
อี-บิดดิ้งแหยงโทษประหาร
สมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า มาตรการกระตุ้นการเบิกจ่ายและเร่งรัดการลงทุนของรัฐบาล เช่น การจัดสรรงบให้ตำบลละ 5 ล้านบาท การปล่อยกู้เงินให้กองทุนหมู่บ้านเพื่อนำไปปล่อยกู้ให้สมาชิก การเร่งรัดการลงทุนโครงการขนาดเล็กทั่วประเทศ และการปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอีจะทำให้ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบไม่ต่ำกว่า 1.37 แสนล้านบาท และส่งผลให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ 3%
สมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า มาตรการกระตุ้นการเบิกจ่ายและเร่งรัดการลงทุนของรัฐบาล เช่น การจัดสรรงบให้ตำบลละ 5 ล้านบาท การปล่อยกู้เงินให้กองทุนหมู่บ้านเพื่อนำไปปล่อยกู้ให้สมาชิก การเร่งรัดการลงทุนโครงการขนาดเล็กทั่วประเทศ และการปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอีจะทำให้ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบไม่ต่ำกว่า 1.37 แสนล้านบาท และส่งผลให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ 3%
“ความคึกคักของการลงทุนเอกชนจะมีมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีปฏิทิน 2558 ที่จะมีเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเข้าสู่ระบบ 1.37 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้ภาคเอกชนเกิดความมั่นใจและน่าจะมีการลงทุนเพิ่มขึ้น เพราะเงินที่ออกไปจะเข้าไปอยู่กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย ทำให้มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น จากนั้นภาคเอกชนก็จะมีการลงทุนต่อเนื่อง และน่าจะทำให้ปีนี้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ไม่น้อยกว่า 3%” สมศักดิ์ กล่าว
สมศักดิ์ ระบุว่า สำหรับการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2558 ในช่วงที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ค่อนข้างพอใจ เพราะในส่วนของงบประมาณเพื่อการลงทุนนั้น แม้ ณ สิ้นเดือน ส.ค. จะอยู่ที่ 58% ซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ 87% อยู่พอสมควร แต่เมื่อรวมส่วนที่ได้ทำสัญญาผูกพันรอการเบิกจ่ายแล้วจะอยู่ที่ 73% ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปี 2557 ประมาณ 10% และเป็นปกติที่การทำสัญญาและเบิกจ่ายรอบจำนวนมากจะเกิดขึ้นในเดือน ก.ย. ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายก่อนสิ้นปีงบประมาณ
“เชื่อว่าการเบิกจ่ายปี 2558 จะเป็นไปตามเป้าหมาย ส่วนปี 2559 ที่สำนักงบประมาณใช้สำหรับประมาณการเพื่อจัดทำงบประมาณอยู่ที่ 3.7-4.7%” สมศักดิ์ กล่าว
ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า แม้ในปี 2558-2559 จะทยอยมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาอย่างต่อเนื่อง และรัฐบาลกำลังมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่อีกหลายโครงการ แต่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ได้ให้นโยบายใหม่ลงมาว่าให้ปรับกรอบความยั่งยืนทางการคลังให้มีความเข้มงวดมากขึ้น คือหนี้สาธารณะจะต้องไม่เกิน 50% ของจีดีพี จากกรอบเดิมที่ไม่เกิน 60% ซึ่งสำนักงบประมาณจะต้องนำนโยบายนี้มาปรับเข้ากับการจัดทำงบประมาณด้วยเช่นกัน
“การลดกรอบหนี้สาธารณะเหลือไม่เกิน 50% อาจจะทำให้ต่อไปนี้การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่หากจะต้องไปกู้มาลงทุนจะต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังมากขึ้น หรืออาจจะต้องเพิ่มสัดส่วนการร่วมลงทุนกับเอกชน หรือโครงการพีพีพีมากขึ้น หรือใช้เงินจากงบประมาณรายจ่ายเพื่อดำเนินการแทนเงินกู้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีที่จะได้ไม่เกิดความเสียหายขึ้นในภายหลัง” สมศักดิ์ กล่าว
สำหรับกรณีที่หลายฝ่ายกังวลว่า การเริ่มใช้วิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (อี-บิดดิ้ง) และวิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (อี-มาร์เก็ต) สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างในหน่วยงานราชการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2559 จะเป็นอุปสรรคต่อการเบิกจ่ายงบนั้น สมศักดิ์ ระบุว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็มีความเป็นห่วงอยู่เหมือนกัน เพราะว่าฝ่ายปฏิบัติยังไม่เคยชิน ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาในช่วงของการเปลี่ยน แปลง โดยเฉพาะเป็นช่วงที่กฎหมายของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ประกาศใช้ตั้งแต่เดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ที่กำหนดบทลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่ค่อนข้างรุนแรง คือ โทษสูงสุดประหารชีวิต ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐและหัวหน้าส่วนราชการมีความระมัดระวังในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะในส่วนราชการที่มีรายการลงทุนมากๆ เช่น กระทรวงคมนาคม จะมีความกังวลมาก
“แม้จะมีความกังวลในช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่าน แต่เมื่อกฎหมายออกมาแล้วก็ต้องดำเนินการตามระบบใหม่ คือมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายก็ต้องทำตาม ส่วนเรื่องทำตามระเบียบก็ต้องทำตาม ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.ระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง ระเบียบพัสดุ หรือ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตทำคู่กันไป คือทั้งความเร็วกับความโปร่งใสต้องไปคู่กัน ซึ่งผมไม่คิดว่าเรื่องระบบระเบียบใหม่ จะเป็นอุปสรรคต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ เพราะกฎหมายเมื่อออกมาแล้วก็ต้องปฏิบัติ ถ้าคนจัดซื้อจัดจ้างไม่มีการทุจริตก็ไม่โดนลงโทษ และถ้าพลาดแต่ไม่มีเจตนาทุจริตมันก็ไม่น่าจะต้องถูกลงโทษ” สมศักดิ์ กล่าว







