
เช็กบิลเป็นธรรม
กลับมาขึงขังอีกครั้งหลังจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที รายงานในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา ถึงปัญหาขัดแย้งระหว่างบริษัท ทีโอที กับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส เกี่ยวกับการแก้สัญญาสัมปทานที่เอื้อต่อเอไอเอส
กลับมาขึงขังอีกครั้งหลังจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที รายงานในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา ถึงปัญหาขัดแย้งระหว่างบริษัท ทีโอที กับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส เกี่ยวกับการแก้สัญญาสัมปทานที่เอื้อต่อเอไอเอส
หลัง ครม.รับทราบความเสียหายผลประโยชน์ของรัฐ ตามที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิพากษาเมื่อปี 2553 ให้การแก้สัญญาสัมปทานครั้งที่ 6 กับ 7 เอื้อประโยชน์ให้เอไอเอส
ทั้งนี้ การแก้สัญญาครั้งที่ 6 เป็นการลดส่วนแบ่งรายได้บริการโทรศัพท์แบบเติมเงิน จาก 25-30% เหลือ 20% ตลอดอายุสัมปทาน และการแก้สัญญาครั้งที่ 7 เป็นการแก้ให้หักค่าใช้จ่ายการโรมมิ่งโครงข่ายของเอไอเอสกับผู้ประกอบการรายอื่น ก่อนนำมาคำนวณส่วนแบ่งให้กับทีโอที รวมทั้งมีการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตซึ่งเอื้อประโยชน์ให้ชินคอร์ป โดยกระทรวงไอซีทีเคยประเมินความเสียหายจากการแก้สัญญาสัมปทานดังกล่าวไว้รวมกว่า 7 หมื่นล้านบาท ไม่รวมดอกเบี้ยและภาษีมูลค่าเพิ่ม
นอกจากนี้ ล่าสุดเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ส่งหนังสือถึงทีโอทีให้เร่งรัดและเรียกร้องผลประโยชน์ที่เสียไปจากเอไอเอส หลังจากที่ ป.ป.ช.เคยชี้มูลความผิดว่าการแก้สัญญาครั้งที่ 6 กับ 7 อาจทำให้รัฐเสียประโยชน์ไปเมื่อปี 2557
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเรื่องก็ยังคาราคาซัง ไม่มีการดำเนินการเรียกค่าชดเชยความเสียหายจากการแก้สัญญาสัมปทานเอื้อประโยชน์เอกชน ทั้งๆ ที่สัญญาสัมปทานทีโอทีกับเอไอเอสจะหมดสัญญาในวันที่ 30 ก.ย.นี้แล้ว ผลดังกล่าวทำให้ ครม.มีมติสั่งให้กระทรวงไอซีทีซึ่งกำกับดูแลทีโอทีเร่งดำเนินการเรียกค่าเสียหายจากการแก้สัญญาสัมปทานดังกล่าว
เมื่อรัฐบาลจะกลับมาเอาจริงเอาจังกับเรื่องแก้สัญญาสัมปทานเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนอีกครั้ง รัฐควรจะต้องดำเนินการให้เห็นผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่ทำเหมือนๆ กับหลายรัฐบาลที่ผ่านมา สุดท้ายเรื่องก็เงียบหาย หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบครั้งนี้ควรจะต้องดำเนินการให้เห็นผลผูกพันทางกฎหมายไว้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
ขณะที่หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการดำเนินการเรียกร้องผลประโยชน์จากการแก้สัญญาสัมปทานเอื้อให้เอกชน ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้ทำอะไรเลย ในส่วนนี้ก็ควรต้องไปหาผู้ละเว้นละเลยไม่ดำเนินการมาลงโทษ เพื่อให้หน่วยงานรัฐต่อไปต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศมากกว่าประโยชน์ของส่วนอื่น
รวมทั้งเพื่อให้การดำเนินการการแก้สัญญาสัมปทานเอื้อประโยชน์ให้เอกชนครั้งนี้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ก็ควรจะต้องดำเนินการกับเอกชนที่ได้ประโยชน์จากการแก้สัญญาสัมปทานในลักษณะเดียวกันกับทุกราย เพื่อไม่ให้โดนมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ หรือมองเป็นการหวังผลทางการเมือง ซึ่งเอไอเอสยังคงติดภาพของตระกูลชินวัตร ซึ่งการโดนมองว่าเลือกปฏิบัตินี้ อาจกระทบกับความเชื่อมั่นของกลุ่มทุนต่างประเทศได้
ในเมื่อรัฐบาลจะเรียกผลประโยชน์ของชาติที่เอื้อให้กับเอกชนกลับมาแล้ว ก็ควรดำเนินการให้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย







