
ไทยเผชิญ 4 บรรทัดฐานใหม่ทางเศรษฐกิจ
ธนาคารแห่งประเทศไทย จัดงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2558 ในปีนี้จัดในหัวข้อ “เศรษฐกิจไทยกับบริบทใหม่ทางเศรษฐกิจ” โดยตั้งประเด็นว่าประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนจากบรรทัดฐานใหม่ (New Normal)
ธนาคารแห่งประเทศไทย จัดงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2558 ในปีนี้จัดในหัวข้อ “เศรษฐกิจไทยกับบริบทใหม่ทางเศรษฐกิจ” โดยตั้งประเด็นว่าประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนจากบรรทัดฐานใหม่ (New Normal)
ทั้งนี้ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนจากบรรทัดฐานใหม่ 4 ด้าน ประกอบด้วย ด้านการค้าระหว่างประเทศที่ชะลอตัวลง ด้านอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ด้านระบบการเงินโลกที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น และด้านโครงสร้างประชากรไทยที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุมากขึ้น
การก้าวสู่บริบทใหม่ มี 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องตระหนัก ได้แก่ 1.บรรทัดฐานใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีผลยั่งยืนยาวนาน เพราะมาจากการปรับตัวของปัจจัยเชิงโครงสร้างซึ่งอาจถูกมองข้ามไปทั้งที่เป็นปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลในวงกว้าง ซึ่งพบว่ากำลังแรงงานในหลายประเทศขยายตัวช้าลงหรือหดตัว ตามอัตราการเกิดที่ลดลงและอายุขัยเฉลี่ยที่สูงขึ้น การสะสมทุนมีน้อยลงจากความกังวลความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในระบบเศรษฐกิจ และเทคโนโลยีพัฒนาช้าลง สะท้อนขีดจำกัดการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งหมดนี้ส่งผลให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในหลายประเทศให้ลดลง
นอกจากนี้ ต้องจับตาโครงสร้างการค้าและการรวมตัวทางการเงินระหว่างประเทศ ที่สร้างความผันผวนในตลาดการเงินอย่างมาก โดยการค้าระหว่างประเทศมีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด สวนทางกับการรวมตัวทางการเงินระหว่างประเทศที่ปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งในแง่ดี คือ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและสภาพคล่องในตลาดการเงิน เสริมช่องทางกระจายความเสี่ยง
ในขณะเดียวกัน ได้เป็นช่องทางในการส่งผ่านแรงกระแทกจากตลาดการเงินโลกได้เร็วขึ้น และนโยบายการเงินกลายเป็นต้นตอของความไม่แน่นอน โดยเฉพาะนโยบายการเงินของสหรัฐที่เหมือนจะเป็นบรรทัดฐานใหม่ แต่แท้จริงคือกลับสู่บรรทัดฐานที่ควรจะเป็น ซึ่งอาจกระทบต่อค่าชดเชยความเสี่ยง ที่นักวิเคราะห์หลายท่านมองว่าอยู่ในระดับที่ต่ำเกินควรจากการดำเนินนโยบายผ่อนคลายมาเป็นเวลานาน
“ภายใต้การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเหล่านี้ นโยบายภาครัฐต้องมีมาตรการรับมือ เช่น ประชากรสูงอายุ ต้องปฏิรูประบบบำนาญ และบริหารแรงงานข้ามชาติ ส่วนกรณีความเชื่อมโยงทางการเงินที่สูงขึ้น ควรประยุกต์เครื่องมือนโยบายการเงินให้เหมาะสม ทั้งดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน เงินทุนเคลื่อนย้าย คู่กับกรอบการดำเนินนโยบายการเงิน และดูแลเสถียรภาพที่ยืดหยุ่น ลดการส่งต่อความผันผวนจากระบบการเงินไปยังภาคเศรษฐกิจจริง” ประสาร กล่าว
ประสาร กล่าวว่า ประเด็นที่ 2 ที่ต้องตระหนัก คือ ต้องใช้นโยบายเชิงรุกที่มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ไม่ใช่นโยบายด้านอุปสงค์ที่ส่งผลเพียงชั่วคราว ตัวอย่างเห็นได้จากการส่งออกไทยที่ขยายตัว
ในอัตราชะลอลง ส่วนหนึ่งมาจากการค้าโลกที่เหนือความควบคุมก็จริง แต่อีกส่วนก็สะท้อนโครงสร้างในประเทศ โดยส่วนนี้ควบคุมได้ด้วยการเข้าไปร่วมในห่วงโซ่อุปทานโลกที่มีมูลค่าเพิ่มสูง คือ กิจกรรมก่อนการผลิตอย่างการวิจัยและพัฒนาหรือการออกแบบ และกิจกรรมหลังผลิตซึ่งเน้นการค้า
การตลาดและบริการหลังการขาย ซึ่งมีคุณค่ากว่าการอยู่ในกิจกรรมการผลิตที่เน้นใช้แรงงาน
สำหรับประเด็นที่ 3 ที่ต้องตระหนัก คือ ประสิทธิภาพภาครัฐ เพราะเศรษฐกิจไทยไม่ได้อาศัยเฉพาะการปฏิรูปการส่งออกของภาคธุรกิจ แต่ต้องรวมถึงการปรับโครงสร้างทั้งระบบ เริ่มต้นด้วยรัฐวิสาหกิจ ที่มีขนาดใหญ่มาก และถือครองสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า ระบบขนส่ง หรือคลื่นความถี่ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับกิจการอื่น เมื่อรัฐวิสาหกิจไม่มีประสิทธิภาพ ศักยภาพของเศรษฐกิจย่อมถูกบั่นทอนลง ซึ่งที่ผ่านมารัฐวิสาหกิจทั้งถูกแทรกแซงจากการเมือง ปัญหาเชิงโครงสร้าง การขาดทุน และคุณภาพของสินค้าหรือบริการที่ยังด้อยอยู่ การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปข้างหน้าได้







