
การเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจกับนวัตกรรม
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ผู้เขียนได้เคยเขียนมาหลายครั้งแล้ว ถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องหันไปพึ่ง “นวัตกรรม” มากขึ้น โดยเฉพาะหากจะต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและนวัตกรรมนี้ควรเป็นนวัตกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย อย่างไรก็ตาม คำว่า “นวัตกรรม” ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนี้ ไม่ได้มีความหมายแคบๆ เฉพาะเรื่องการวิจัยและพัฒนา แต่ความหมายที่เป็นที่เข้าใจกันในระหว่างประเทศนั้น รวมไปถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ผู้ผลิต โรงงาน อุตสาหกรรม ฯลฯ ต้องการจะเพิ่ม (Upgrade) เทคโนโลยีของตนให้สูงขึ้น ขยายองค์กร เพิ่มกรรมวิธีการผลิต พัฒนาการผลิตหรือกระบวนการผลิตเดิมให้ดีขึ้น รวมตลอดถึงการเข้าสู่ตลาดใหม่ๆ ดังนั้นเรื่องของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีจึงเชื่อมโยงเป็นข้อต่อหรือเป็นพื้นฐานกับกระทรวงที่รับผิดชอบทั้งการผลิตและการค้า ซึ่งที่ผ่านมาถึงแม้จะมีการเชื่อมโยงประสานงานกันบ้างระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กับกระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงเกษตรฯ แต่ก็ไม่มากนักและก็เป็นลักษณะต่างคนต่างทำ ยิ่งกระทรวงพาณิชย์ด้วยแล้วยิ่งแทบจะไม่มีความเกี่ยวข้องด้วยเลย ที่ผ่านมามีการให้ความสำคัญกับเรื่องนำเทคโนโลยีมาใช้ปรับปรุงการผลิต หรือมีนวัตกรรมเพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้มีน้อยมาก ไม่ว่าจะโดยรัฐบาลที่ผ่านๆ มา หรือแม้แต่ภาคเอกชน ซึ่งถึงแม้ผู้เขียนจะเขียนในทำนองนี้ไปหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้นำตัวเลขมาแสดงให้เห็นกัน และเพิ่งเห็นจากเอกสารของอังค์ถัด (UNCTAD–United Nations Conference on Trade and Development) ที่ทำการศึกษาให้กับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ จึงขอนำตัวเลขนี้มาแสดงให้เห็นตามภาพที่ 1
ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่า สินค้าส่งออกของไทยนั้นมีส่วนที่เป็นเทคโนโลยีไม่ถึง 50% ทั้งส่วนที่เป็น High-Skill Technology Intensive และ Medium–Skill Technology Intensive และหากดูระยะเวลาที่เปรียบเทียบกันไว้คือปี 1995 กับปี 2013 หรือเกือบ 2 ทศวรรษ ส่วนที่เป็น High-Skill Technology Intensive นั้นแทบจะไม่ต่างกันเลย มีส่วนที่ลดลงจริงๆ คือ Low-Skill Technology Intensive ทั้งนี้ Technology เหล่านี้อยู่ในอุตสาหกรรมรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนใหญ่ แต่ที่สำคัญคือกลับเป็นการนำเข้าเทคโนโลยีเสียมากกว่าจะวิจัยพัฒนาเอง จึงไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งทำให้ประเทศไทยขาดดุลชำระเงิน ในเรื่องของเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 161,778 ล้านบาท ในปี 2011 จากแผนภาพที่ 2 นี้เห็นได้ว่าตั้งแต่ปี 2001 ถึงปี 2011 ประเทศไทยขาดดุลเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ โดยต้องจ่ายเป็นทั้งค่า Royalty ค่า Licenses ค่าคำปรึกษาและค่าเทคโนโลยี
ตัวเลขการนำเข้านี้ได้รับการสนับสนุนโดยตัวเลขการจดสิทธิบัตรของคนไทยที่มีเพียง 5% ของการจดสิทธิบัตรทั้งหมด ยิ่งกว่านั้นหน่วยงานทำวิจัยของรัฐและมหาวิทยาลัยที่เป็นแหล่งผลิตงานวิจัยเกือบทั้งหมดของประเทศมีการจดสิทธิบัตรน้อยกว่า 3% ทั้งนี้ไม่รวมสิทธิบัตรออกแบบที่จดโดยคนไทยมากกว่า 70% และอนุสิทธิบัตรที่จดโดยคนไทยเกือบ 100%
อย่างไรก็ตาม จะไปโทษหน่วยงานวิจัยของรัฐหรือมหาวิทยาลัยเสียทั้งหมดก็ไม่ได้ เพราะรัฐบาลที่ผ่านๆ มามีการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพียงแค่ 0.2% ของ GDP ส่วนเอกชนก็มีการลงทุนต่ำมาก อย่างที่ผู้เขียนได้พูดมาแล้วหลายๆ ครั้งอีกเช่นกัน ซึ่งตัวเลข 0.2% นี้ ถ้านำไปเทียบกับประเทศในอาเซียน เช่น สิงคโปร์และมาเลเซีย ประเทศไทยก็เรียกว่าต่ำเตี้ยติดดิน เพราะมาเลเซียนั้นมีตัวเลข GERD (Gross Expenditures on R&D) เมื่อเทียบกับ GDP 1.8% สิงคโปร์มากกว่า 2%
ยิ่งวันนี้ได้อ่านข่าวที่ปลัดชุติมาแห่งกระทรวงพาณิชย์แถลงถึงภาระข้าวในสต๊อกที่ต้องแบกอยู่จำนวนมากแล้ว ก็เสียดายจริงๆ ดูเฉพาะข้าวเสื่อมคุณภาพที่มีตัวเลขตามข่าวว่าประมาณ 4.6 ล้านตันนั้น ถ้างานวิจัยทั้งหลายแหล่ได้รับการเหลียวแลบ้างในอดีตและมีการเชื่อมโยงกับกระทรวงพาณิชย์ เช่น ยาปิดแผลห้ามเลือดที่ทำจากข้าวของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้รับรางวัลตั้งแต่ผู้เขียนยังไม่เกษียณอายุราชการ ผลงานวิจัยนี้ถ้าได้เงินทุนสนับสนุนให้ผ่าน “หุบเหวมรณะ” ได้จนออกสู่ตลาด บวกกับผ้าปิดกันแผลกดทับที่ทำจากข้าวโดยบริษัทเล็กๆ ระดับ “S” ที่ได้รับรางวัลเช่นกัน ถ้าได้รับการสนับสนุนให้ขยายการผลิตได้ และยังต้องบวกกับการจัดซื้อโดยรัฐ (Government Procurement) ที่หลายประเทศเขาทำกัน คือให้ทุกสถานพยาบาลของรัฐรับซื้อ ป่านนี้อาจจะช่วยลดสต๊อกข้าวไปได้อีกมาก แม้จะไม่ถึงกับทำให้หายไปทั้ง 4.6 ล้านตันก็ตาม







