
ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มล้ม สวัสดิการนิยมจนแต้ม
แผนการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ของกระทรวงการคลังเพื่อเสริมรายได้ให้นโยบายรัฐสวัสดิการของรัฐบาลกลายเป็น “หมัน” ไป โดย...ทีมข่าวการเงิน
แผนการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ของกระทรวงการคลังเพื่อเสริมรายได้ให้นโยบายรัฐสวัสดิการของรัฐบาลกลายเป็น “หมัน” ไป
โดย...ทีมข่าวการเงิน
เมื่อทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ต่างไม่เห็นด้วยกับวิธีการนี้
จะมีก็แต่ “ปู่จิ้น” นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ผู้คร่ำหวอดอยู่ในธุรกิจก่อสร้างขนาดใหญ่ อ่านเกมขาดอยู่คนเดียว
เมื่อนโยบายอุดหนุนคุณภาพชีวิต ตั้งแต่เด็กยันชราของพรรคประชาธิปัตย์ ต้องอาศัยเงินที่มากกว่างบประมาณประจำปีปกติในคลังหลวง
เบี้ยคนชรา 500 บาทต่อเดือน จำนวน 5.6 ล้านคน จนกว่าจะเสียชีวิต รัฐต้องใช้งบประมาณ 2.1 หมื่นล้านบาทต่อปี
เบี้ยคนผู้พิการ จำนวน 7.7 แสนคน คนละ 500 บาททุกเดือน รัฐใช้เงินปีละ 1,374 ล้านบาท
เบี้ยอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) จำนวน 9.7 แสนคน คนละ 600 บาททุกเดือน ใช้งบประมาณ 7,029 ล้านบาท
นโยบายเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ หรือตั้งแต่ระดับอนุบาลถึง ม.6 และ ปวช. 13 ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) 7.3 หมื่นล้านบาทต่อปี
บวกด้วยเงินอุดหนุน 4 รายการ ประกอบด้วย ตำราเรียน ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน กิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียนอีก 2.3 หมื่นล้านบาท
มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ 5 มาตรการ น้ำไฟรถเมล์รถไฟฟรี พร้อมอุดหนุนราคาก๊าซ อีก 1.1 หมื่นล้านบาททุกๆ 6 เดือน
มาตรการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรัง 6 แสนราย ต้องใช้งบประมาณช่วยเหลือ 8,000 ล้านบาท ขณะที่ประกันรายได้ผู้ปลูกข้าวโพดใช้งบประมาณ 6,000 ล้านบาท
ยังไม่นับมาตรการประชานิยมอีกหลายอย่างที่ตกค้างมาจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อาทิ รักษาฟรี ที่รวมๆ แล้วรัฐบาลมีภาระต้องใช้เงินปีละ 2.5 แสนล้านบาท
หากเป็นรัฐสวัสดิการเต็มรูปแบบ แน่นอนว่า ฐานะการคลังของรัฐบาลที่เก็บภาษีปีละ 1.51.6 ล้านล้านบาทนั้น คงไม่เพียงพอแน่นอน
เมื่องบประจำที่เป็นเงินเดือนข้าราชการก็กินไป 7080% แล้ว ที่เหลือคือเงินลงทุนจริงๆ ซึ่งแต่ละปีก็มีแค่ 34 แสนล้านบาทเท่านั้น
กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นเสมือนกระเป๋าเงินของประเทศ จะนั่งอยู่เฉยๆ ไม่ได้ คงต้องหาช่องทางในการจัดเก็บรายได้สนองนโยบายทางการเมืองที่ต้องออกมาในแนวทางนี้มากขึ้น
ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นช่องที่ง่ายที่สุด เพราะเก็บจากการบริโภคสินค้า ตั้งแต่คนรวยยันคนจนโดนกันทั่วหน้า ดังนั้นผลสะท้อนกลับก็ร้อนแรงเช่นเดียวกัน
ปัจจุบันภาษีมูลค่าเพิ่มของไทยอยู่ที่ 7% แต่เป็นการปรับลดชั่วคราวจากเดิม 10% มาถึง 11 ปีแล้ว
การขึ้นแวต 1% รัฐบาลจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 5 หมื่นล้านบาท
เหตุผลหนึ่งที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) หยิบยกขึ้นมาคือ อัตรการภาษีมูลค่าเพิ่มของไทยเทียบกับเพื่อนบ้านแล้วต่ำสุดๆ
โดยธนาคารโลกหรือเวิลด์แบงก์ที่เข้ามาศึกษา การปรับโครงสร้างภาษีให้ สศค. เชียร์ให้มีการขึ้นภาษีประเภทนี้เต็มเหนี่ยว
ประเทศอาเซียนหลายประเทศจัดเก็บแวตที่ 10% อาทิ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ...
ขณะที่อินโดนีเซียจัดเก็บ 3 อัตรา คือ 5%, 10% และ 20%
ส่วนเยอรมนีเก็บ 16% และจีนสูงลิ่วถึง 17%
น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) มองว่า เวิลด์แบงก์ได้เทียบอัตราภาษีของไทยกับประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจหรือระบบต่างๆ ใกล้เคียงกับไทย
ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มประเทศอาเซียน กลุ่มประเทศเศรษฐกิจโพ้นทะเล (โออีซีดี) รวมไปถึงออสเตรเลีย จีน เกาหลี สหราชอาณาจักร นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น ฯลฯ
ทุกประเทศล้วนเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่สูงกว่าไทยทั้งสิ้น!!!
เวิลด์แบงก์ แนะนำว่า หากรัฐบาลไทยขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็สามารถนำรายได้ที่เพิ่มขึ้นไปช่วยแก้ปัญหาความยากจน
อย่างไรก็ตาม สศค.เข้าใจปัญหาทางการเมืองขณะนี้ เลยจะต้องหารือกับเวิลด์แบงก์อีกครั้งในเดือน ส.ค.นี้
ขณะเดียวกันคงต้องเข้าใจ “ภาวะการเมือง” ด้วย เพราะขืนนายกฯ อภิสิทธิ์ เซ็นให้ขึ้นแวตเมื่อไหร่ พรรคเพื่อไทยออกโรงขย่มเช้าเย็น เรื่องการไม่เห็นหัวคนจนแน่นอน
เพราะลำพังที่รัฐบาลเจอปัญหาค่าครองชีพสารพัด ทั้งไข่แพง ผักแพง น้ำมันแพงก็แทบจะตั้งรับไม่เป็นกระบวนแล้ว
การงัดร้าน “ธงฟ้า” ของกระทรวงพาณิชย์ออกมาช่วย ไม่เพียงเป็นการพายเรือในอ่าง เป็นมาตรการผักชีโรยหน้า แถมยังถูกพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดด่าบุพการีเข้าให้อีก
เพราะธงฟ้ามาทีไรค้าขายไม่ออก เนื่องจากต้นทุนที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว
การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเลยยังเป็นเผือกร้อนที่ต้องอยู่แต่ในเตาอบต่อไป เพราะเชื่อว่ารัฐบาลไม่กล้าเอาขึ้นมาวางบนโต๊ะแน่นอน
สุดท้ายการเพิ่มรายได้ของรัฐบาลน่าจะออกมาในรูปของภาษีบาป โดยเฉพาะภาษีสรรพสามิต เหล้า เบียร์ บุหรี่ รวมถึงการหารายได้จากค่าสัมปทานใหม่ เช่น 3จี มากกว่า
เชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่กล้าหาญพอที่จะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม จนกว่าตัวเลขเศรษฐกิจจะออกมาชัดเจนว่าจีดีพีปีนี้เติบโตมากกว่า 7%







