาเสน่ห์ แคล้วคลาด
โดย...เอกชัย จั่นทอง
ต้องยอมรับว่าเรื่องราวความเข้มขลังทางวิชาอาคมไม่ว่าจะด้านเมตตา มหาเสน่ห์ แคล้วคลาด ของเกจิอาจารย์แถบภาคอีสานเป็นที่ยอมรับในบรรดาเซียนทั้งหลาย สัปดาห์นี้ผู้เขียนอยากนำเสนอเรื่องราวพระท่านหนึ่ง “พระครูวิโรจน์รัตโนบล หรือหลวงปู่รอด หรือพระครูดีโลด แห่งวัดทุ่งศรีเมือง จ.อุบลราชธานี เพราะแม้แต่อาจารย์มั่นยังให้การเคารพนับถือ
พระครูวิโรจน์ หรือหลวงปู่รอด เมื่อครั้งท่านมีลมหายใจนับเป็นพระภิกษุที่เปี่ยมด้วยคุณธรรม จิตใจเมตตาในทุกด้าน มีความขันติวิริยะอย่างกล้าแข็ง หัวใจท่านยังสุขุมเยือกเย็นโอบอ้อมอารีกับทุกชนชั้นตั้งแต่คนจนยันคนรวย ท่านได้มอบความเมตตาอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใกล้และไกล โดยไม่ได้เอนเอียงปฏิบัติ ที่สำคัญ “หลวงปู่รอด” ยังโอภาปราศรัยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เมื่อมองแล้วมีความสุขทุกครั้ง จนนำไปสู่ความรู้สึกเคารพรักและศรัทธาเลื่อมใสหลวงปู่รอดอย่างสนิทใจ ในที่สุดประชาชนและลูกศิษยานุศิษย์ท่านได้ร่วมกันตั้งฉายานามใหม่ว่า “ท่านพระครูดีโลด” เพราะไม่ว่าใครจะทำอะไร หรือพูดจาอย่างใดกับท่าน “หลวงปู่รอด” ท่านก็เห็นดีเห็นงามด้วยหมด ไม่ได้ไปขัดใจใครเลยแม้แต่คนเดียว
นอกจากนี้ “หลวงปู่รอด” ยังมีความสามารถพิเศษอีกอย่างคือ การวาดภาพลวดลายรวมถึงงานช่างอิฐ ช่างปูนและชำนาญช่ำชองในการก่อสร้างเป็นที่หนึ่ง ประวัติความเป็นมาของท่านนั้น ท่านเป็นผู้ทำการบูรณะองค์พระธาตุพนมเมื่อในอดีตที่ผ่านมา ย้อนสมัยอดีตตั้งแต่องค์พระธาตุพนมที่กราบสักการบูชากันในปัจจุบัน เก่าแก่คร่ำคร่าไร้ความสวยงามีต้นโพธิ์ ต้นไทร และสารพัดต้นไม้ ขนาดเท่าแขนพันเลื้อยจับเกาะตามซอกอิฐปูนเต็มไปหมด ไม่มีผู้ใดสามารถซ่อมแซมบำรุงรักษาได้ เพราะเมื่อมีใครเริ่มจะทำการบูรณะก็จะเกิดอาการเจ็บไข้ได้ป่วย บางก็โทษเทวดาอารักษ์ว่า ท่านมิให้ทำ แม้กระทั่งอิฐและแผ่นศิลาที่ตั้งอยู่ในที่ต่างๆ บริเวณองค์พระธาตุ ชาวบ้านในท้องถิ่นต่างพากันหวาดระแวง ไม่มีใครกล้าที่จะปีนป่าย หรือไปแตะต้องเหยียบย่ำเลย เพราะเมื่อใครไปเหยียบย่ำจะได้รับกรรมทันตาเห็นโดยทันที จะแก้ไขหรือขอยกโทษก็ต้องหาเครื่องเซ่นคาวหวานดอกไม้ธูปเทียนมาขอขมาลาโทษอย่างถูกต้อง จึงไม่มีใครย่างกรายเข้าไปยุ่งเกี่ยว
แม้แต่พระวิหารใหญ่ที่เล่าลือกันว่า เจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์เป็นผู้ปฏิสังขรณ์ไว้อย่างสวยงาม และร่ำลือกันว่าเมื่อใครเข้าไปในพื้นที่วิหารนั้นตัวจะเหลืองเป็นสีทอง ซึ่งเรียกกันว่า “หอพระแก้ว” ก่อนจะพังทลายเหลือเพียงซากเศษปูนและอิฐเท่านั้น ต้องยอมรับว่าองค์พระธาตุพนมเสื่อมโทรมอย่างมาก เพราะเมื่อครั้งเจ้าราชครูโพนสะเม็กได้ทำการซ่อมแซมก็ราว 200 กว่าปี และช่วงนั้นเกิดสงครามทุกคนต่างพากันเอาตัวรอด จึงไม่มีใครทำนุบำรุงรักษาพระพุทธศาสนาเลย
นอกจากนี้ ในตำนานยังบอกอีกว่า ความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระธาตุพนมนั้น ตามคำร่ำลือบอกว่า ปูชนียสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนานั้น เมื่อมนุษย์ไม่สามารถรักษาดูแลได้ ชะรอยเทพยดาผู้มีความห่วงใยจะเข้าปกปักรักษาเอง เมื่อผู้ใดไม่มีวาสนาก็จะหวงแหนไว้เช่นนั้น ดังนั้นจึงมักเกิดอันตรายต่อผู้ขาดความเคารพ และกลายเป็นธรรมเนียมประเพณีของชาวพระธาตุพนมสืบมาตั้งแต่บรรพบุรุษจนถึงปัจจุบันเกี่ยวกับการเคารพบูชาในทุกครอบครัว เมื่อใครเจ็บป่วยก็มักบนบานด้วยปราสาทผึ้ง ผ้าไตร จะเดินไปไหนก็ต้องเอาขี้ผึ้งและไคลองค์พระธาตุติดตัวเพื่อเป็นของขลังคุ้มภัยตัว
ครั้นเมื่อถึงช่วงปี 2444 มีพระเถระเมืองอุบลได้เดินธุดงค์มาจำพรรษาอยู่ในป่ารอบสะพังโบราณ บริเวณวัดพระธาตุพนม คือพระครูสีทา วัดบูรพา อาจารย์มั่น ภูริทัตโต และพระอาจารย์หนู เจ้าอาวาสวัดสระปทุม ซึ่งท่านและคณะได้เห็นความเสื่อมโทรมขององค์พระธาตุพนม จึงเกิดความเศร้าสลดใจใคร่ที่จะซ่อมแซม แต่มาคิดว่าอำนาจวาสนาของตนไม่เพียงพอ จึงแนะนำให้ชาวพระธาตุพนมลงไปอาราธนาเชิญท่านพระครูวิโรจน์ (หลวงปู่รอด) ขึ้นมาเป็นหัวหน้าดำเนินการซ่อมแซมองค์พระธาตุ ซึ่งท่านเจ้าประคุณหลวงปู่รอด ก็ยินดีรับและมาตามความประสงค์
อ่านต่อสัปดาห์หน้า







